ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๑๙
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  1 ก.ย. 2562
หมายเลข  31141
อ่าน  545

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๑๙


 

~ธรรม คือสิ่งที่มีจริง พอได้ยินใครพูดว่าเห็น  ไม่ต้องบอกเลย  ก็รู้ว่าเห็นมีจริง  และมีจริง ก็คือตรงกับคำว่าธรรม เพราะมีจริง เป็นภาษาไทย   ธรรม (ธมฺม) เป็นภาษาบาลี  เพราะฉะนั้น  ก็สามารถที่จะเข้าใจได้  ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นชนชาติอะไรแต่ธรรมขณะนั้นมี  แล้วก็เริ่มจากการฟังและก็สะสมความเข้าใจด้วยการอบรมด้วยความเคารพ ด้วยการที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มี   ก็ทำให้สามารถที่จะไม่ลืม   เพราะเราฟังธรรมแล้วเราลืมบ่อย   แต่คนที่สะสมมามาก   พอได้ยิน  แม้ขณะนั้นไม่เคยได้ยินมาก่อน   แต่อยู่ในใจ  เก็บไว้ในหทัย  มาตลอดตั้งแต่เริ่มฟังแล้วก็ไม่ละเลย   แล้วก็เข้าใจขึ้นๆ   เข้าใจขึ้นหมายความว่า   ละความเป็นเราแล้วก็ละความหวังใดๆ ทั้งสิ้น  ไม่มีการมีสำนักปฏิบัติแล้วก็ไปปฏิบัติสิ่งซึ่งไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ   เพราะฉะนั้น   ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องในชาตินี้   ในชาติต่อๆไปก็มีโอกาสได้ฟัง พอฟังแล้วก็เข้าใจมากกว่าคนที่ไม่เคยสะสมมาก่อนเลย

~คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคำ  หวังดี เกื้อกูล เป็นประโยชน์ให้คนฟังได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง  เพราะฉะนั้น  กัลยาณมิตรสูงสุด ก็คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทุกคำจริง ไม่ได้หวังให้ใครเข้าใจผิด  ทรงแสดงธรรมโดยนัยต่างๆ มากมาย หลากหลาย โดยประการทั้งปวง  ที่จะทำให้ค่อยๆเข้าใจขึ้น

~อาจหาญที่จะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดแล้วทิ้งส่วนที่ผิดทันที เพราะเหตุว่าถ้าไม่ทิ้งทันที โอกาสที่จะเสพคุ้น(กับสิ่งที่ผิด) ย่อมเพิ่มขึ้นแล้วก็ยิ่งละลำบากมากขึ้น

~เหตุใดโลภะ โทสะ และโมหะ จึงไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล?  ยากที่จะเห็น จึงต้องเป็นการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะรู้ว่าสิ่งที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์ หาใช่ประโยชน์ไม่  ไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ก็หลงเข้าใจว่าเป็นประโยชน์เกื้อกูล  เพราะฉะนั้น ทุกวัน อยู่ไปโดยที่ว่าถ้าไม่เข้าใจธรรมที่ปรากฏ  ก็ยังมีความเข้าใจผิดๆ เหมือนเดิม  แต่การที่จะเข้าใจถูก  ไม่ง่าย  เพราะเหตุว่าลึกซึ้งอย่างยิ่ง  ยากที่ชาวโลกซึ่งเคยไม่รู้และติดข้อง จะได้เข้าใจถูกต้อง  จนถึงการที่จะไม่ให้สภาพธรรมที่เป็นสิ่งที่เป็นโทษเกิดอีกได้เลย เพราะฉะนั้น จะประมาทแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เลย

~ยากที่จะค่อยๆน้อมใจไป  เพราะว่า  วันหนึ่งๆ เต็มไปด้วยชีวิตเดิม ไม่รู้อย่างเดิม ต้องการอย่างเดิม ไม่เห็นว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้  หาใช่เราไม่  แล้วเป็นอะไร  ยากไหมที่จะรู้ว่า เมื่อไม่ใช่เราแล้วเป็นอะไร?  เป็นธรรม

~คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ เป็นวาจาสัจจะ   เป็นความจริงที่ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนได้   เพราะฉะนั้น    ถ้าเราไม่ฟังพระธรรม  เราก็มีความเห็นผิดอย่างเดิม   

~คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทำให้เข้าใจแต่ละสิ่งซึ่งมีจริงๆว่าสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏ  สิ่งนั้น เกิดโดยเหตุปัจจัย ไม่มีใครที่สามารถจะไปทำให้เกิดขึ้นได้ เพราะทั้งหมดเป็นธรรม ต้องเริ่มเข้าใจทีละคำอย่างมั่นคง  ทั้งหมด เป็นธรรม  คำนี้ก็แสดงอยู่แล้วว่า ไม่มีเรา

~สิ่งที่กำลังมีขณะนี้ ก็เป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้   มีสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  แต่เพราะไม่รู้  จึงต้องการ แล้วก็เป็นทุกข์เพราะโลภะ   ถ้าไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ก็เป็นโทสะ  ทั้งหมด ก็เพราะความไม่รู้   เพราะฉะนั้น จะหมดโลภะและโทสะได้ ก็ต่อเมื่อมีความรู้(ปัญญา)    ใครก็ตามที่หาทางที่จะไปละกิเลส ณ สำนักปฏิบัติ  สำนักปฏิบัติรู้อะไร  แม้แต่เดี๋ยวนี้ก่อนที่จะไปสำนักปฏิบัติ ก็ไม่รู้  แล้วจะไปทำให้รู้อะไร    ถ้าใครมีคำสอนโดยตัวเองเข้าใจเอง  คิดเองว่าธรรมง่าย  ผู้นั้น  ไม่ได้เคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงให้มีสำนักปฏิบัติหรือให้ใครไปสำนักหรือเปล่า? ไม่เลย  เพราะฉะนั้น ถ้าใครที่พูดคำที่ตรงกันข้ามกับคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ก็ทำลายคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ที่ไปก็ด้วยความเป็นเราที่หวังที่จะรู้สภาพธรรม แต่หนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นหนทางที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาสี่อสงไขยแสนกัปถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ถ้าเป็นสาวกก็ไม่ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เพราะฉะนั้น  เหตุกับผลต้องตรงกัน    ใครก็ตามที่บอกให้ไปสำนักปฏิบัติ จะเข้าใจสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏได้ไหม?

~เมื่อรู้ว่าใครก็ไม่สามารถที่จะบังคับธรรมได้  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงความจริงว่า  รู้เมื่อไหร่ (ปัญญาเกิดเมื่อไหร่)   ความรู้ต่างหาก  ที่ทำให้ละบาป

~ถ้ามีความเข้าใจธรรมมากขึ้น ความเข้าใจนั้นเองก็จะทำให้เกิดกุศลมากหลายขั้นทีเดียว ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะขั้นทานหรือเมตตา หรือความสงบของจิตเท่านั้น  ก็เป็นการเห็นประโยชน์ของการฟัง เพื่อมีความเห็นถูก และเมื่อมีความเห็นถูก ความเห็นถูกนั้นเองก็เป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่งที่จะให้กุศลต่างๆ เกิด


~เมตตาเกิดเมื่อไหร่ ขณะนั้นจะเป็นการพร้อมที่จะช่วยบุคคลอื่น
มีความหวังดี ไม่ว่าจะเห็นก็มีความเป็นเพื่อน หรือไม่ว่าจะคิดถึงก็คิดถึงในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่บุคคลนั้น

~ที่กำลังฟังพระธรรมอยู่อย่างนี้  ก็อาจจะโกรธอะไรก็ได้   ความโกรธยังมีอยู่ แต่อาศัยการฟัง เข้าใจ  นี่คือหนทาง แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจแล้วจะไม่มีหนทางเลย   ใครจะบอกวิธีไหนอย่างไรก็ตามแต่ ก็ไม่ใช่ว่าจะดับโกรธได้ เพราะเหตุว่า โกรธเกิดแล้วดับไปแล้วตามสภาพของความโกรธ ที่จะไม่ให้โกรธเกิดอีกต้องเป็นเรื่องของปัญญาที่เจริญขึ้น  เพราะฉะนั้น  หนทางอื่นไม่มี 

~
ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องกรรมและผลของกรรม จะไม่รีรอการทำกุศลทุกประการทุกขณะด้วย ทำให้เราเจริญทางฝ่ายกุศลยิ่งขึ้น


~จะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะไม่อยู่โลกนี้ในวันไหน อาจจะเป็นขณะต่อไปพรุ่งนี้หรือเดือนนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้น  วันนี้เป็นวันดีที่สุดที่จะทำสิ่งที่ดีที่สุดตามกำลังความสามารถ สิ่งที่ดีที่สุดประเสริฐเหนือสิ่งอื่นใดคือความเข้าใจพระธรรม

~ทันทีที่จุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตเกิดต่อทันที ไม่มีใครที่จะยับยั้งได้เลย ก็เป็นการตั้งต้นของชาติ ชรา และมรณะต่อไปอีก


~กุศลเจริญเพราะปัญญา ก็จะทำให้ค่อยๆ ละคลายหรือลดกำลังของอกุศล   ปัญญาจะทำให้กุศลต่างๆ เจริญขึ้น ทั้งความอดทนเวลาที่ประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจก็อดทนได้ หรือประสบกับสิ่งที่น่าพอใจก็ยังอดทนที่จะไม่ให้เป็นโลภะอย่างรุนแรง  หรือว่าแล้วแต่กำลังของปัญญา และกุศลอื่นๆ ก็เจริญด้วย

~กิเลสมีจริงแน่นอน   ถ้าไม่คิดที่จะขัดเกลากิเลส  ปล่อยปละละเลยให้กิเลสเพิ่มขึ้น  ก็จะเป็นอย่างคนที่ประพฤติผิด ที่เราเห็นว่ากระทำสิ่งที่ผิด  (ความประพฤติในสิ่งที่ผิด)  มาจากไหน?

~ความเห็นที่ถูกต้อง  คือ  เห็นโทษของกิเลส   ใครเกิดกิเลสที่จะทำอะไรก็ตามนั่นคือกิเลสของเขา  เพราะฉะนั้น เราจะโกรธทำไม?

~เกิดมา  เป็นคนนี้  ไม่นานแน่นอนก็จะหมดความเป็นบุคคลนี้  แต่คนต่อไปที่จะเกิดต่อจากการเป็นบุคคลนี้จะเป็นอย่างไรแล้วแต่ชาตินี้ด้วย ที่เป็นส่วนประกอบที่จะทำให้บุคคลนั้นเป็นอย่างที่เคยเป็นหรือเคยสะสมมาแล้ว   ถ้าไม่เคยเห็นประโยชน์ของการฟังธรรมเลย  กี่ชาติให้ฟังธรรม  แสดงประโยชน์  เขาก็ไม่ฟัง

~คนที่ไม่รู้   ทำสิ่งที่ไม่รู้  ผล คือ อะไร    ก็นำไปสู่ทางต่ำลงๆ  ไม่มีวันที่จะขึ้นมาได้

~สิ่งเดียวที่พระภิกษุ มี ที่จะให้แก่ชาวบ้านหรือคฤหัสถ์ ก็คือ พระธรรมอย่างเดียวเท่านั้น  ไม่ใช่ให้อย่างอื่น.

 

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๑๘

 


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
มกร
มกร
วันที่ 1 ก.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 1 ก.ย. 2562

...ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 2 ก.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
jaturong
วันที่ 2 ก.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
nattawan
nattawan
วันที่ 3 ก.ย. 2562

ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องกรรมและผลของกรรม จะไม่รีรอการทำกุศลทุกประการทุกขณะด้วย ทำให้เราเจริญทางฝ่ายกุศลยิ่งขึ้น

 

ขอบพระคุณ และอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 3 ก.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
panasda
วันที่ 3 ก.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
suporn.thun
suporn.thun
วันที่ 4 ก.ย. 2562

กราบอนุโมทนาสาธุค่ะ​ ขอขอบพระคุณมากๆนะคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 8 ก.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ