สิ่งที่ควรทำระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ _ สนทนาธรรมที่สโมสรกรมชลประทาน วันอังคารที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๒
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  9 ก.ค. 2562
หมายเลข  31019
อ่าน  970

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



วันนี้ วันอังคารที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๒ เวลา ๐๙.๐๐  -  ๑๒.๐๐ น.  มีการสนทนาธรรม  ที่สโมสรกรมชลประทาน สามเสน  ห้องน้ำทิพย์ ชั้น ๒   ด้วยกุศลศรัทธาการจัดกิจกรรมที่สำคัญยิ่งในครั้งนี้ของคุณวนิดา ชาติวงศ์  สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๗๒๙  ก็เป็นโอกาสที่ประเสริฐยิ่งในชีวิตที่จะได้ฟังได้สนทนาเพื่อความเข้าใจความจริงตรงตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง   ซึ่งในการสนทนาธรรมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมสนทนาธรรมพอสมควร โดยเฉพาะข้าราชการกรมชลประทาน  สมาคมผู้สูงอายุกรมชลประทาน และผู้สนใจทั่วไป     เป็นช่วงเวลาที่มีค่ายิ่งตลอด ๓ ชั่วโมงเต็ม ที่ได้ค่อยๆ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกจากการมีโอกาสได้ฟังความจริง  ถ้าเห็นประโยชน์ ก็จะฟังต่อไป ศึกษาต่อไป  มีความเข้าใจถูกเห็นถูกสะสมเป็นที่พึ่งต่อไป   ซึ่งในการสนทนาก็มีหลากหลายประเด็น  หลากหลายสาระ โดยเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงความสำคัญยิ่งของพระธรรม คือ คำสอนที่ประเสริฐยิ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นไปเพื่อความเข้าใจธรรม คือ สิ่งที่มีจริงๆ  ตรงตามความเป็นจริง เพราะธรรม มีจริงทุกขณะ ไม่ต้องไปแสวงหาธรรมที่ไหน  ที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวเรา เป็นสัตว์ เป็นบุคคลหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น แท้ที่จริง ก็คือ ธรรมแต่ละหนึ่งเท่านั้น  เช่น เห็น  เป็นธรรม  ได้ยิน เป็นธรรม  โกรธ เป็นธรรม ความเป็นมิตรเป็นเพื่อน เป็นธรรม เป็นต้น


















(ขอบพระคุณ  ภาพสวยๆ ทุกภาพ จากคุณวันชัย ภู่งาม สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๘๑๙)

ประเด็นคำถามหนึ่งจากผู้เข้าร่วมสนทนาธรรม น่าสนใจมาก ว่า จะมีบุญ(ความดี) อะไรไหม ที่ไม่ต้องมาศึกษาธรรมแล้วจะเป็นบุญแบบชั้นเลิศ  ในประเด็นนี้ อาจารย์อรรณพ หอมจันทร์ ได้ตอบไว้อย่างชัดเจน เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งให้ได้เข้าใจความเป็นธรรมจริงๆ และธรรมที่ประเสริฐยิ่ง นั้น คืออะไร    จึงขอโอกาสถอดประมวลคำสนทนาของอาจารย์อรรณพฯ มาให้ทุกๆท่านได้อ่านและพิจารณาไตร่ตรอง  ดังนี้   

[ถ้าไม่ได้อาศัยคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่มีธรรมที่ดีที่สุดประการหนึ่ง คืออะไร?  จริงๆแล้ว ฟังพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ สนทนาธรรม ก็เพื่อเข้าใจถูกตามความเป็นจริง    ฟังพระธรรม ไม่ใช่เราฟัง แต่เป็นจิต(สภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้อารมณ์) เจตสิก (สภาพธรรมที่เกิดประกอบพร้อมกับจิต)  ที่เกิดแล้วไตร่ตรองแล้วมีความเข้าใจพระธรรม   ซึ่งความเข้าใจนั้นมีประโยชน์ แล้วก็ไม่มีใครที่จะไปใช้ธรรมได้  เพราะธรรมเป็นธรรม  ไม่ใช่เรา   ถามว่า มีใครบังคับธรรมได้ไหม?   สัพเพ ธัมมา อนัตตา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา คือ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาใดๆ  เพราะฉะนั้น มีใครจะเอาธรรมไปใช้ได้ไหม?   ไม่มีใคร ไม่มีเขาต่างหากที่เอาธรรมไปใช้   แต่ความเข้าใจนั่นเองจะทำกิจของเขา  ธรรมเขาทำกิจของเขา ไม่ใช่เราที่จะเอาไปใช้   ความเป็นจริงแล้วไม่มีเรา แต่มีธรรมแต่ละอย่างที่เราเริ่มได้ฟังบ้างนิดๆหน่อยๆ  แต่ยังไม่พอกับความที่เราจำว่าเป็นอัตตาเป็นเรา จึงมีความเป็นเราที่จะเอาธรรมไปใช้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงสวนทางเลย (ว่า ธรรม เป็นธรรม ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น)   ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม เพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่เราที่ศึกษาด้วย แต่เป็นจิตที่ประกอบด้วยปัญญาที่ต้องสะสมมาแล้ว ถ้าไม่สะสมมาก็ไม่มาฟัง    เมื่อฟังแล้วก็เข้าใจว่าพระพุทธศาสนา เป็นไปเพื่อละ เพราะฉะนั้น ขณะที่ฟังพระธรรมเข้าใจ  ประโยชน์ คือ ปัญญาเจตสิก(ความเข้าใจถูก)ที่เกิดกับจิตนั่นแหละแม้จะดับไปแล้วแต่ก็สะสม พอฟังอีกจะเข้าใจอีก เข้าใจได้ลึกเพิ่มขึ้นทีละนิดๆ  ต้องเป็นอย่างนั้นเท่านั้น    เพราะฉะนั้น ที่มีคำถามว่า  จะมีบุญ(ความดี)อะไรไหม ที่ไม่ต้องมาศึกษาธรรมแล้วจะเป็นบุญแบบชั้นเลิศ?  คำตอบ คือ ไม่มี   เพราะอะไร? เพราะคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจ หรือจะใช้คำว่า ปัญญา   เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงว่าในบรรดาสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับ ปัญญา เป็นเลิศ  แล้วปัญญานั้นได้มาจากการฟังการศึกษาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เท่านั้น   เพราะฉะนั้น กุศลหรือบุญทั้งหลาย จะยิ่งใหญ่ไพบูลย์ด้วยสภาพธรรมอย่างหนึ่งคือปัญญา   บารมี(คุณความดีที่ทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส) ๑๐ มีทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี(การออกจากอกุศล) ตลอดไปจนถึงเมตตาบารมี อุเบกขาบารมี(ความไม่เอนเอียงไปทางฝ่ายอกุศล) จะขาดปัญญาบารมีไม่ได้เลย   เพราะฉะนั้น ปัญญาคือความเข้าใจถูก ซึ่งต้องมาจากฟังพระธรรมเท่านั้น เพราะเราไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า ที่จะตรัสรู้ได้โดยพระองค์เอง  จึงต้องเป็นผู้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็รู้ตามพระองค์ เพราะฉะนั้น   ก็ตอบได้ชัดเจนว่า ไม่มีบุญอื่นที่จะยิ่งใหญ่ไพบูลย์ไปกว่าความเข้าใจถูก   เพราะอะไร   เพราะถ้าไม่เข้าใจ  ก็หลงเอาความอยากมาเป็นบุญ   แต่เมื่อได้ศึกษาแล้ว ก็จะเข้าใจ ว่า  อยาก  ก็ต้องเป็นอกุศล  อยากได้หมด ติดข้องได้หมด  ยกเว้นสิ่งที่ดับความอยาก คือ โลกุตตรธรรม (ธรรมที่พ้นโลก  กล่าวคือ เป็นธรรมที่เป็นไปในฝักฝ่ายดับทุกข์ดับกิเลส ดับการเวียนว่ายตายเกิด)   นี่คือความละเอียด]

และในช่วงท้ายๆ ของการสนทนา  ก็ได้กล่าวถึงชีวิตที่มีค่าคืออย่างไร เพราะเกิดมาแล้วต้องตายด้วยกันทั้งนั้น และตายได้ทุกวัยด้วย ไม่ใช่ว่าตายเฉพาะเมื่อสูงวัยเท่านั้น เพราะแม้ยังไม่สูงวัย ก็ตายได้ เพราะเป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น  แต่สิ่งที่ควรจะได้พิจารณาคือ ในระหว่างที่ยังไม่ตาย นั้น ควรทำอะไร?     อาจารย์อรรณพ  หอมจันทร์ ก็นำคำสนทนาของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ มาเปิดให้ทุกท่านได้รับชมรับฟังร่วมกัน   ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคำสนทนาที่ประทับใจเป็นอย่างยิ่ง เป็นประโยชน์เกื้อกูลกับชีวิตที่ยังเหลืออยู่นี้ เป็นอย่างยิ่ง    จึงต้องขอโอกาสถอดประมวลคำสนทนาของท่านอาจารย์สุจินต์ฯ ในช่วงดังกล่าวนี้ มาให้ทุกๆท่านได้อ่านและพิจารณาไตร่ตรอง  ดังต่อไปนี้ (ขอความกรุณา อ่านอย่างช้าๆ)

~ความเข้าใจความเป็นจริงของธรรม  ก็จะนำไปสู่กุศลทั้งปวง ไม่รั้งรอโอกาสด้วย เพราะใครจะรู้ว่าจะจากโลกนี้ไปวันไหน เดี๋ยวนี้ก็ได้ เย็นนี้ก็ได้  แต่เราไม่เคยคิดเลยว่าแล้วไปไหน?   ทำไมเรามาถึงที่นี่ได้ (เกิดมาเป็นมนุษย์)  ถ้าไม่มีกรรมที่ได้กระทำแล้ว มาไม่ได้   เพราะฉะนั้น ที่จะไปต่อไป ก็ตามกรรมหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ที่จะทำให้มีการเกิดต่อไปแล้วก็ตายอีกแล้วก็เกิดอีกแล้วก็ตายอีก

~เกิดแล้วตายเป็นของธรรมดา แต่ว่าถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็มีแต่ความไม่รู้ มีแต่ความเห็นแก่ตัว และมีแต่การทำสิ่งใดๆก็ได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขส่วนตัว  ไม่คิดแม้จะสละเพียงเล็กน้อย  แต่ถ้าเป็นคนที่มีปัญญา   เศษกระดาษตก  เก็บไหม?  ใครทำตกก็ไม่เป็นไร ช่วยให้สะอาดขึ้นไหมแค่กระดาษชิ้นเดียว ถ้าทุกคนเก็บ  แค่นี้ทำไม่ได้หรือ?  เห็นไหม  ความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง กับ การที่สามารถจะรู้ว่าโอกาสที่จะทำความดีหายาก  เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะทำความดีเมื่อไหร่ ถ้าไม่ทำ ขณะนั้น ก็เป็นอกุศล ก็สะสมอกุศลต่อไป 

~ถ้าเป็นคนที่มีความรู้ความเข้าใจและเห็นโทษของความไม่รู้ ก็จะเริ่มเข้าใจความจริง และปัญญาก็จะค่อยๆละความไม่รู้ จนกระทั่งสามารถที่จะละความเห็นแก่ตัว เพราะรู้ว่าไม่มีตัว เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ความไม่ดีทั้งหมด เป็นอกุศล มาจากความไม่รู้และการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา แต่ความจริง เราอยู่ได้กี่วัน วันไหนจะไม่ใช่เราอีก (ตาย)แน่นอน แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรทำระหว่างที่มีชีวิต ก็คือ เข้าใจพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อันเป็นเหตุที่จะทำให้มีความประพฤติที่ดีและค่อยๆละความเข้าใจ(ผิด)ว่ามีเราซึ่งทำให้เกิดความเห็นแก่ตัว  ก็จะหมดปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัดต้นไม้ทำลายป่า หรือว่าทุจริตต่างๆ ในทุกวงการ

~ชีวิตก็สั้นมาก ไม่รู้ว่าใครจะอยู่ต่อไปอีกนานเท่าไหร่ แต่ว่าลองพิจารณา จะอยู่ในโลกนี้ไม่นานแล้วก็จากไป ระหว่างที่ยังมีชีวิต จะเป็นคนแบบไหน?      มีวิชาความรู้มาก มีเงินทองทรัพย์สินมาก แต่เป็นคนเลว ไม่มีใครชอบเลย เห็นแก่ตัว ประทุษร้ายคนอื่น เบียดเบียนคนอื่น กับ ผู้ที่เป็นคนดี?  เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่า จะมีความรู้มีเงินทอง มีทรัพย์สินมาก แต่เป็นคนเลว ก็ไม่เป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ใครๆเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เมื่อจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป  สมควรอย่างยิ่งที่จะรู้ว่า คนดี จะดีขึ้นได้เมื่อได้มีความเข้าใจธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว  มิฉะนั้นแล้ว คำของพระองค์ก็ไม่มีประโยชน์ ทรงบำเพ็ญพระบารมีตรัสรู้มา แต่ว่าไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครศึกษา  แต่ว่าผู้ที่จะได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง คือ ผู้ที่รู้ว่าจะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน แล้วระหว่างทรัพย์สินเงินทองวิชาความรู้ต่างๆ กับ ความเป็นคนดีขึ้น ละชั่ว อย่างไหนจะดีกว่ากัน.

ขอเชิญรับชมคำสนทนาของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ไดัที่ยูทูปด้านล่างนี้


เป็นประโยชน์ทุกครั้งจริงๆ ที่ได้ฟังคำจริง  เป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกโดยตลอด เริ่มเป็นผู้มีเหตุมีผล เป็นผู้ตรง  สิ่งใด ที่ผิด ก็ผิด สิ่งใด ที่ถูก ก็ถูก  การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ขณะที่มีค่า ขณะที่ประเสริฐที่สุดในชีวิตก็คือขณะที่ได้เข้าใจพระธรรม    อย่างอื่นไม่มีค่าเท่ากับสิ่งนี้เลย  ทรัพย์สินเงินทองทั้งหลายไม่สามารถติดตามไปในภพหน้าได้ แต่ความเข้าใจถูกเห็นถูกจากการได้อาศัยพระธรรมแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่สูญหายไปไหน สะสมสืบต่ออยู่ในจิตทุกขณะและยังเป็นสภาพธรรมที่อุปการะเกื้อกูลให้คุณความดีประการต่างๆ เจริญยิ่งขึ้นในชีวิตประจำวันด้วย  เพราะปัญญา จะไม่พาไปทำชั่วอย่างเด็ดขาด มีแต่จะนำพาชีวิตไปสู่คุณความดีทั้งปวงเท่านั้น


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 9 ก.ค. 2562

กราบขอบพระคุณและกราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
Nattaya40
Nattaya40
วันที่ 9 ก.ค. 2562

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Nattaya40
Nattaya40
วันที่ 9 ก.ค. 2562

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
มกร
มกร
วันที่ 9 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
papon
papon
วันที่ 9 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
peem
วันที่ 9 ก.ค. 2562

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
panasda
วันที่ 9 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 10 ก.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Thanapolb
Thanapolb
วันที่ 10 ก.ค. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

ขอบพระคุณและอนุโมทนายิ่งกับท่านวิทยากรมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา และทุกท่าน

 

ชีวิตแสนสั้น ไม่ประมาทในอกุศลทั้งหลาย ควรทำดี และศึกษาพระธรรม

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ