นรก สวรรค์
 
สวย
สวย
วันที่  16 มี.ค. 2562
หมายเลข  30560
อ่าน  267

หนูได้สนทนากับเพื่อนที่เขาไม่เชื่อเรื่องนรก สวรรค์ โดยที่หนูได้อธิบายตามที่ได้ฟังท่านอาจารย์บรรยายว่า คนเราเมื่อตายไปเเล้วก้อจะต้องไปเกิดเลยขึ้นอยุ่กับว่าจะไปเกิดภพภุมิไหน สุคติภูมิ หรืออบายภูมิ ถ้าไปนรกนั้นก้อหมายถึงการได้เกิดเช่นกันเเต่ว่าไปเกิดในนรก เเล้วเพื่อนเขาก้อย้อนถามว่า รู้ได้อย่างไรว่านรก สวรรค์ มีจริง เเล้วรู้ได้อย่างไรว่าตายเเล้วเกืดทันที เคยไปมาหรือ? 

* ด้วยความเคารพค่ะท่านอาจารย์เราจะมีวิธีการตอบเขาว่าอย่างไรดีค่ะ หนูก้อรุ้สึกอึ้งเหมิอนกันที่เขาถามเเบบนั้น

ขอความอนุเคราะห์บอกหนูทีว่าต้องตอบเขาว่าอย่างไรที่จะทำไห้เขาได้รู้เเละเข้าใจ 

กราบขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 16 มี.ค. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 นรก สวรรค์มีจริงหรือไม่   พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องสวรรค์และนรก เพื่อให้เห็นว่ากรรมมี ผลของกรรมก็ย่อมมี กรรมดีเมื่อได้ทำ ผลก็ย่อมมี กรรมชั่วเมื่อได้ทำลงไป ผลก็ย่อมมีจากผลของการทำชั่ว    หากเราจะตัดสินสิ่งที่มีจริง   ด้วยการเห็นเท่านั้น  หากไม่ได้เห็นก็บอกว่าไม่มีจริง คงตัดสินแค่นั้นไม่ได้ครับ สิ่งที่ไม่เห็นแต่มีจริงก็ได้  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของเหตุ ผล และเมื่อบุคคลเห็นด้วยตาตัวเองแล้วจึงเชื่อ     แต่สำหรับผู้มีปัญญาแล้ว ย่อมเชื่อในสิ่งที่แม้ไม่ได้เห็น เพราะเป็นเรื่องของเหตุและผลที่เป็นไปตามความเป็นจริง ในโลกมนุษย์ที่เห็นๆกันอยู่ ทำไม บางคนถึงได้รับความสุข    เกิดมาพบสิ่งดีๆ เป็นส่วนมาก    ทำไมบางคนถึงได้รับความทุกข์ทรมาน  ทางกายมากกว่าคนอื่นทุกอย่างต้องมีเหตุ ไม่ใช่เกิด ขึ้นมาลอยๆครับ  ในการได้รับสุข ได้รับ ทุกข์    ผู้ทีได้รับความสุขทางกายที่ดี ก็ย่อมเกิดจากเหตุ ที่ดีคือการกระทำ กุศลกรรม ทำสิ่งที่ดี  ผู้ที่ได้รับสิ่งที่ไม่ดีทางกาย หรือทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ย่อมเกิดจากเหตุที่ไม่ดี เกิดจากการกระทำที่ไม่ดีที่เป็นอกุศลกรรมนั่นเอง   เพราะฉะนั้น     จึงเป็นเรื่องของเหตุและผล ทำกรรมดีก็ย่อม ได้รับสิ่งที่ดี ทำกรรมชั่วก็ย่อมได้รับสิ่งที่ไม่ดีครับ

บนโลกเราทำไมบางคนอาจโดนไฟไหม้ตัวเอง   แต่ระยะเวลาไม่นาน     แล้วจะมีสถานที่อื่นไหมที่ถูกไฟเผาตัวเองเป็นเวลานาน    ทำไมคนอื่นไม่ถูกไฟไหม้แต่ทำไมต้องเป็นคนนี้เพราะกรรมที่ไม่ดีของคนนั้นให้ผล   แล้วถ้ากรรมที่ไม่ดีที่มีมาก มีกำลังผลก็ย่อมรุนแรงกว่านี้ ย่อมจะมีสถานที่ที่ได้รับการถูกเผาด้วยไฟนานกว่านั้น  นี่เราพูดถึงเรื่องของเหตุและผล   ว่ากรรมที่ทำที่เป็นกรรมไม่ดี ก็มีตั้งแต่มีกำลังน้อยก็ให้ผลไม่มาก จนถึงกรรมไม่ดีที่มีกำลังมาก การให้ผลก็ย่อมให้ผลในทางที่ไม่ดีมาก  อันมีสถานที่ที่สมควรแก่การรับผลในทางที่ไม่ดี มี นรก เป็นต้น   สัตว์เดรัจฉานบางประเภทก็ถูกฆ่าอย่างทารุณ    แต่ระยะเวลาไม่นาน นี่เราพอจะเห็นได้   เป็นนรกของสัตว์หรือเปล่าซึ่งก็ต้องเป็นเพราะผลของกรรมที่ไม่ดี      แต่จะมีสถานที่อื่นไหมที่จะต้องได้รับการฆ่าทรมานมากกว่านั้นเพราะกรรมชั่วที่ทำนั้นมีกำลังมากจึงต้องมีสถานที่ที่เหมาะสมในการรับผลของกรรม ตามกำลังของกรรมชั่วที่ทำไว้

       โดยนัยเดียวกับเรื่องของสวรรค์ ในโลกมนุษย์ก็มีผู้ที่ได้รับความสุข ได้พบสิ่งที่ดีนั่นเป็นผลของกุศลกรรมที่เขาทำไว้ให้ผล แต่หากเป็นกุศลกรรมที่มีกำลัง ประณีต ผลของกุศลนั้นก็ย่อมให้สิ่งที่ดีมากกว่านี้ ได้เห็นสิ่งที่ดี ได้ยินสิ่งที่ดี เป็นต้น อันมีสถานที่ที่เหมาะสมกับการได้รับผลของกรรมที่เป็นกรรมที่ดี ประณีต มีกำลัง มีสวรรค์ เป็นต้น

    จะเห็นได้ว่า เป็นเรื่องของเหตุและผล เป็นเรื่องของกรรมและผลของกรรม  กรรมดีมีกรรมที่ดี ประณีตมากๆก็ย่อมมีสถานที่ที่เหมาะสมในการรับผลของกรรมที่ทำดี กรรมไม่ดีมีจริง และถ้าเป็นกรรมชั่วที่มีกำลังมาก  ก็ย่อมมีสถานที่เหมาะสมในการับผลของกรรมที่เป็นกรรมดี มีสวรรค์ เป็นต้น

ส่วนในความเป็นจริงใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้นจึงเป็นไปตามความคิดนึก  ความเข้าใจของแต่ละบุคคล    ไม่เห็นจะกล่าวว่าสิ่งนั้นไม่มีไม่ได้แต่การจะรู้ว่ามีหรือไม่มีนั้นจึงเป็นการเห็นด้วยปัญญา เข้าใจตามโดยไม่ได้เชื่อตามตำรา แต่เพราะพิจารณาเหตุผลตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดง ย่อมเข้าใจความจริงว่า เมื่อเหตุมีผลก็ย่อมมี   เมื่อทำกรรมดีที่มีกำลังก็ย่อมมีสถานที่ที่เหมาะสมในการับผลของกรรม  เช่นเดียวกับกรรมชั่วที่มีกำลังเมื่อให้ผลก็ย่อมมีสถานที่ที่เหมาะสมในการรับผลของกรรมครับ      พระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องนรก-สวรรค์   เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายเห็นโทษของอกุศลกรรมและเห็นประโยชน์ของกุศลกรรม    พระธรรมของพระพุทธเจ้าจึงเป็นเรื่องของเหตุผลครับ 

   ในพระไตรปิฎก   ได้มีการซักถามและการพูดคุยในเรื่องของภพภูมิข้างหน้าที่เป็นนรกและสวรรค์ว่ามีจริงหรือไม่ ในปายาสิราัชัญญสูตร    พระเจ้าปายาสิ   ไม่เชื่อในเรื่องโลกหน้า ไม่เชื่อในเรื่องนรก สวรรค์ พระกุมารกัสสปะ ผู้เป็นเลิศในการกล่าวธรรมวิจิตร ได้แก้ข้อสงสัยและความเชื่อผิดของพระเจ้าปายาสิที่เชื่อว่าไม่มีโลกหน้า  ไม่มีนรก สวรรค์ซึ่งท่านพระกุมารกัสสปะ ได้แก้ความเข้าใจผิดที่พระเจ้าปายาสิกล่าวแย้งได้เป็นอย่างดีเมื่อได้อ่านแล้วจะทำให้เข้าใจเรื่อง นรก สวรรค์มีจริงหรือไม่ครับ ขออนุโมทนาครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่........นรก-สวรรค์มีจริงหรือไม่ ตอนที่ 1 [ปายาสิราชัญญสูตร]

                                  นรก-สวรรค์มีจริงหรือไม่ ตอนที่ 2 [ปายาสิราชัญญสูตร]  

                                  นรก-สวรรค์มีจริงหรือไม่ ตอนที่ 3 [ปายาสิราชัญญสูตร] 

                                  นรก-สวรรค์มีจริงหรือไม่ ตอนที่ 4 [ปายาสิราชัญญสูตร] 

                                เชิญคลิกอ่านกระทู้เพิ่มเติมครับ

นรก และเหตุที่ทรงแสดงภูมิต่างๆ

จะพิสูจน์อย่างไรว่านรก สวรรค์มีอยู่จริงหรือไม่

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 16 มี.ค. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เทพธิดา นั้น  ดีใจ ครั้นถูกท่านพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว  จึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า 

“ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ดิฉันได้ถวายอาสนะแก่เหล่าภิกษุที่มาถึงเรือน
ได้กราบไหว้ได้ทำอัญชลี (ประนมมือ) และได้ถวายทานตามกำลังเพราะบุญนั้น
วรรณะของดิฉันจึงเป็นเช่นนี้เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดิฉัน และโภคะ
ทุกอย่าง ที่น่ารัก จึงเกิดแก่ดิฉัน

ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉันขอบอกแก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์
ดิฉันได้ทำบุญอันใดไว้ เพราะบุญอันนั้น ดิฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้
และวรรณะของดิฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ”
(พระสุตตันตปิฎก  ขุททกนิกาย  วิมานวัตถุ  ปฐมปีฐวิมาน)
-------------------------------

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสว่า

 “ดูกร ภิกษุทั้งหลาย  เหล่านายนิรยบาลจะโยนสัตว์นั้นเข้าไปในมหานรก  ก็มหานรกนั้นแล  มีสี่มุม  สี่ประตู แบ่งไว้โดยส่วนเท่ากัน  มีกำแพงเหล็กล้อมรอบครอบไว้ด้วยแผ่นเหล็ก   พื้นของมหานรกนั้นล้วนสำเร็จแล้วด้วยเหล็ก    ลุกโพลง     แผ่ไปตลอดร้อยโยชน์(๑,๖๐๐ กิโลเมตร)รอบด้าน ประดิษฐานอยู่ทุกเมื่อ

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย  และมหานรกนั้น   มีเปลวไฟพลุ่งจากฝาด้านหน้าจดฝาด้านหลัง   พลุ่งจากฝาด้านหลังจดฝาด้านหน้า    พลุ่งจากฝาด้านเหนือจดฝาด้านใต้  พลุ่งจากฝาด้านใต้จดฝาด้านเหนือ พลุ่งขึ้นจากข้างล่างจดข้างบน  พลุ่งจากข้างบนจดข้างล่าง     สัตว์นั้นจะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์อย่างแรงกล้า   เจ็บแสบ    อยู่ในมหานรกนั้น    และยังไม่ตาย   ตราบใดที่บาปกรรมยังไม่สิ้นสุด”

(พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์  เทวทูตสูตร)
---------------------

สวรรค์  และ  นรก  เป็นภพภูมิที่มีจริง   เช่นเดียวกับโลกนี้ซึ่งเป็นโลก ๆ หนึ่ง     เมื่อเกิดในโลกนี้  ก็รู้ว่าโลกนี้มีจริง  เมื่อยังอยู่ในโลกนี้ก็ยังไม่เห็นสวรรค์ ไม่เห็นนรก  (แต่ก็เคยไปเกิดมาแล้วทั้งนั้น เพราะสังสารวัฏฏ์ยาวนาน  เราเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน เป็นมาแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง และยังจะต้องเกิดอีกต่อไป  ตราบใดที่ยังไม่สามารถดับกิเลสทั้งปวงได้อย่างเด็ดขาด)  แต่เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว ไปเกิดในสวรรค์ หรือ เกิดในนรก  เมื่อนั้นก็จะรู้ได้ว่า  สวรรค์  หรือ นรก  นั้น  มีจริง ๆ

เมื่อได้กระทำกรรมดีสมควรแก่การเกิดในสวรรค์ชั้นต่าง ๆ  กรรมนั้นก็ให้ผลทำให้เกิดในสวรรค์ชั้นนั้น ๆ    และเมื่อนั้นก็จะรู้ว่า สวรรค์ก็คือโลก ๆ หนึ่ง  เป็นภพภูมิหนึ่ง  ซึ่งก็เหมือนโลกนี้  แต่รูป เสียง  กลิ่น  รส  และสิ่งที่กระทบสัมผัสกาย  ปราณีตกว่าโลกมนุษย์   จึงชื่อว่า  สรรค์  

ในทางตรงกันข้าม  นรก ก็เป็นอีกภพภูมิหนึ่ง  เป็นภพภูมิที่มีจริง  แต่เป็นอบายภูมิ  ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานประการต่าง ๆ   เป็นภพภูมิที่ปราศจากความเจริญ  หมดโอกาสที่จะได้เจริญกุศลทุกประการ  ไม่มีใครอยากไปเกิดในนรก  แต่ก็ไม่สามารถเป็นไปตามที่ใจต้องการ ได้    ถึงแม้จะบอกว่าไม่อยากไปเกิดในนรก  ก็ไปเกิดได้ทั้งนั้น  ทุกเพศ  ทุกวัย  ทุกสาขาอาชีพ   ถ้าเป็นผู้ประมาทมัวมัว กระทำกุศลกรรมประการต่าง ๆ  มีฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์  เป็นต้น   ซึ่งเป็นไปตามกรรมที่ตนได้กระทำแล้ว   ไม่มีใครหยิบยื่นความทุกข์ทรมานให้ได้เลย  นอกจากตนเองเท่านั้นที่ได้กระทำกรรมชั่วลงไป     เมื่อถึงคราวที่กรรมชั่วให้ผล  จึงทำให้ได้รับผลที่ไม่น่าปรารถนา เหล่านั้น

เพราะฉะนั้น  จึงแสดงให้เห็นว่า  ไม่ว่าจะไปเกิดในภพภูมิใด  ก็เป็นเพียงที่พักชั่วคราวเท่านั้น  แม้แต่มนุษย์โลกนี้เอง  ก็เป็นเพียงที่พักชั่วคราวจริง ๆ  ไม่รู้ว่าเราจะละจากโลกนี้ไปเมื่อใด  ทางที่ดีที่สุด  คือ  ไม่ประมาทในการเจริญกุศลทุกประการ และ ไม่ประมาทกำลังของกุศล ด้วย  ทุจริตแม้เล็ก ๆ น้อย ๆ  ถึงแม้ว่าคนอื่นจะไม่เห็น  ก็ไม่ควรทำ  เพราะความชั่ว แม้จะเล็กน้อย  ก็เป็นความชั่ว  เป็นโทษ เป็นภัยทั้งนั้น     ทุจริตนั้น เมื่อได้กระทำลงไปแล้ว  ย่อมตามเผาผลาญในภายหลัง  คิดถึงเมื่อใด ก็ไม่สบายใจเมื่อนั้น  และเมื่อถึงคราวที่กุศลกรรมให้ผล ก็ทำให้เป็นทุกข์เดือดร้อน        ส่วน  สุจริต  ความดีทั้งหลาย  แม้จะไม่มีใครเห็น  ก็ควรทำ  เพราะความดีทั้งหลายนำมาซึ่งความปราโมทย์อย่างเดียว  ไม่นำความทุกข์ใด ๆ มาให้เลย  และความดีที่สำคัญที่สุด  ที่ขาดไม่ได้เลย นั้น ก็คือ  การฟังพระธรรม  ศึกษาพระธรรม  อบรมเจริญปัญญา   สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก     เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ    ยิ่ง ๆ ขึ้นไป  ความดีทั้งหลายในชีวิตประจำวัน จะค่อย ๆ  เจริญขึ้น เมื่อได้เป็นผู้เข้าใจพระธรรม อันเนื่องมาจากการได้ฟังพระธรรม นั่นเอง ครับ

ขอเชิญคลิฟังคำบรรยายของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้ที่หัวข้อด้านล่างนี้ครับ

ตายแล้วเกิดทันที

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
สวย
สวย
วันที่ 18 มี.ค. 2562

ขอบพระคุณเป้นอย่างสูงเลยค่ะ  เเละขออนุโมทนานะคะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ