ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๓๙๘
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  7 เม.ย. 2562
หมายเลข  30607
อ่าน  734

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 


ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๓๙๘

 



~ไม่เกี่ยงให้คนอื่นศึกษาธรรม   แต่...แต่ละคนเมื่อเห็นประโยชน์แล้วก็ศึกษา    ถ้าเป็นอย่างนี้ ทั้งประเทศก็ศึกษาธรรม   ไม่ใช่ว่า พระพุทธศาสนาดีมาก แก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง ให้คนอื่นเขาศึกษา ให้เด็กๆศึกษา แต่ตัวเองก็ไม่ได้ศึกษา  อย่างนั้นเป็นผู้ที่ไม่ตรง ไม่จริงใจ   ถ้ารู้ว่าสิ่งใดประเสริฐ เห็นค่าจริงๆ  เพราะฉะนั้น ทั้งชีวิต ควรจะเป็นอย่างไร เพื่ออะไร  (เพื่อศึกษาพระธรรม เข้าใจพระธรรม)

~ถ้าใครจะทำอะไรดูออกจะใช้กำลังหรือดูออกจะเหนื่อยมาก หรือว่าอาจจะเสร็จช้า  ถ้าท่านช่วยสักหน่อยหนึ่งก็อาจจะเสร็จเร็วขึ้นแล้วก็ไม่เหนื่อยเท่าไร  อย่างนั้นควรไหมที่จะช่วย   หรือว่าก็คงยังนั่งเฉยๆดูดายต่อไป?    ถ้าผู้ใดมีเมตตาจิต  ก็สามารถที่จะเจริญกุศลได้มาก

~ชนะสงครามที่ชนะได้ยาก ก็คือ ชนะกิเลสของตนเองในขณะนั้น แล้วก็เห็นโทษจริงๆ ว่า บุคคลโกรธตอบบุคคลผู้โกรธ ชื่อว่าเป็นคนเลวกว่าบุคคลผู้โกรธก่อน เพราะเหตุว่า คนผู้โกรธเป็นคนเลว เพราะมีอกุศลจิตเกิดขึ้น แต่บุคคลผู้โกรธตอบ ก็เป็นผู้ที่ทั้งๆที่เห็นว่าเป็นอกุศล ก็ยังมีอกุศลจิตเกิดด้วย

~ไม่ว่าจะได้ลาภ  ไม่ว่าจะเสื่อมลาภในวันหนึ่งวันใด ก็เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป ถ้าสติระลึกรู้ตามความเป็นจริงในขณะนั้น ก็จะไม่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา หรือว่า   เป็นตัวตน สัตว์ บุคคล

~สิ่งใดควรประพฤติตาม แล้วก็เห็นว่าเป็นประโยชน์ ท่านสามารถที่จะประพฤติตามเพื่อขัดเกลาได้ ท่านก็ประพฤติตามได้ เพราะเหตุว่าไม่เป็นโทษเป็นภัยในเรื่องของกุศลจิต

~กิเลสมีมากเหลือเกินในใจ   เมื่อยังไม่ได้ศึกษา ก็ไม่ทราบเลยว่า เป็นกิเลสประเภทใดบ้าง อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด  ประการใด   แต่ถ้าศึกษาจากพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยละเอียด ท่านจะทราบได้ว่า กิเลสของท่านยังมีมาก ยังหลงเหลืออยู่ในลักษณะใดบ้าง ที่ควรจะขัดเกลายิ่งขึ้น

~การพูดในสิ่งที่ไม่จริง ทำให้คนอื่นเสียหายและเสียประโยชน์ และทำให้คนอื่นเข้าใจผิดด้วย เพราะฉะนั้น ก็มีโทษมากทีเดียว  

~ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา บังคับไม่ได้    รู้ทุกอย่างเลย อกุศลมีอะไรบ้าง โลภะ โทสะ โมหะ อิสสา(ความริษยา)  มัจฉริยะ (ความตระหนี่)   ล้วนแต่เป็นอกุศลที่ไม่ดีทั้งนั้น รู้ทั้งรู้ แต่ว่าเมื่อมี เหตุปัจจัยก็เกิดได้ แล้วก็เกิดอย่างรวดเร็วเหลือเกิน ก่อนที่ทันจะระลึกได้

~ถ้าบุคคลใดไม่มีความเห็นถูก การปฏิบัติก็ไม่ถูก การรู้แจ้งธรรมก็ถูกไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความเห็นถูกเป็นเบื้องต้นทีเดียว เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ท่านสามารถประพฤติปฏิบัติต่อไปจนกระทั่งได้รู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริง

~เมื่อหลงลืมสติ ก็สะสมกิเลสไว้มาก    การขัด การละก็ยากขึ้น แล้วก็โอกาสที่จะเป็นปัจจัยให้กระทำทุจริตกรรม ที่จะไปสู่กำเนิดอื่นก็มีมาก แต่ว่าผู้ที่เห็นคุณของพระธรรม แล้วก็เห็นประโยชน์ของการเกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่ละเว้นโอกาสที่จะศึกษาพระธรรมและน้อมประพฤติปฏิบัติตามพระธรรม

~การที่เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานนั้น เป็นผลของอกุศลกรรม ไม่ใช่กุศลกรรม การเกิดในนรกก็เป็นผลของอกุศลกรรม แต่ไม่มีผู้ใดทราบความวิจิตรว่ากรรมที่ท่านได้กระทำแล้ว หลังจากจุติจิตสิ้นสุดความเป็นมนุษย์ในโลกนี้แล้ว อกุศลกรรมนั้นจะทำให้ปฏิสนธิในนรก หรือว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน แต่ว่า เหตุคือ อกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั้น มีอยู่ ถ้าให้ผลทำให้ปฏิสนธิ ก็จะทำให้ปฏิสนธิในอบายภูมิ

~ถ้าตราบใดที่ทุจริตกรรม อกุศลกรรมที่จะทำให้เกิดในอบายภูมิ  มี เมื่อจุติจากมนุษย์ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก ไม่นานเลย ผู้นั้น จะต้องได้รับการทุกข์ทรมานมาก เป็นระยะเวลาที่นานกว่าการเป็นมนุษย์ในโลกนี้มากทีเดียว

~ความไม่รู้  ไม่สามารถดับกิเลสได้

~สะสมความดีไว้  เพื่อจะได้ไม่เป็นคนเลวในวันข้างหน้า

~ความสงบสุข ต้องเกิดจากคุณความดี

~หนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญา นี้ เป็นหนทางที่จะเข้าใจความเป็นอนัตตา(ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน) จนถึงที่สุด

~ใครจะว่าอะไรเรา เราก็ไม่ต้องไปเสียใจ เพราะขณะที่เขาว่าเรา กิเลสอยู่ไหน ต้องไม่ลืมว่ากิเลสไม่ได้อยู่ที่เรา แต่อยู่ที่คนที่คิดไม่ดีกับเรา เพราะฉะนั้น ถ้าเราโกรธ เราก็ไม่ดีเหมือนอย่างเขา

~ถ้าบุคคลนั้นกระทำกายทุจริตหรือวจีทุจริตก็ตาม ทำไมเราจะต้องโกรธ ในเมื่อที่จริงแล้วบุคคลนั้นน่าสงสารที่สุด ที่ว่าเขาจะต้องได้รับผลของกรรม ถ้านึกถึงภาพของบุคคลนั้นที่จะต้องอยู่ในนรก ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส จะเกิดความกรุณาในผู้กระทำกายทุจริตและวจีทุจริต ในขณะนั้นท่านก็จะไม่โกรธเหมือนกัน เพราะรู้สึกเห็นใจ สงสารจริงๆ

~ถ้าท่านจะถูกประทุษร้าย เบียดเบียนในปัจจุบันชาตินี้ แทนที่จะนึกโกรธหรือมุ่งร้ายต่อบุคคลซึ่งกระทำต่อท่าน ก็ควรที่จะมนสิการ(ใส่ใจ)ถึงกรรมของท่านเองที่ได้กระทำแล้ว ว่ามีเหตุที่ได้กระทำแล้ว ผลดังนี้จึงได้เกิดกับท่าน ถ้านึกอย่างนี้จะเป็นประโยชน์
ก็คงจะทำให้ละคลายการผูกโกรธ

~ถ้าใครทำกุศลกรรม ถึงคนอื่นจะไปขอร้องไม่ให้กุศลกรรมให้ผล ก็เป็นไปไม่ได้ หรือว่าถ้าใครทำอกุศลกรรม ถึงใครจะไปช่วยกันอ้อนวอน ขอร้องอย่าให้บุคคลนั้นได้รับผลของอกุศลกรรม ก็เป็นไปไม่ได้เลยเหมือนกัน

~ความไม่ดีทั้งหมด  ความไม่เป็นสุขทั้งหมดมาจากไหนก็มาจากใจซึ่งเต็มไปด้วยกิเลส   และถ้ายังคงมีกิเลสมากๆไม่มีทางเลยที่จะเป็นสุขกันได้ ตั้งแต่ตนเองและคนอื่นทั่วหน้า เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้จริงๆว่า  ผู้ที่ทรงตรัสรู้  ทรงรู้ว่ากิเลสเบาบางลงเท่าไหร่   ความผาสุก ความเจริญ  ก็จะมีเพิ่มขึ้นเท่านั้น

~อกุศล กับ กุศล เกิดพร้อมกันได้ไหม? ไม่ได้,  ถ้ามีเหตุที่อกุศลจะเกิด  อกุศลเกิดแน่นอน  กุศลเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น  ขณะที่ฟังธรรม  ความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ก็ค่อยๆสะสมทำให้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น

~เขาทำให้เราเสียหาย  แต่ใครทำให้ใจของเราเสียหาย(กิเลสของเราเอง)เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นผู้ที่มั่นคง  ใครก็ทำร้ายเราไม่ได้ เป็นความจริงแน่นอน  นอกจากกิเลสของตนเอง  กิเลส ยังมี  ก็ถูกกิเลสทำร้ายทุกวัน

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเรื่องของอกุศลมากทีเดียว เพื่อให้เห็นโทษ ถ้าใครที่ยังไม่เห็นโทษของอกุศล ก็ยังประมาทอยู่เพราะคิดว่า มีกุศลพอแล้ว แต่ถ้าเห็นโทษของอกุศลมากๆ   ก็จะเป็นผู้ที่ไม่ประมาท

~ถ้ารู้ตัวเองว่า "กุศลใดๆที่ทำ ยังไม่พอ ยังน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับอกุศล" ก็จะเป็นกำลังใจที่จะทำให้มีศรัทธาที่จะทำกุศลมั่นคงขึ้น

~เมื่อเห็นประโยชน์ของกุศล ก็ไม่ละเลย แต่ว่าพากเพียรที่จะเจริญกุศลขึ้น ก็จะทำให้มีอุปนิสัยในทางกุศลเพิ่มขึ้น อาศัยแต่ละขณะจิตซึ่งกุศลจิตเกิด จะทำให้ทางฝ่ายอกุศลจิตเบาบางลง

~การทุจริตในวงการต่างๆ ในการค้าในการเมืองทั้งหลาย มาจากอะไร ถ้าไม่รู้ ก็ยังต้องเป็นอย่างนี้แล้วจะแก้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น  จริงๆแล้ว  คนที่ไม่มีความรู้  ก็พยายามคิดที่จะแก้อย่างคนไม่มีความรู้ ยิ่งยาก ยิ่งยุ่ง ยิ่งไม่สำเร็จ เพราะยิ่งไม่รู้เพิ่มขึ้นแต่ถ้ารู้ (มีปัญญา) ก็สามารถที่จะทำให้ปัญหาน้อยลง

~ทุกท่าน... ไม่มีเครื่องหมายที่จะให้รู้เลยว่า ชีวิตของใครจะอยู่ต่อไปถึงพรุ่งนี้ หรือว่าเดือนหน้า หรือว่าปีหน้า ไม่มีเครื่องหมายให้รู้ว่า จากที่นี้ไปแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น จะเป็นสุข หรือว่าจะเป็นทุกข์ จะประสบกับอิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่น่าปรารถนา) หรืออนิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา)  จะมีอุบัติเหตุ หรือไม่มีอุบัติเหตุ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ เพราะว่าชีวิตไม่มีเครื่องหมาย ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้

~เป็นคฤหัสถ์ที่ดีก็แสนยาก แล้วจะเป็นพระภิกษุที่ดี จะยากกว่าสักแค่ไหน

~ชีวิตที่ไม่สงบของภิกษุมาจากการรับเงินและทอง เพราะเหตุว่า การสละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต ก็แสดงอยู่แล้วว่า เป็นผู้ที่สละซึ่งทุกอย่างที่จะทำให้ไม่สงบ เพราะฉะนั้น เงินและทอง เป็นจุดเริ่ม ของการที่จะมีความประพฤติที่เต็มไปด้วยกิเลสและไม่สงบ

~พระพุทธศาสนา จะดำรงอยู่ได้ด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง  ไม่ใช่ด้วยการไม่ศึกษาและไม่รู้  เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นชาวพุทธที่จะดำรงพระศาสนา  ก็ต้องเห็นตามความเป็นจริง ว่า ถ้าไม่ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ พระพุทธศาสนาก็ล่มสลาย อันตรธาน
(สูญสิ้น)


~ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ถ้าไม่เข้าใจพระธรรมวินัย ก็ช่วยกันทำลายพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ช่วยกันทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น ความเข้าใจพระธรรมเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะดำรงพระพุทธศาสนาไว้ได้.


ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๓๙๗

 


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
มกร
มกร
วันที่ 7 เม.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
panasda
วันที่ 7 เม.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 7 เม.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
peem
วันที่ 7 เม.ย. 2562

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Thanapolb
Thanapolb
วันที่ 7 เม.ย. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น               
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของอาจารย์คำปั่น ครับ

พระวินัย แสดงให้เห็นถึงความละเอียดของกิเลส

ถ้าภิกษุไม่รักษาพระวินัย ก็แสดงว่าไม่เคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

จะกล่าวอย่างนี้ ก็ไม่ได้ว่าใคร แต่กล่าวตามจริง ใช่ไหมครับอาจารย์คำปั่น

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 7 เม.ย. 2562

กราบอนุโมทนากุศลจิตทุกขณะที่ศึกษาเข้าใจพระธรรมค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
p.methanawingmai
p.methanawingmai
วันที่ 8 เม.ย. 2562

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 8 เม.ย. 2562
อ้างอิงจาก ความคิดเห็นที่ 5 โดย Thanapolb

ขอนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น               
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของอาจารย์คำปั่น ครับ

พระวินัย แสดงให้เห็นถึงความละเอียดของกิเลส

ถ้าภิกษุไม่รักษาพระวินัย ก็แสดงว่าไม่เคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

จะกล่าวอย่างนี้ ก็ไม่ได้ว่าใคร แต่กล่าวตามจริง ใช่ไหมครับอาจารย์คำปั่น

ถูกต้องชัดเจนครับอาจารย์ธนพล ครับ 
ขอบพระคุณและอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
siraya
วันที่ 9 เม.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 9 เม.ย. 2562

 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพรพองค์นั้น

ถ้าภิกษุไม่รักษาพระวินัย ก็แสดงว่าไม่เคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

...ขอบพระคุณและขออนุโมทนา อ.คำปั่น และ อ.ธนพล ค่ะ...

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
jaturong
วันที่ 9 เม.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
Guest
วันที่ 13 เม.ย. 2562

ขออนุโมทนาคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 15 เม.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ