รบกวนสอบถามการอบรมเจริญสติ ทำความเข้าใจในการแยกรูป - นาม
 
urassayong
urassayong
วันที่  11 ม.ค. 2562
หมายเลข  30378
อ่าน  112

เพิ่งมีโอกาสได้รับฟังธรรมะบรรยาย ของท่านอาจารย์สุจินต์ (แนวทางวิปัสนา ครั้งที่ 1 - 31 ไปแล้ว) ก็ลองเริ่มทำความเข้าใจการแยกรูป นาม  มีความเข้าใจ ในบางส่วน และไม่เข้าใจในบางส่วน ดังนี้ค่ะ :-

ส่วนที่พอเข้าใจ 

     - ที่ตามองเห็น จะทำความเข้าใจ  แยกดังนี้ คือ สิ่งที่ถูกเห็น เป็น รูป / จิตที่ไปเห็นเป็น นาม  แล้วดับไป

     - ที่หูได้ยินเสียง เสียง เป็น รูป / จิตที่ไปได้ยินเป็น นาม แล้วดับไป

     - ที่จมูกได้กลิ่น  กลิ่น เป็น รูป/ จิตที่ได้กลิ่น เป็น นาม แล้วดับไป

     - ที่ลิ้นได้รับรส  รส เป็น รูป/ จิตที่รู้รส เป็น นาม  แล้วดับไป   

****ส่วนที่ไม่ค่อยเข้าใจ/ไม่แน่ใจ คือส่วน  กาย กับ ใจ มีคำถามดังนี้...

     1. ถ้าอยู่ๆ รู้สึก คันที่ผิวหนังขึ้นมา (คันขึ้นมาเอง เพราะผิวแห้งมาก)  แบบนี้ แยกอย่างไรคะ  >> จิตที่ไปรู้อาการคัน เป็น นาม  แล้วอาการคัน เป็น รูป หรือ นามคะ ?

     2. ถ้ากำลังแกว่งแขน  จิตที่รับรู้ความสั่นไหวของแขนที่แกว่ง เป็น นาม  / แล้วกิริยาที่กำลังแกว่งแขน เป็น นาม หรือ รูป คะ?

     3. นึกคิดเรื่องใดๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเรื่องที่เกิดขึ้นและผ่านไปแล้วเมื่อวาน หรือ เรื่องที่จินตนาการ คิดขึ้นมาเอง ยังไม่เกิดขึ้นจริง แยกอย่างไรคะ  แบบนี้จะถูกต้องมั้ย >> จิตที่คิด เป็น นาม  /เรื่องที่ถูกคิด เป็น บัญญัติ(แล้วบัญญัติ เป็น นามหรือเปล่าคะ) / จิตที่รับรู้เรื่องที่กำลังคิด เป็น นาม   >> รบกวนด้วยค่ะ ว่าข้อนี้ต้องแยกเป็น 3 ส่วนแบบนี้ถูกมั้ย?

    ขอรบกวน และขอบคุณล่วงหน้าด้วยค่ะ

    เก้า/อุรัสยง


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 11 ม.ค. 2562 20:46 น.

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ๆ ไม่พ้นไปจากชีวิตประจำวัน มีธรรมอยู่ตลอดไม่ว่าจะหลับหรือตื่น ไม่ว่าเป็นในขณะใดก็ตาม ก็คือ ธรรม แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม จนกว่าจะได้เริ่มฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้เข้าใจจริง ๆ ธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไป  มี ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ สภาพธรรมที่เป็นนามธรรม(จิต และเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิต)   และสภาพธรรมอีกประเภทหนึ่งคือ รูปธรรม เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ๆ แต่ไม่รู้อะไรเลย เช่น สี เสียง กลิ่น รส เป็นต้น  ในขั้นแรก ไม่ใช่การแยกรูปแยกนาม แต่ต้องเริ่มที่สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกในเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง ๆ ในขณะนี้ก่อน ไม่ขาดการฟังพระธรรมเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ค่อย ๆ ฟัง ค่อย ๆ ศึกษาไปเรื่อย ๆ เพราะปัญญาจะมากได้ เจริญขึ้นมากได้ ก็มาจากการสะสมไปทีละเล็กทีละน้อย   สิ่งที่มีจริง สามารถรู้ตามความเป็นจริงได้ เมื่อมีความเข้าใจที่ค่อย ๆ เจริญขึ้น ครับ

-ลักษณะอาการคัน  เป็นความรู้สึกไม่สบายทางกาย  ว่าโดยสภาพธรรมแล้ว เป็นเวทนาเจตสิก ซึ่งเป็นนามธรรม
-เพราะมีความเกิดขึ้นเป็นไปของสภาพธรรมที่เป็นนามธรรม และ รูปธรรม จึงหมายรู้ได้ว่ามีการแกว่งแขน  เพราะถ้าไม่มีจิต  ก็ทำอะไรไม่ได้ แกว่งแขนไม่ได้ เป็นต้น
-คิด เป็นนามธรรม เรื่องที่คิด เป็นบัญญัติ  บัญญัติเรื่องราวต่างๆ ไม่มีลักษณะที่มีจริงๆ จึงไม่เกิดขึ้น  ครับ

ส่วนใหญ่จะตื่นเต้นกับคำว่าสติปัฏฐาน  อยากให้สติปัฏฐานเกิด ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย  สติปัฏฐาน (ระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง) ไม่สามารถเกิดได้เพราะความอยาก  ความต้องการ จึงสำคัญที่การตั้งต้นการฟังพระธรรมให้เข้าใจ  เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนทำอะไร   ก็คือ ธรรมที่มีจริง ๆ  สติปัฏฐานสามารถเกิดขึ้นระลึกรู้ในความเป็นจริงของสภาพธรรมได้  ดังนั้น กว่าจะไปถึงตรงนั้น ต้องอาศัยเหตุที่สำคัญ คือการฟังพระธรรมเป็นปกติในชีวิตประจำวัน

พระธรรมละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง  จึงต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆศึกษา สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย ครับ 

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
urassayong
urassayong
วันที่ 14 ม.ค. 2562 08:40 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ