ไม่ต้องไปแสวงหาธรรมที่ไหน
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  3 ม.ค. 2562
หมายเลข  30356
อ่าน  887

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ประมวลสาระสำคัญ
จากการสนทนาธรรม
ที่ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล
อาคารสารนิเทศ ๕๐ ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันพฤหัสบดีที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๒





~ปีใหม่ผ่านไปแล้ว แล้วก็เป็นปีเก่าแล้ว เหมือนทุกปี เดี๋ยวก็ใหม่เดี๋ยวก็เก่า แต่ปีใหม่ปีนี้ ใหม่ในการที่ได้ฟังคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปี

~การที่ได้ฟังพระธรรม เพื่อที่จะเริ่มเห็นพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเริ่มเข้าใจสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลยในสังสารวัฏฏ์  จึงต้องฟังพระธรรมด้วยความเคารพอย่างยิ่งในการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~การศึกษาธรรม คือ ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความเคารพ  ไม่ประมาทที่จะศึกษาที่จะไตร่ตรองที่จะเป็นปัญญาของตนเอง  เพราะสิ่งที่ชาวพุทธได้รับจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด คือ สามารถเข้าใจความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้และทรงแสดงสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้นั้นให้ผู้อื่นได้มีโอกาสได้มีความเข้าใจด้วย  

~ขณะนี้ ก็มีผู้ที่เห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจพระธรรม แต่ก็เป็นส่วนน้อยมาก แต่ใครก็ตามที่มีโอกาสที่จะได้ฟัง ก็จะเห็นคุณค่าอย่างยิ่ง ว่า สามารถที่จะเห็นคุณของผู้ที่เรากราบไหว้ตั้งแต่เด็ก เราถูกสอนให้กราบไหว้พระรัตนตรัย แต่เพิ่งเริ่มจะเข้าใจคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเข้าใจธรรม

~สิ่งที่ประเสริฐเหนือสิ่งอื่นใด คือ ปัญญา ความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะให้ได้เลย  นอกจากอาศัยคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว  เพราะฉะนั้น   ก็เริ่ม ด้วยการที่ศึกษาธรรมทีละคำ ทีละคำจริงๆ  อย่าเพิ่งรีบร้อน เพราะว่า  จะต้องเข้าใจแต่ละคำให้ถูกต้อง

~มีชีวิต ที่ได้เริ่มเข้าใจธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว แต่ต้องเคารพในการที่ธรรมเป็นสิ่งที่ยากลึกซึ้ง คำใดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสแล้ว ไม่เปลี่ยนแปลง

~โลกที่มีปัญหา และเป็นทุกข์ ไม่รู้จบ ก็มาจากความไม่รู้ความจริง

~ไม่มีเรา แต่มีธรรม ทั้งดีและชั่ว  เป็นธรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความโลภก็เป็นธรรม  ความริษยาก็เป็นธรรม   เพราะมีจริงๆ เพราะธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่มีจริง   พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงลักษณะของสิ่งนั้น

~สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้นี่แหละ  มีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น  แล้วก็ดับแล้ว ไม่กลับมาอีก  เพื่อที่จะรู้ความจริงว่า ไม่มีเรา   เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรม ก็เพื่อที่จะรู้จักธรรม ว่า เป็นธรรม  เมื่อเป็นธรรมแล้ว จะเป็นอะไรไม่ได้เลย  นอกจากเป็นธรรม

~ธรรม อยู่ไหน? เดี๋ยวนี้ มีธรรม ไม่ต้องไปหาธรรมที่ไหน เพื่อเตือนใจทุกคนที่ได้ฟังธรรมว่าไม่ต้องไปหาธรรมที่ไหน    ตรงนี้เองมีธรรม  และจะเข้าใจธรรมก็ต่อเมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงความจริงของธรรมให้เข้าใจเดี๋ยวนี้เอง ไม่ต้องเดินทางไปไหน ไม่ต้องไปสำนักหนึ่งสำนักใด ไม่ต้องไปสำนักปฏิบัติ  เพราะเหตุว่า  มีธรรมอยู่ทุกขณะ ทุกหนทุกแห่ง แม้เดี๋ยวนี้เอง ก็มีธรรม

~ทุกอย่างที่มีเดี๋ยวนี้ เป็นธรรมทั้งหมด  สิ่งที่ต้องเข้าใจ ก็คือ เดี๋ยวนี้เอง เป็นธรรม ถ้าจะเข้าใจธรรม ก็เข้าใจธรรมที่มีเดี๋ยวนี้ เพราะเดี๋ยวนี้ กำลังเป็นธรรม

~แต่ละคนไม่ต้องไปแสวงหาธรรมที่ไหนเลย  เพราะมีแล้วอยู่ที่ตัวนี่แหละ แต่ไม่รู้   จะมีอะไร ก็คือ อยู่ที่นี่ทั้งหมด มีเห็น มีได้ยิน มีคิด มีจำ มีชอบ มีไม่ชอบทั้งหมดอยู่ที่ตัว เพราะฉะนั้น  ก็ไม่ต้องไปแสวงหาธรรมที่ไหนเลย

~ธรรม คือ สิ่งที่มีจริง ไม่ใช่ไม่มี แต่ถ้าธรรมนั้นไม่สามารถรู้อะไรได้ ก็เป็นรูปธรรม  เช่น แข็ง   ไม่รู้อะไร   แข็ง ก็เป็นรูปธรรม   เสียง  ไม่รู้อะไร  เสียงก็เป็นรูปธรรม 

~การฟังธรรมแล้วเข้าใจ ความเข้าใจนั้นไม่หายไปไหนเลย แล้วถ้ามีความเข้าใจจริงๆจะสืบต่อไปไม่มีวันที่จะลืม มีแต่จะเพิ่มความเข้าใจละเอียดขึ้นอีกมาก เพราะทุกคำของพระสัมมาสัมพระเจ้า ประมาทไม่ได้เลย

~สภาพของความติดข้อง เกิดขึ้น ต้องติดข้อง เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะว่า สภาพ นั้น เกิดขึ้น ทำกิจติดข้อง

~ความโกรธ ทุกคน ก็มี มีตั้งแต่ความขุ่นใจเล็กๆน้อยๆ ไม่สบายใจ ก็โกรธ แต่ยังไม่ถึงกับพูด แต่พอพูดออกมา เสียงก็มีหลายเสียง จากระดับของความโกรธ ถ้าขุ่นใจนิดหน่อย เสียงก็พอฟังได้แต่ ถ้ามากๆ เสียงน่าฟังไหม? ไม่มีใครอยากได้ยินเลย แต่อะไรเป็นปัจจัยทำให้เสียงนั้นเกิดขึ้น  ก็เป็นธรรมทั้งหมด ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง  เพราะฉะนั้น  ธรรมแต่ละหนึ่ง ใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้  จึงเป็นปรมัตถธรรม 

~สิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันทั้งหมด ถูกปกปิดด้วยความไม่รู้ เหมือนอยู่ในความมืดสนิท จากวันเดือนปีแล้วก็จากโลกนี้ไป  แล้วก็ลืมหมดเลย เพราะฉะนั้น  เราลืมชาติก่อน พอถึงชาติหน้าเราก็ลืมชาตินี้ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง แต่ถ้ามีความเข้าใจธรรม ก็จะต้องมี ว่า  เคยได้ฟังธรรมที่นี่บ้าง  ที่โน่นบ้าง   ที่นั่นบ้าง พออีกชาติหนึ่ง ได้ยินคำที่กล่าวถึงธรรมก็สามารถที่จะเข้าใจได้    เหมือนขณะนี้ ถ้าเราไม่เคยเห็นประโยชน์  ไม่เคยรู้มาสักนิดเดียว   ก็จะไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~ไม่มีเรา   แต่มีธรรม  ทุกอย่างที่มี  เป็นธรรมแต่หนึ่ง  ไม่ซ้ำกัน ไม่ใช่อย่างเดียวกัน แต่ละหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย นี่เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจผิดคลาดเคลื่อน ก็เป็นความเห็นผิด แต่ขณะใดก็ตามที่มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ตรงตามความเป็นจริง ความเข้าใจนั้น มาจากไหน? มาจากการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~ผู้ใดที่เห็นคุณของพระธรรมแล้ว  เริ่มฟัง  ไม่ขาดการฟัง  เพราะรู้ว่าเมื่อฟังบ่อยๆ ก็จะคิดถึงธรรมที่ได้ยินได้ฟัง

~เพียงแค่ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ  ก็ไม่ชอบเสียแล้ว  เพราะฉะนั้น  ความโกรธหรือความไม่ชอบ เป็นความหยาบกระด้าง ไม่อ่อนโยน ไม่สามารถที่จะประพฤติเป็นไปในทางที่ดีงามได้เลยสักอย่างเดียว  เพราะขณะนั้นเกิดความหยาบความกระด้าง   มีตั้งแต่ระดับที่อ่อนจนกระทั่งถึงระดับที่สูงมาก  เช่น เห็นฝุ่น  ก็ไม่พอใจ ไม่ต้องมีใครมาสอนให้ไม่ชอบหรือให้ไม่พอใจ แต่ความไม่พอใจก็เกิดแล้ว    ต้องการน้ำอุ่น   แต่น้ำร้อน ไม่อุ่น    ก็ไม่พอใจ  เพราะฉะนั้น ทุกอย่าง คือ ชีวิตประจำวัน  เป็นธรรม ไม่ใช่เรา

~การฟังพระธรรม มีพระธรรมคือคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเป็นศาสดาแทนพระองค์  เหมือนเมื่อครั้งที่พระองค์ยังไม่เสด็จดับขันธปรินิพพาน ตรงกันเลย คำไหนที่ตรัสไว้แล้ว  คำนั้นก็ยังดำรงอยู่ เป็นคำของพระองค์ ไม่ใช่คำของคนอื่น

~ผู้ที่เห็นประโยชน์ของพระธรรม ก็จะไม่ละเลยในการฟังพระธรรม เพราะรู้ว่าหนทางเดียวที่จะรู้จักพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือ ฟังแล้วก็มีความเข้าใจว่า ทั้งหมดจากการที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ ซึ่งลึกซึ้งละเอียดอย่างยิ่ง ถ้าเราไม่ได้ฟังพระธรรม ก็พูดคำที่ไม่รู้จัก ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคำอะไรทั้งสิ้น

~จิตเกิดขึ้น ถ้าไม่เป็นอกุศลก็เป็นกุศล  แล้ววันหนึ่งๆ เป็นอกุศลเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะเป็นกุศล ก็น้อยมาก 

~การจากโลกนี้ไป ไม่มีใครรู้เลยว่าเมื่อไหร่   เดี๋ยวนี้ก็ได้ เห็นแล้วตายก็ได้ ได้ยินแล้วตายก็ได้ คิดแล้วตายก็ได้

~ปฏิสนธิจิตซึ่งเป็นจิตขณะแรกของชาตินี้ เป็นผลของกรรมหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดเป็นแต่ละหนึ่ง หญิงบ้าง ชายบ้าง สะสมมาชั่วบ้าง ดีบ้าง ต่างๆกัน ก็ตามปัจจัยซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย  เพราะเหตุว่าธรรมเป็นธรรมซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครได้เลยทั้งสิ้น

~ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะนำไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องว่า  ไม่ใช่เรา ไม่มีเรา แต่เป็นธรรมทั้งหมด.


...กราบเท้าบูชาคุณ
ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ... 


  ความคิดเห็นที่ 2  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 3 ม.ค. 2562 20:42 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 3 ม.ค. 2562 21:17 น.

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ ผู้เมตตาเกื้อกูลด้วยธรรมเสมอมาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
panasda
วันที่ 3 ม.ค. 2562 22:11 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
สิริพรรณ
วันที่ 3 ม.ค. 2562 22:14 น.

กราบนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า
ปัชโชตสูตร
 [ ๖๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบเทวดาว่า แสงสว่างทั้งหลายในโลกมีอยู่ ๔ อย่าง  
 
แสงสว่าง ที่ ๕  มิได้มีในโลกนี้, ดวงอาทิตย์ส่องสว่างในเวลากลางวัน,                           ดวงจันทร์ส่องสว่างในเวลากลางคืน,
อนึ่ง ไฟย่อมรุ่งเรืองในเวลากลางวัน และเวลากลางคืน,
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐกว่าแสงสว่างทั้งหลาย,
แสงสว่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแสงสว่างอย่างยอดเยี่ยม.
https://www.dhammahome.com/webboard/topic6911.html

พรุ่งนี้ก็ไม่มีเราที่เป็นอยู่ในวันนี้ เพราะสภาพธรรมเกิดดับตลอดเวลา
สิ่งที่ดับไปแล้ว ก็ไม่ย้อนกลับมาอีกเลย

คำของผู้อื่นไม่ทำให้ละ มีแต่ทำให้ติดข้อง
แต่คำของพระสัมมาสัมพุุทธเจ้าล้วนเป็นไปเพื่อการละความไม่รู้ ความเห็นผิด
นำไปสู่หนทางออกจากสังสารวัฎฎ์ เริ่มต้นด้วยการละความเห็นผิดที่ยึดมั่นว่ามีเรา

ถ้าไม่เข้าใจธรรมที่กำลังเกิดดับตามเหตุปัจจัยในขณะนี้
ไม่มีทางที่จะถึงธรรมที่มีจริงที่ไม่เกิดดับได้เลย

กราบบูชาพระคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ด้วยความเคารพยิ่ง

และอนุโมทนาขอบพระคุณคณะวิทยากรมูลนิธิศึกษาพระธรรมและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

และผู้จัดการสนทนา และถ่ายทอดข้อมูลการสนทนาธรรมทุกท่านด้วยค่ะ


 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
พัชรีรัศม์
พัชรีรัศม์
วันที่ 3 ม.ค. 2562 23:35 น.

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
Selaruck
Selaruck
วันที่ 4 ม.ค. 2562 13:23 น.

กราบแทบเท้าระลึกถึงคุณท่านอาจารย์สุจินต์

กราบขอบคุณและอนุโมทนากับคณะวิทยากรของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
rrebs10576
วันที่ 4 ม.ค. 2562 15:24 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
ประสาน
วันที่ 6 ม.ค. 2562 05:35 น.

อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
ประสาน
วันที่ 6 ม.ค. 2562 05:35 น.

อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
s_sophon
วันที่ 6 ม.ค. 2562 06:59 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
lovedhamma
lovedhamma
วันที่ 8 ม.ค. 2562 21:29 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
Dechachot
วันที่ 20 ม.ค. 2562 21:02 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ