ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ Home Fresh Restaurant ถนนรามคำแหง กรุงเทพมหานคร ๒๖ กันยายน ๒๕๖๑
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  11 ก.ค. 2562
หมายเลข  31029
อ่าน  683

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานกรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ได้รับเชิญจากคุณเมตตา ชัยศรีโสภณกิจ สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๕๐ เพื่อไปสนทนาธรรม ณ ร้านอาหาร Home Fresh Restaurant ถนนรามคำแหง กรุงเทพมหานคร ระหว่างเวลา ๑๐.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น.

ขออนุญาตนำข้อความบางตอนที่ข้าพเจ้าเคยเขียนถึงพี่เมตตาไว้ เมื่อครั้งที่ท่านอาจารย์เดินทางไปพักผ่อนที่คอนโดมีเนียมของพี่จู(กุสุมา โกมลกิติ)ที่หัวหิน เมื่อวันที่ ๙ - ๑๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นการกล่าวถึงก่อนที่พี่เมตตาจะได้มาพบและฟังธรรมจากการบรรยายของท่านอาจารย์ ดังข้อความต่อไปนี้ครับ

"...ในขณะที่ท่านอาจารย์นั่งพักผ่อน แช่เท้าในน้ำอุ่น มีการสนทนา เล่าเรื่องของแต่ละคนๆ ก่อนที่จะมาพบกับท่านอาจารย์ ว่าผ่านสิ่งใดมาบ้าง พี่แดงเล่าว่าไม่น่าเชื่อว่าพี่เมตตา ก็เป็นท่านหนึ่งที่ผ่านการปฏิบัติมาอย่างโชกโชน ครั้งหลังสุด คือ ครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะมาฟังท่านอาจารย์สุจินต์ ท่านหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่ปฏิบัติธรรมที่วัดชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นานนับเดือน ซึ่งถ้าหากเอ่ยชื่อวัดดังกล่าว ทุกท่านในเวลานี้ไม่มีใครที่จะไม่รู้จักเลย ท่านเล่าว่า ท่านไปอยู่วัดแบบที่ไม่คิดจะกลับบ้าน จนพี่สาวของท่าน คือ พี่จู(กุสุมา โกมลกิติ) เจ้าของคอนโดฯ ท่านนี้เอง ที่ไปพาตัวท่านกลับมา และให้มาฟังธรรมบรรยายจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ จนวันนี้

"...ธรรมะ เป็นเรื่องที่บันเทิง เพลิดเพลิน ในกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ได้ทำให้เราเดือดร้อนเลย ใช่ไหม? แต่ความลึกซึ้งของธรรมะ ทำให้จิตใจเบิกบาน ที่ได้เข้าใจ..."

(สุจินต์ บริหารวนเขตต์ : เดอะรอยัล ปริ๊นเซส คอนโดมิเนียม หัวหิน ๑๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๗)

พี่เมตตากล่าวว่า เป็น บุญแต่ปางก่อน ของพี่เมตตาจริงๆ ที่มีวันนี้ หาไม่แล้ว ท่านก็ยังคงเป็นผู้ที่ไปปฏิบัติ ไปนั่ง ไปเดิน ด้วยความไม่รู้ ด้วยความเป็นตัวตน หาใช่การระลึกรู้ เป็นไป ด้วยความเข้าใจถูก เห็นถูก ในความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ด้วยความเป็นปรกติ ตามความเป็นจริง ในชีวิตประจำวัน ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และ ทรงมีพระมหากรุณาแสดงไว้โดยละเอียด และ ทรงแสดงไว้ว่า เป็นหนทางอันเอก คือ หนทางเดียว เท่านั้น ที่บุคคล จะถึงความเป็นผู้สิ้นทุกข์ ดับกิเลสได้ คือ สติปัฏฐาน นี้เอง

แต่แม้กระนั้น ก็เป็นการยากอย่างยิ่ง ที่บุคคลที่ไม่ได้สะสมอัธยาศัยมา จะมีโอกาสได้ฟัง และแม้ได้พบ และได้ฟังแล้ว ก็ยากที่จะเข้าใจ และ แม้ความเข้าใจที่มี  กว่าจะมีกำลังพอที่จะถึงการปฏิปัตติ คือ ถึงเฉพาะแต่ละลักษณะของธรรมะ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ก็ยิ่งแสนยาก แต่ ความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น ว่าทุกสิ่ง เป็นแต่ธรรม หาใช่ตัวตน สัตว์ บุคคลใดไม่ นั้นเอง ที่จะคลายจากความเดือดร้อนว่า แม้ความไม่เข้าใจ ก็เป็นแต่ธรรม ไม่ใช่เรา จึงเป็นผู้ที่มีศรัทธาที่มั่นคงขึ้น มีความอดทน และ เพียรที่จะฟังแล้ว ฟังอีก เพื่อเข้าใจขึ้น อันเป็นหนทางเดียว หนทางเดียวจริงๆ ไม่มีหนทางอื่น ตามที่ได้ทรงมีพระมหากรุณาตรัสเตือนไว้และบุคคลที่ได้พบกับพระธรรม ย่อมจะเป็นผู้ที่ "ฝัง" คำที่ตรัสนี้ไว้ ในหทัย ไม่หลงไปตามความติดข้องต้องการที่จะทำ จะปฏิบัติ สิ่งหนึ่ง สิ่งใด ด้วยความไม่เข้าใจอีก

พี่เมตตา เป็นผู้ที่มีกุศลศรัทธาในพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ช่วยเหลือเกื้อกูลทุกคน ทั้งยังเอาภาระ ในการทำงานช่วยเหลือเวปไซต์บ้านธัมมะ ด้วยความสม่ำเสมอตลอดมา จนพี่แดงได้กราบเรียนท่านอาจารย์ด้วยความชื่นชมอนุโมทนาว่า พี่เมตตาไปซื้อคอมพิวเตอร์มาใหม่ เพื่อจะนำมาช่วยงานเวปไซต์บ้านธัมมะ ของมูลนิธิฯ ทั้งๆที่พี่เมตตา ใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นมาก่อนเลยก็ตาม ทุกๆท่าน ย่อมรู้ได้ด้วยตนเองว่า ประโยชน์ที่แท้จริงของการได้ฟังพระธรรม คือ อะไร? เมื่อได้มีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น ในพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง บุคคล ย่อมน้อมไปสู่กุศลธรรมทุกประการ โดยบ่อยๆ เนืองๆ ทั้งนี้ ด้วยความเข้าใจขึ้นเท่านั้น ที่จะเป็นปัจจัยให้กุศลธรรม มีกำลังเกิดขึ้นได้บ่อยๆ หาใช่การทำการใดๆ ด้วยความติดข้องต้องการ ด้วยหวังในผลของการกระทำ แต่เป็นผู้ที่น้อมไปสู่กุศลธรรม น้อมไปสู่การเห็นโทษของอกุศล และเป็นผู้ที่ขัดเกลากิเลส ด้วยกำลังของความเข้าใจ ที่บุคคลได้สะสมอบรม จนมีกำลังมากขึ้นๆ นั่นเอง..."

(ท่านที่สนใจข้อความการสนทนาทั้งหมด สามารถคลิกอ่านได้ที่นี่...ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ เดอะรอยัล ปริ๊นเซส คอนโดมิเนียม หัวหิน ๙-๑๑ กันยายน ๒๕๕๗)

พี่เมตตา  กราบเท้าท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และท่านอาจารย์วิทยากรทุกท่านค่ะ วันนี้ที่นี่บรรยากาศค่อนข้างดี ก็เชิญสนทนาธรรมร่วมกันนะคะ ท่านอาจารย์คะ จะกราบเรียนท่านอาจารย์ เรื่องขันธ์ ๕ อุปาทานขันธ์ เกี่ยวกับรูปขันธ์ สัญญาขันธ์ เวทนาขันธ์ สังขารขันธ์ แล้วก็ วิญญาณขันธ์ เพราะเหตุใด พระองค์จึงทรงแสดง สังขารขันธ์แค่ ๕๐ เวทนาขันธ์และสัญญาขันธ์ ไม่ใช่สังขารขันธ์แต่เป็นเวทนาขันธ์กับสัญญาขันธ์ค่ะ ท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์  ก็ อยากรู้ ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงอย่างนี้ ต่อไปก็ อยากรู้ ทำไมทรงแสดงอายตนะ เท่านี้ อยากรู้ ทำไมทรงแสดงธาตุ เท่านั้น แต่ตามความเป็นจริงก็คือว่า ไม่รู้อะไร แล้วก็ฟังแล้วเข้าใจ ว่าติดทุกอย่างหมด และไม่รู้ทุกอย่างหมด ไม่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงนัยยะอะไรก็ตาม แต่สำคัญที่ว่า ให้มีความเข้าใจว่า ไม่รู้อะไร แล้วก็ติดข้องในอะไร เดี๋ยวนี้ ไม่รู้ ขันธ์ ๕ หรือว่า ไม่รู้ขันธ์ไหน? หรือว่า รู้ขันธ์ไหน? แทนที่จะไปคิดว่า ทำไมเป็น ๕ ขันธ์ อย่างนั้น อย่างนี้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ หนึ่งขณะ กี่ขันธ์? 

พี่เมตตา ๕ ขันธ์ค่ะ
ท่านอาจารย์  แล้วรู้ขันธ์ไหน?
พี่เมตตา  ไม่รู้สักขันธ์เลย
ท่านอาจารย์  แต่ พอจะรู้ไหม? ว่าหนึ่งขณะ มีรูป 
พี่เมตตา  พอจะทราบได้ค่ะ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ยึดมั่นในรูป ไม่เคยรู้เลย ว่าความจริงของรูป แต่ละหนึ่ง ต่างกัน ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา รูปนี้ ไม่ใช่คน ไม่ใช่อะไร อย่างที่เคยคิด แต่ว่า เป็นสิ่งที่สามารถกระทบตา กำลังกระทบอยู่ เพราะฉะนั้น หนึ่งขันธ์แล้ว ที่ไม่รู้ แล้วก็ตา ก็มี แต่ไม่เคยรู้เลย ว่าถ้าไม่มีตา สิ่งที่กำลังปรากฏ ปรากฏไม่ได้ "ตา" เป็นขันธ์อะไร? 
พี่เมตตา  "ตา" เป็น "รูปขันธ์" ค่ะ 
ท่านอาจารย์  สำคัญไหม?
พี่เมตตา  สำคัญมากค่ะ
ท่านอาจารย์  ค่ะ ไม่มีตา แล้วจะมีสิ่งที่ปรากฏได้ไหม?
พี่เมตตา  ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์  เพราะฉะนั้น ตาก็สำคัญ แล้วก็ไม่รู้ด้วย ไม่รู้ความจริง ทั้งสิ่งที่ปรากฏ แล้วก็ไม่รู้ความจริงทั้งตา ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏ แต่มีความสำคัญมาก และขณะนี้ มี "ธาตุที่กำลังเห็น" สิ่งที่ปรากฏ กี่ขันธ์? 
พี่เมตตา  ก็ "วิญญาณขันธ์" ค่ะ
ท่านอาจารย์  กี่ขันธ์?
พี่เมตตา  ขันธ์เดียวค่ะ
ท่านอาจารย์  "กำลังเห็น" นี่ขันธ์เดียวหรือคะ?
พี่เมตตา  กำลังเห็นนี่ก็ครบ ๕ ขันธ์ ค่ะ 
ท่านอาจารย์  เดี๋ยวนี้ "กำลังเห็น" เราพูดถึง "เห็น" ว่ามีสิ่งที่ปรากฏ หนึ่งขันธ์ ก็ไม่รู้ ใช่ไหม? ตา เป็นรูปขันธ์ ก็ไม่รู้ สิ่งที่ปรากฏ เพียงแค่กระทบตาปรากฏ ไม่ใช่อะไรเลยทั้งสิ้น ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อรู้ว่า ความไม่รู้มากแค่ไหน แทนที่จะไปรู้ว่าเพราะอะไรจึงเป็นอย่างนั้น เพราะอะไรจึงเป็นอย่างนี้ แต่...ไม่รู้ในสิ่งที่ปรากฏ แน่นอน และ ตาก็มี ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ไม่รู้ "รูป" ตามความเป็นจริง หนึ่งขันธ์แล้ว ใช่ไหม?  และ "กำลังเห็น" กี่ขันธ์?

พี่เมตตา  กำลังเห็นก็ ครบ ๕ ขันธ์เลยค่ะ
ท่านอาจารย์  "เห็น" 
พี่เมตตา  ขณะที่เห็น ใช่ไหมคะ? ขณะที่เห็นก็ ๕ ขันธ์ เกิดขึ้น เพราะว่า ขณะเห็น จิตเห็นก็เป็นวิญญาณขันธ์ สิ่งที่ปรากฏทางตาก็เป็นรูปขันธ์ เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยกับจิตเห็น ก็จะมี...
ท่านอาจารย​์  เราพูดทีละขันธ์ ใช่ไหม? เมื่อกี้นี้เราพูด "รูปขันธ์" ตอนนี้ ที่ "เห็น" นี่กี่ขันธ์?
พี่เมตตา  ที่เห็น จิตเห็นใช่ไหมคะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์  "เห็น" กี่ขันธ์ กำลังเห็นนี่ กี่ขันธ์
พี่เมตตา   กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ที่เห็นนี่กี่ขันธ์ หนูไม่เข้าใจคำถามค่ะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์  คุณธีรพันธ์ "เห็น" กี่ขันธ์? กำลังเห็น
อ.ธีรพันธ์  ขณะกำลังเห็น ก็มีสภาพธรรมะที่เกิดร่วมด้วย ทั้ง ๔ ขันธ์ คือ นามขันธ์ทั้ง ๔ ก็มี วิญญาณขันธ์ เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยก็มี สังขารขันธ์ เวทนาขันธ์ แล้วก็สัญญาขันธ์ ถามถึง "เห็น" ใช่ไหม? เพราะว่า "เห็น" ก็มีเจตสิกที่เกิดพร้อมด้วย 

พี่เมตตา  อ๋อ ค่ะ คือหมายถึงว่า "ขณะเห็น" นี่กี่ขันธ์ ขณะเห็นก็ จิตก็เป็นวิญญาณขันธ์ เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยก็อีก ๓ ขันธ์ ก็เป็น ๔ ขันธ์
ท่านอาจารย์  ให้จำขันธ์หรือคะ? จำจำนวนขันธ์หรือ? หรือเข้าใจ ว่า "เห็น" กี่ขันธ์ 
พี่เมตตา  เข้าใจค่ะ เข้าใจว่าขณะเห็น กี่ขันธ์
ท่านอาจารย์  ขณะเห็นกี่ขันธ์
พี่เมตตา  ๔ ขันธ์ค่ะ
ท่านอาจารย์  ๔ ขันธ์ นี่ก็แสดงความต่างของ "สิ่งที่ไม่รู้อะไร" จะรู้ไม่ได้เลย "หนึ่งขันธ์" (รูปขันธ์) แล้วก็ "ขณะที่เห็น" ๔ ขันธ์ (นามขันธ์ ๔) แต่...ขันธ์ไหน? ปรากฏ 

พี่เมตตา  รูปขันธ์ปรากฏค่ะ ปรากฏเป็นสิ่งของ นิมิตต่างๆท่านอาจารย์  เดี๋ยวก่อนนะคะ ฟังธรรมะ เพื่อเข้าใจ ต้องไม่ลืม เราตื่นมาแต่เช้า เราไม่ได้คิดถึงขันธ์ ไม่ได้คิดถึงอะไรเลย ไม่คิดถึงความเข้าใจอะไรเลย เหมือนเดิม ที่ยังไม่เคยฟังธรรมะ เพราะฉะนั้น ที่ฟังไว้ ฟังไว้ ฟังไว้ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ใช่ไหม? แต่ว่า การสนทนาธรรม ทำให้มีความเข้าใจ อย่าลืม เราสนทนา เพื่อเข้าใจ แล้วก็ไม่ได้เข้าใจแค่ตัวหนังสือ กับแค่คำที่เราได้ยิน ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ทุกคนก็จำได้ ขันธ์ ๕ มีอะไรบ้าง กี่ขันธ์ก็รู้ แต่ถ้าเราพูดถึง ทีละขันธ์ เช่น เดี๋ยวนี้ มีสิ่งที่ปรากฏ สิ่งนั้นไม่รู้อะไร แล้วก็ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่อะไรเลย แต่กำลังปรากฏ ในขณะที่เห็น ในขณะที่เห็น ต้องมีรูปที่ปรากฏ หนึ่งขันธ์แล้ว เพราะว่ารูปธรรม แล้วเราพูดถึงตา ถ้าไม่มีตาก็เห็นไม่ได้ เพราะฉะนั้น "ตา" เป็นอะไรคะ?
พี่เมตตา  ตาเป็นรูปขันธ์ค่ะ

ท่านอาจารย์  ก็เป็นรูปขันธ์ เพราะฉะนั้น ไม่มีรูปขันธ์สองอย่างนี้ "เห็น" ก็มีไม่ได้ ใช่ไหม? เพราะฉะนั้น เราไม่พูดถึงรูปแล้ว เวลาเห็น กี่ขันธ์?
พี่เมตตา  ๔ ขันธ์ค่ะ
ท่านอาจารย์  ๔ ขันธ์ นะคะ ขันธ์อะไรปรากฏ?
พี่เมตตา  ขันธ์อะไรปรากฏ วิญญาณขันธ์ 
ท่านอาจารย์  วิญญาณขันธ์ เห็นไหม? แต่ไม่รู้เลย!! ทั้งๆ ที่กำลังเห็นจริงๆ ไม่ใช่ไม่จริงเลย แต่ก็ไม่เคยรู้ว่า "นั่นไม่ใช่เรา" เป็นแต่เพียง "ธาตุรู้" ซึ่งมีจริงๆ แล้วก็เกิดจริงๆ ด้วย แล้วก็ กำลังเห็นจริงๆ ด้วย เพราะฉะนั้น "การฟัง" ก็คือ ย้ำแล้ว ย้ำอีก ไม่ใช่เพียงแต่เรียกชื่อ แต่ให้ "ถึงความเป็นวิญญาณขันธ์" เราใช้คำว่า "วิญญาณขันธ์" ก็แสดงว่า ไม่ได้หมายความถึงธรรมะอื่น นอกจาก "ธาตุรู้" ซึ่งเป็นใหญ่ เป็นประธาน ในการ "เดี๋ยวนี้เห็น" นั่นแหละ คือ "สิ่งซึ่งไม่เคยรู้" ฟังแต่ชื่อ มานาน แล้วก็นับไปเรื่อยๆ ใครถามเราก็บอก แต่ว่า กว่าจะเริ่มเข้าใจความต่างของแต่ละขันธ์ว่า นี่รูปขันธ์ แล้วก็มีวิญญาณขันธ์

ในบางครั้ง ซึ่งคงจะยากมาก เพราะเหตุว่า ขณะเห็น มีเจตสิกคือนามธรรม ซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น รวมทั้งจิตด้วย ๑ เจตสิกอีก ๗ เคยปรากฏไหม? เจตสิก ๗ ดวง? 
พี่เมตตา  ไม่เคยปรากฏค่ะ
ท่านอาจารย์  ไม่มีทางเลย ใช่ไหม? เพราะฉะนั้น อะไรปรากฏ ให้รู้ว่า เราเข้าใจสิ่งนั้นสิ ใช่ไหม? แต่ในขณะเดียวกัน ที่ เราเรียนละเอียด (เพื่อ)เข้าใจมากขึ้น ว่า แม้แต่จิตขณะนี้ก็เกิดเองไม่ได้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงว่า ไม่มีเรา ไม่มีจริงๆ เป็นธรรมะทั้งหมด

"ฟังไว้" เพื่อวันหนึ่ง จะมี "ความรู้ทั่ว" จริงๆ ว่า ไม่ใช่เรา แล้วก็เป็น แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้น ความจริง ขณะนี้ ต้องมี "ความรู้สึก" ด้วย เพราะว่า "ความรู้สึก" ต้องเกิดกับจิตทุกประเภท เพราะฉะนั้น เมื่อกี้นี้ ที่คุณเมตตาถามเรื่องขันธ์ ๕ ใช่ไหม? ก็จะได้รู้ว่า เราไม่ใช่ไปจำ ๕ ขันธ์ โดยชื่อ แต่มีความเข้าใจว่า เรารู้ขันธ์ไหน แม้ในขณะที่เห็น รู้รูปขันธ์หรือเปล่า? รู้วิญญาณขันธ์หรือเปล่า? สองขันธ์รู้ไหม?
พี่เมตตา  ไม่รู้ค่ะ
ท่านอาจารย์  เพราะฉะนั้น ขันธ์อื่นที่เกิดร่วมด้วย จะรู้หรือ? เห็นไหม? แม้แต่ "ความรู้สึก" ที่เกิดกับ "ขณะจิต" ที่ "เพียงเห็น" ก็ไม่ได้ปรากฏ เจตนา ความจงใจ ซึ่งปรกติจะรู้เมื่อเป็นกุศลและอกุศล แต่ถ้าขณะอื่นจะไม่ปรากฏเลย เพราะเป็นสภาพที่ กระตุ้นเตือน สหชาติธรรมที่เกิดร่วมด้วย ให้กระทำกิจของตน ของตน คิดดู ต้องเกิด ต้องเห็น ยังต้องมีสภาพธรรมะ ที่กระตุ้นเตือนให้เกิดขึ้นทำกิจนั้น 

เพราะฉะนั้น สภาพธรรมะจะละเอียดสักแค่ไหน ที่ต้องอาศัยกันเกิดขึ้น เวทนา ความรู้สึกก็ไม่ปรากฏ แต่มี เป็นเวทนาขันธ์ แล้วก็ ขณะใดที่เห็น จะต้องมี "สภาพจำ" ขณะเห็น จำอย่างอื่นได้ไหม?
พี่เมตตา  ไม่ได้ค่ะ
ท่านอาจารย์  ไม่ได้ จำสิ่งที่เห็น เพราะฉะนั้น ความละเอียดของจิต แต่ละหนึ่งขณะ ว่า จิตขณะนั้น รู้อะไร และสภาพธรรมะที่เกิดร่วมกัน เช่น ความรู้สึก รู้สึกอะไร เฉยๆ และ ความจำ ขณะนั้น จำอะไร ก็ต้องชัดเจน เพื่อที่จะได้รู้ว่า ไม่มีเราเลย กี่ขันธ์แล้วคะ?
พี่เมตตา  ขณะที่เห็นก็ วิญญาณขันธ์ เวทนาขันธ์ แล้วก็สัญญาขันธ์ ๓ ขันธ์
ท่านอาจารย์  ที่เหลือทั้งหมด ต้องมานั่งถามไหม? ว่าทำไมต้องเป็น สังขารขันธ์ ๕๐ 
พี่เมตตา  ไม่ต้องค่ะ
ท่านอาจารย์  แต่เพียงที่จะรู้ว่า ขณะนั้น ขาดความรู้สึกไม่ได้เลย และ ความรู้สึกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะว่า ทุกคนแสวงหาแต่ความรู้สึกที่เป็นสุขเท่านั้น เพราะฉะนั้น ก็เป็นหนึ่งขันธ์ที่ควรรู้อย่างยิ่งว่า แค่สุขเดี๋ยวเดียว ชั่วคราว แสนสั้น แล้วก็เปลี่ยนไปแล้ว เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่ปรากฏ พอที่จะให้ระลึกได้ พอที่จะให้เห็นว่า สำคัญหรือ? แค่เกิดมาต้องรู้สึก ไม่รู้สึกไม่ได้ แล้วก็หมดไป

เพราะฉะนั้น ขณะที่รู้สึก รู้ขันธ์อื่นไหม ที่เป็นเจตสิกอื่น ขณะที่รู้สึก รู้ขันธ์อื่นไหม? ที่เป็นเจตสิก
พี่เมตตา  ไม่รู้ค่ะ
ท่านอาจารย์  ไม่รู้เลย เพราะฉะนั้น ก็แล้วแต่ ถ้าไม่ปรากฏจะไปรู้ทำไม? แต่ "เมื่อปรากฏ" ก็เป็นเครื่องเตือนให้รู้ว่า "ลักษณะนั้น" มี เพื่อรู้ว่า เกิด ตามเหตุ ตามปัจจัย แต่ทั้งหมดที่เกิด ก็ดับไป ฟังเพื่อเข้าใจความจริง แล้วก็ไม่ต้องไปนั่งคิดว่า ทำไมถึงต้องเป็นขันธ์โน้น ๕๐ ขันธ์นี้ หนึ่ง ขันธ์นี้ หนึ่ง หรืออะไรอย่างนี้ แต่ตามความเป็นจริงก็คือว่า อะไรสำคัญ และ อย่างอื่นไม่ใช่ว่าไม่สำคัญ สำคัญเหมือนกัน แต่ในวันหนึ่ง วันหนึ่ง อะไรที่จะปรากฏ? หนึ่ง วิญญาณขันธ์ สอง สัญญาขันธ์ จำ สาม เวทนาขันธ์ 

พี่เมตตา  ค่ะ ก็ทำให้มีความเข้าใจขึ้นว่า ไม่ใช่ถามแล้วก็เอาแต่เรื่องราวไป แล้วก็ไม่มีความเข้าใจ จริงๆ แล้วทุกครั้งก็เป็นเราเห็น เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แล้วก็เป็นเรื่องราว แต่ไม่สามารถที่จะ "เข้าถึงความจริง" กราบท่านอาจารย์ ที่จะให้เข้าใจถึง "ขณะนี้" จริงๆ ว่า ขณะนี้มีอะไรที่มีจริงๆ ไม่ใช่เอาแต่ชื่อไป ให้มีความเข้าใจ

ท่านอาจารย์  แค่บนโต๊ะนี้ นี่ดอกอะไรก็ "จำ" แล้ว จำที่จะถามแล้ว จำทั้งวัน ก็ไม่รู้ว่า "จำ" ไม่ใช่เรา แต่ต้องมีจำ อยู่ในโลกของความจำตั้งแต่เกิด จากไปก็ด้วยการจำ ว่าเราเคยอยู่ในโลกนี้ ก่อนจะจากไป มีอะไรบ้าง จำไว้หมด และ "ความรู้สึก" ในสิ่งที่ปรากฏ ก็หลากหลาย ชอบใคร ไม่ชอบใคร แค่ชื่อ เรื่องราวมาหมดเลย ง่ายมาก นักการเมือง ชื่อไหนก็ได้ พอแค่ได้ยิน(ชื่อ) ก็ ความรู้สึกอย่างไร?

เพราะฉะนั้น ทั้งหมดก็ไม่มีเราเลย แต่ให้รู้ว่า แค่บังคับบัญชาไม่ได้ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่มีปัจจัยก็เกิด ถ้าไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิด แล้วก็ดับ ถ้าค่อยๆ เข้าใจอย่างนี้ ก็มีทางที่จะเห็นพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ละเอียดยิ่งกว่านี้มาก เพราะว่า ถ้าไม่ได้ฟังความละเอียด ทั้งๆ ที่ได้ยินได้ฟัง ก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่า ไม่ใช่เรา ก็เป็นเรามานาน 

พี่เมตตา  เพราะชีวิตประจำวัน ก็เป็นเราตลอด ก็ติดข้อง เป็นเราแล้วก็ติดข้องในสิ่งที่ไม่มี มีเพียงหนทางที่จะต้อง ฟังไว้ ฟังไว้ เพื่อเข้าใจสิ่งที่มีขณะนี้ จริงๆ แต่ละอย่าง ต้องอดทนที่จะฟังต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ กราบท่านอาจารย์ค่ะ

ท่านอาจารย์  "ชอบ" เป็นขันธ์อะไร?
พี่เมตตา  "ชอบ" เป็น "สังขารขันธ์" ค่ะ 
ท่านอาจารย์  "ไม่ชอบ" เป็นขันธ์อะไร?
พี่เมตตา  เป็นสังขารขันธ์

ท่านอาจารย์  ก็ตอบง่ายมาก พ้นจากสัญญาขันธ์ แล้วก็วิญญาณขันธ์ แล้วก็เวทนาขันธ์ ทั้งหมดก็คือ ไม่ต้องไปจำชื่อด้วยซ้ำไป แต่ "ต่างกัน" ใช่ไหม? แล้วอะไรที่มีปรากฏอยู่ตลอดเวลา? ก็คือ สภาพจำ ซึ่งเตือนให้รู้เลยว่า ไม่เคยคิดเลยว่า "จำ" ไม่ใช่เรา และไม่เคยคิดเลยว่า ตั้งแต่ตื่นมา จำหมดเลย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่า จำแล้ว 

พี่เมตตา  เพราะฉะนั้น ทั้งวัน ก็จำแต่สิ่งที่ เรื่องราวทั้งนั้นเลย ทั้งวัน ตื่นมาจำแต่ ดอกไม้ จำแต่คุณพ่อ คุณแม่ จำญาติพี่น้อง จำทุกสิ่ง ถ้าไม่ฟังธรรมก็จำแต่เรื่องราว ไม่มีโอกาสที่จะได้ทราบความจริง เพราะฉะนั้น ก็ต้อง ฟังไว้ ฟังไว้ เพื่อให้เข้าใจความจริง ในชีวิตประจำวัน

ท่านอาจารย์  จำไม่เลือก จำหมดเลย 
พี่เมตตา  ค่ะ แค่ฟังให้เข้าใจ แล้วก็ค่อยๆ จำสิ่งที่มีจริง ก็ยังยากค่ะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์  แต่จะรู้ไหมว่า "จำผิด" (วิปลาส) คลาดเคลื่อน เห็นไหม? ถ้าไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครจะรู้? ทั้งๆ ที่บอกว่า จำได้ ยังมาบอกว่าผิดอีก 

พี่เมตตา  แต่โอกาสที่ได้ฟังพระธรรมเข้าใจขึ้น ก็มีโอกาสที่ในชีวิตประจำวัน ก็จะคิดขึ้นมาได้ว่า จำในสิ่งที่ผิดทั้งวันเลย
ท่านอาจารย์  ก็เป็นเราจำอีก
พี่เมตตา  ก็เป็นเราจำ ยากมากค่ะท่านอาจารย์ 
ท่านอาจารย์  ก็จะได้ไม่ประมาท 
พี่เมตตา  กราบท่านอาจารย์ค่ะ แค่เข้าใจเล็กๆ น้อยๆ ก็เกิดระลึก คิดขึ้นมาได้ว่า อกุศลทั้งวัน จำก็จำแต่สิ่งต่างๆ แต่พระธรรมที่ทำให้คิดขึ้นได้ว่า คลาดเคลื่อนจริงๆ ก็ยังเป็นเราอีกจริงๆ เป็นเราที่เข้าใจเช่นนั้นจริงๆ

ท่านอาจารย์  แล้วอีกนานเท่าไหร่ จะไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น ก็ไม่ใช่ความประมาทว่า เราจะไปสำนักปฏิบัติ ไปนั่ง ไปยืน ไปเดิน แล้วก็จะหมดความเป็นเรา เป็นไปไม่ได้ 
พี่เมตตา  ก็มีหนทางเดียวจริงๆ ที่จะต้องฟังเพื่อเข้าใจ สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้ความจริง ในชีวิตประจำวัน เพราะชีวิตประจำวันก็คือ ทุกขณะเป็นธรรมะ แต่ก็ไม่รู้ ยึดหมด เป็นเราหมด ๕ ขันธ์เป็นเราหมดเลย เราเห็น เราได้ยิน เราสุข เราทุกข์ เป็นเราหมดเลย 

ท่านอาจารย์  เมื่อเช้าเราก็ฟังแล้วไม่ใช่หรือ? วิทยุ(รายการแนวทางเจริญวิปัสสนา) ตอนกลางคืน เมื่อคืนนี้ก็ฟังแล้ว ใช่ไหม? ตอนเย็นวันก่อนก็ฟังแล้ว เราก็ยังสนทนา เพราะเห็นว่า ขณะที่มีค่า คือ ขณะที่ได้เข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะว่า แม้ว่าจะฟังสักเท่าไหร่ ในชาติไหน ในสังสารวัฏ อยู่ที่ ความเข้าใจ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่มีใครรู้เลยว่า นั่นแหละ ความหมายของคำว่า สังขารขันธ์ ปรุงแต่งตั้งแต่ฟัง ขณะแรก จนกระทั่งขณะต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ว่า ไม่มีใครรู้เลย ว่า สภาพนั้นกำลังทำงาน จากที่เคยฟังครั้งแรก และต่อๆไป ความเข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะการปรุงแต่งของขณะที่เริ่มเข้าใจตั้งแต่ต้น 

พี่เมตตา  ก็ต้องอดทน ฟังไว้ เรื่อยๆ ฟังไว้เพื่อเข้าใจ ไม่ต้องเพื่ออย่างอื่น เพราะว้า ความติดข้อง ความสงสัย ความอยากถาม ความอยากรู้ ก็ตามมาอยู่เรื่อย ขณะที่อยากก็ไม่มีทางที่จะได้เข้าใจได้ ก็ต้องฟังเพื่อเข้าใจอย่างเดียว

ท่านอาจารย์  เพราะฉะนั้น "ความอยาก" นี่ ยาก อยากมากเลยทุกอย่าง แต่ ถ้าได้ฟังคำไหน ไตร่ตรองคำนั้น ไม่ใช่อยาก แต่รู้ว่า คำนั้น หมายความแค่ไหน อะไรบ้าง เพราะฉะนั้น ความคิด ที่จะค่อยๆ เข้าใจ ไม่ใช่ความอยาก แต่ไตร่ตรองเพื่อรู้ว่าความลึกซึ้งของคำนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้น ถ้าฟังแล้วไตร่ตรอง กับ ฟังแล้วอยากรู้ ผิดกันมาก อยากรู้ก็ถามโน่น ถามนี่ ใช่ไหม? อยากรู้หมดเลย ได้ยินคำไหนก็อยากรู้ ได้ยินคำไหนก็อยากถาม แต่ว่า ถ้าจะเข้าใจ คือ ฟังแล้วคิด แล้วก็ไตร่ตรอง 

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของพี่เมตตา ชัยศรีโสภณกิจ
และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
มกร
มกร
วันที่ 12 ก.ค. 2562 09:06 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
Nattaya40
Nattaya40
วันที่ 12 ก.ค. 2562 11:23 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
nattawan
nattawan
วันที่ 12 ก.ค. 2562 17:25 น.

          ขณะที่มีค่า คือ ขณะที่ได้เข้าใจเพิ่มขึ้น 

 

          อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
tong9999
tong9999
วันที่ 12 ก.ค. 2562 19:58 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Fongchan
Fongchan
วันที่ 12 ก.ค. 2562 22:53 น.

อนุโมทนาสาธุค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
pulit
pulit
วันที่ 13 ก.ค. 2562 13:09 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ตฤณ
ตฤณ
วันที่ 13 ก.ค. 2562 20:13 น.

อนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
papon
papon
วันที่ 20 ก.ค. 2562 09:24 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ