ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๑๗
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  18 ส.ค. 2562
หมายเลข  31110
อ่าน  1,106

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๑๗


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



~คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งเป็นปัญญาของแต่ละคนที่ได้ฟัง นั่นคือคุณ ที่ไม่สามารถที่จะมีอะไรเปรียบได้เลย จากความไม่รู้มานานในสังสารวัฏฏ์ เริ่มที่จะมีความเข้าใจที่ถูกต้องในแต่ละคำ, คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลึกซึ้งอย่างยิ่งลุ่มลึก ตามลำดับ เพราะฉะนั้น การฟัง ต้องเข้าใจ ไตร่ตรอง ทีละคำจนกระทั่งเป็นความเข้าใจที่มั่นคง

~พระธรรมเท่านั้นที่จะทำให้เกิดปัญญา(ความเห็นที่ถูกต้อง) และปัญญาเท่านั้นที่เป็นแสงสว่างนำทางให้ประพฤติปฏิบัติทั้งกาย วาจาที่เป็นธรรมที่ดี

~ต้องเป็นผู้ที่ไม่ประมาท แล้วก็เห็นโทษเห็นภัยของอกุศลจริงๆ ว่า ถ้าวันนี้ยังไม่เห็นโทษของอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย วันต่อๆไป อกุศลก็ย่อมเพิ่มพูนขึ้น

~การที่กุศลจะเจริญขึ้นได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่เห็นคุณจริงของกุศลธรรมที่จะเป็นไปเพื่อการขัดเกลาอกุศล จึงไม่ว่างเว้นจากโอกาสที่จะได้สะสมความดีในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสของความดีประเภทใดก็ตาม

~ขณะใดที่อกุศลประเภทใดเกิด ให้ทราบว่ามีความไม่รู้อยู่ขณะนั้น เพราะฉะนั้น ความไม่รู้มากแค่ไหน เพราะอกุศลก็มีหลายอย่าง ไม่ใช่มีแต่เฉพาะโลภะ (ความติดข้อง)  โทสะ (ความโกรธ)เกิดขึ้น ขณะนั้นก็มีความไม่รู้,    ความสำคัญตนเกิดขึ้น ขณะนั้นก็มีความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ความไม่รู้จะมากมายสักแค่ไหน 

~มิตรหรือเมตตา หมายความถึงความหวังดีกับบุคคลนั้น พร้อมที่จะช่วยเหลือทุกโอกาส ไม่คิดร้าย ไม่โกรธเคืองด้วย ขณะใดที่โกรธ ขณะนั้นไม่ได้เป็นมิตรเลย และขณะนั้นก็เป็นอกุศลจิตสะสมไว้บ่อยๆ ต่อให้มีสิ่งที่ดีรอบข้างก็ไม่เป็นสุข เพราะความขุ่นเคืองใจ หรือเป็นเหตุที่มีกำลังถึงกับทำอกุศลกรรมได้ ตามข่าวที่ได้ยินบ่อยๆ ฆ่ากันตาย แค่คำพูดคำเดียวหรือการกระทำเพียงเล็กน้อย เพราะกำลังของกิเลสเป็นปัจจัย

~ถ้าเข้าใจธรรมจริงๆ จะไม่เดือดร้อน แต่มีความเป็นเพื่อน คือ เข้าใจแล้วเห็นใจว่า จิตใจของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย บางคนก็สะสมอกุศลมามาก บางคนก็สะสมกุศลมามาก แล้วเราจะทำอะไรได้ นอกจากรักษาจิตของตนเอง ด้วยการเข้าใจถูกต้องว่า เป็นมิตร ไม่ใช่เป็นศัตรู ไม่ใช่หวังร้าย อะไรดีกว่ากัน? เป็นมิตรดีกว่า เพราะอะไร? เราอยากให้คนอื่นเป็นมิตรกับเราใช่ไหม  หรือเราอยากให้คนอื่นหวังร้ายต่อเรา?  เราเพียงอยากให้เขาเป็นมิตรกับเรา แล้วทำไมเราไม่อยากเป็นมิตรกับเขา   แทนที่จะคอยให้เขามาเป็นมิตรกับเรา เรานั่นเองที่จะเป็นมิตรกับคนอื่น     ก็จะไม่เดือดร้อนเลย

~สิ่งที่ประเสริฐที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดในบรรดาสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ปัญญา ความเห็นถูกต้อง ทุกข์เกิดเพราะไม่รู้ความจริง แต่ปัญญาเกิดไม่เป็นทุกข์เลย เพราะเข้าใจถูก ว่า ไม่มีอะไร นอกจากสิ่งที่เกิดแล้วดับไปชั่วคราว แล้วจะไปเดือดร้อนกับอันไหน ดับหมดแล้วไม่เหลือเลย

~
การเกิดเป็นมนุษย์ ประเสริฐกว่า ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน เพราะเหตุว่าเป็นผลของกุศลกรรม และถ้าเป็นผลของกุศลกรรมที่ประกอบด้วยปัญญาที่สะสมมามาก ฟังธรรมก็เข้าใจ แต่ถ้าสะสมมาน้อยก็ค่อยๆฟังไป ค่อยๆสะสมไปจนถึงกาลที่สามารถถึงขณะที่ละการยึดถือ
สภาพธรรมนั้นๆว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

~พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ทั้งหมด  เพื่อไม่ประมาท เพื่อเข้าใจถูกว่า กิเลสมีมาก และการค่อยๆเข้าใจธรรม เป็นหนทางที่ดีที่ทำให้สามารถละกิเลสได้   ถ้าใครคิดว่า ละกิเลสได้โดยไม่เข้าใจธรรม
ผู้นั้นเข้าใจผิด


~ถ้าทำดีแล้ว ปลอดภัยแน่นอน ไม่มีสิ่งที่ทำให้เดือดร้อนใจด้วยประการใดๆเลยทั้งสิ้น

~ได้ยินคำว่าธรรมบ่อยๆ แล้วก็รู้ว่าต้องเข้าใจธรรม  แต่ว่าธรรมไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย  แต่เดี๋ยวนี้ตรงนี้เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธรรม ที่ไม่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงธรรมโดยพระสูตรต่างๆหรือว่าพระโอวาทเวลาที่มีผู้ใดกระทำผิดไม่ควรทำ  ทั้งหมด  เพื่อเข้าใจถูกต้องในความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังนี้เดี๋ยวนี้

~ฟังพระธรรมไม่ว่าจะเป็นเรื่องพระวินัย พระสูตรหรือพระอภิธรรม  ไม่ใช่เรื่องของจำนวนและไม่ใช่เรื่องราว  แต่เพื่อให้ถึงความเข้าใจว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับผู้ที่ได้เฝ้าและได้ฟังคำของพระองค์  ฉันใด  ขณะนี้  ก็กำลังฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้กับผู้ที่ไปเฝ้าพระองค์  แต่เราก็ได้เฝ้า เมื่อได้ฟัง  เหมือนกันเลย

~คนที่เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  แต่ไม่ได้ฟังคำของพระองค์  จะเข้าใจธรรมไหม?   ก็ไม่เข้าใจ แต่คนที่แม้ไม่เห็น   แต่ได้ฟังคำของพระองค์ก็มีความเข้าใจถูกต้องว่าเมื่อฟังพระธรรม ก็คือ ฟังคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้เข้าใจสิ่งที่มีซึ่งเคยยึดถือว่าเป็นเรา  แต่กว่าจะไม่ใช่เราและไม่มีเราก็ต้องอาศัยพระธรรม  เพราะตลอด ๔๕   พรรษาที่ทรงแสดงพระธรรม     ก็ทรงแสดงเพื่อให้ค่อยๆเข้าใจขึ้น

~เมื่อบวชแล้ว  ก็ต้องหมายความว่ารู้ว่าบวชทำไม  เพราะฉะนั้น   ถ้าไม่รู้  ก็ไม่มีการที่จะศึกษาธรรมแล้ว นั่นหรือคือบวช

~ทำไมบวช  อยู่บ้านมีพี่น้อง มีมิตรสหายชีวิตแสนสำราญสะดวกสบายสำหรับบางคน  แต่ว่าถึงแม้ว่าจะทุกข์ยากก็ไม่คิดจะบวช  ไม่ใช่บวชแล้วจะหมดทุกข์ไม่ใช่เลย  แต่เป็นผู้ที่รู้จักจริงๆถึงค่าของพระธรรม  แต่ละคำ หาที่ไหนไม่ได้ จากใครก็ไม่ได้ในสากลจักรวาล  แต่ว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำประเสริฐสำหรับผู้ที่เห็นค่าและมีอัธยาศัยที่จะสละอาคารบ้านเรือนเพื่อที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต  ประเสริฐไหม? เริ่มประเสริฐตั้งแต่คิดและเมื่อได้บวชแล้วก็ยังประเสริฐโดยการเข้าใจพระธรรม นั่นคือ ภิกษุในธรรมวินัย  ไม่ใช่หมายความว่าใครก็ตามไม่เข้าใจธรรมบวชแล้วเป็นภิกษุ  เป็นผู้ประเสริฐ  ไม่ใช่อย่างนั้นเลย

~คฤหัสถ์บำรุงพระภิกษุทุกประการ  ด้วยอาหารบิณฑบาต  ที่อยู่อาศัย  ยารักษาโรค เป็นต้นแล้วการที่พระภิกษุได้รับสิ่งต่างๆเหล่านี้จากคฤหัสถ์ภิกษุทำอะไรบ้าง   เพราะเหตุว่าคฤหัสถ์หวังที่จะให้พระภิกษุศึกษาธรรมเข้าใจเพื่อที่จะได้แสดงธรรมนั้นแก่ตนให้เข้าใจ   แต่ว่าถ้าพระภิกษุนั้นไม่ได้เข้าใจธรรมก่อนบวชด้วยแล้วบวชแล้วคิดว่าจะศึกษาธรรมก็ไม่ได้ศึกษา เพราะฉะนั้น พระภิกษุนั้นให้อะไรตามที่คฤหัสถ์ต้องการหรือว่าบำรุงหรือเปล่า? คฤหัสถ์บำรุงพระภิกษุไม่ใช่เพื่อให้ไปทำอย่างนั้นอย่างนี้เหมือนคฤหัสถ์  แต่เพราะเหตุว่าคฤหัสถ์ไม่สามารถที่จะมีเวลาศึกษาธรรมได้อย่างพระภิกษุ  จึงเห็นผู้ที่บวชแล้วก็สละชีวิตเพื่อศึกษาพระธรรมและขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตจึงอุปการะอนุเคราะห์ทะนุบำรุงทุกอย่างเพื่อเขาจะได้แสดงพระธรรมให้คฤหัสถ์ได้เข้าใจ   (คฤหัสถ์หวังเท่านี้แล้วพระภิกษุให้อย่างนี้หรือเปล่าแก่คฤหัสถ์?)

~การที่จะเข้าถึงธรรม   การที่จะรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ได้  ต้องตรง  เพราะว่า  ธรรมตรง ผิดคือผิด  ไม่ใช่ใครเลยสักคนเดียวแต่เป็นธรรมที่เป็นอกุศลธรรมที่เข้าใจผิดเห็นผิด ถูกก็คือถูกต้องตามความเป็นจริง  เพราะฉะนั้น   ไม่ใช่เราถูกเขาผิด   แต่อกุศลเป็นอกุศล   และกุศลเป็นกุศล

~คนที่มีความเข้าใจธรรม ทำกุศลเพื่อขัดเกลากิเลส เพราะรู้ว่าอกุศลไม่สามารถจะละกิเลสได้ แต่คนที่ไม่ได้ฟังธรรมเลย ขณะนั้นก็เป็นเขาที่ทำกุศล  แต่ถ้าเป็นธรรม ไม่มีเขา  แต่ขณะนั้นกุศลจิตเกิด ทำกิจของกุศลประการต่างๆ  เพื่อที่ว่าอกุศลน้อยลงเท่าไหร่  กุศลที่เพิ่มขึ้น  ก็สามารถที่จะเข้าใจพระธรรมว่าเพื่อละกิเลส จึงทำกุศล แต่ไม่ใช่เพื่อว่าจะให้หมดกิเลสทันทีทันใดไปรีบทำกัน  ก็ไม่ได้  นั่นคือ โลภะ  เพราะฉะนั้น ความอยาก  ความเป็นเราล้ำลึกมากมายมหาศาล   ไม่สามารถที่จะไร้ปัญญาแล้วไปละกิเลสได้  แต่ต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยมั่นคงขึ้นๆโดยการที่ว่าเป็นกุศลทีละเล็กทีละน้อยโดยประการต่างๆ ไม่ใช่จำกัดแต่เฉพาะเพียงอย่างเดียว    ถ้าขาดการฟังพระธรรม  กุศลจะเป็นบารมีที่จะให้ถึงฝั่งคือการที่จะดับกิเลสได้ จะเป็นไปได้ไหม?    เป็นไปไม่ได้

~สิ่งหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้ที่จะขัดเกลากิเลสไปจนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ทุกประการ ก็คือ ต้องไม่ลืมถ้าปราศจากบารมีข้อนี้  ไม่สามารถที่จะถึงได้ คือ   ความเป็นผู้ตรง สัจจบารมี

~กุศลควรเจริญ  แต่ทำไมควรเจริญ   เพื่อประโยชน์อะไร  ไม่ใช่เพื่อเราจะได้รับผลของกุศล (เช่น) ขึ้นสวรรค์ มีทรัพย์สมบัติ มีลาภ มียศ  ไม่ใช่อย่างนั้นเลย   แต่รู้ว่าเพื่อขัดเกลากิเลส.

 

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๑๖

 


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
มกร
มกร
วันที่ 18 ส.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 19 ส.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
jaturong
วันที่ 20 ส.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
peem
วันที่ 20 ส.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 25 ส.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ