ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๗๘
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  18 พ.ย. 2561
หมายเลข  30257
อ่าน  1,064

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๗๘

 


~ความจริงแล้ว ผู้ที่จากไป(ตาย) ก็คือ ผู้ที่เกิดก่อนคนอื่นนั่นเอง เพราะว่าเมื่อตายแล้ว ต้องเกิด เพราะฉะนั้น ก็เป็นธรรมดาที่ขณะสุดท้ายของชีวิตในชาตินี้หนึ่งขณะเองที่ทำกิจเคลื่อนพ้นความเป็นบุคคลนี้ เคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ คือ จะเป็นบุคคลนี้ต่อไปอีกไม่ได้เลย เป็นธรรมดา

~ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำไมไม่กล้าที่จะทำ และ ถ้าไม่ทิ้งสิ่งที่ผิดโดยเร็ว ก็จะสะสมสิ่งที่ผิดนั้นติดตามไปอีกมาก เพราะฉะนั้น คนที่มีความเข้าใจถูกต้อง ก็จะทำสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่หวั่นไหว

~พระธรรมมีประโยชน์ เพราะฉะนั้น จะไม่กล่าวพระธรรมเพื่อให้คนอื่นได้เข้าใจหรือ? เพราะเหตุว่า ถ้าเราเป็นคนที่หวังดีพร้อมที่จะเกื้อกูลคนอื่น ก็ต้องให้สิ่งที่ดีที่สุด ก็คือ ความเข้าใจที่ถูกต้องในพระธรรม

~ไม่ใช่ว่าเราพูดคำว่าเมตตาเฉยๆ แล้วก็พยายามท่องเมตตา แต่เมตตา คือ ความหวังดีพร้อมที่จะเกื้อกูลและทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น ประโยชน์อื่น ไม่เท่ากับการที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจพระธรรมวินัย

~การมีเมตตาจริงๆก็คือให้คนอื่นได้รู้ความจริงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแล้ว

~วัด เป็นที่อยู่ของพระภิกษุ เป็นที่อยู่ของผู้สงบอย่างยิ่งที่สละอาคารบ้านเรือน ขัดเกลากิเลสฟังพระธรรม สนทนาธรรม อบรมเจริญปัญญาขัดเกลากิเลสตามพระธรรมวินัย เท่านั้น คือ วัด วัดจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้

~คฤหัสถ์ต้องรู้ว่าพระภิกษุคือใคร ถ้าไม่รู้ว่าพระภิกษุคือใคร ก็เข้าใจผิด เพราะฉะนั้น การที่จะรู้ว่าพระภิกษุ คือ ใคร ผู้นั้นต้องเข้าใจพระธรรมวินัย ถ้าไม่เข้าใจพระธรรมวินัย จะไม่รู้เลยว่าพระภิกษุคือใคร

~พระภิกษุในพระธรรมวินัย เป็นผู้ที่เข้าใจธรรมเพื่อขัดเกลากิเลส จึงทำให้กาย วาจาสงบ ตามใจที่สงบ

~เพียงออกจากพระอุโบสถที่ได้ทำการอุปสมบทเสร็จก็รับเงินใช่ไหม? นั่นวันแรก แล้วต่อไปทุกวันจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น ทันทีที่อุปสมบทเป็นพระภิกษุก็ไม่รู้พระธรรมวินัย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าการบวชเป็นสิ่งที่ยาก เป็นเพศที่สูง เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัย เป็นโทษอย่างยิ่ง

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่า "พระภิกษุในธรรมวินัยไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง" แล้วคฤหัสถ์เอาเงินไปให้พระภิกษุ เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า

~เป็นผู้ที่ตรง รู้ตามความเป็นจริงว่า จะขัดเกลากิเลสซึ่งมีมากในฐานะที่สะสมมาแล้ว   โดยเพศของคฤหัสถ์  เป็นไปได้แน่นอน เมื่อมีความเข้าใจ  แต่ถ้าบวชโดยไม่รู้อะไรเลย ไร้ประโยชน์  เพราะเหตุว่าไม่เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น

~พวกโจร ก็ปรากฏชัดๆในอาการกิริยาการกระทำของโจร แต่ว่าถ้าโดยอาการหลอกลวง โดยอาการเท็จในเพศของสมณะ ในเพศของบรรพชิต ไม่เหมือนพวกโจรที่ปรากฏอาการของพวกโจรจริงๆ ให้ผู้อื่นประจักษ์ว่าเป็นโจร แต่นี่ลักษณะอาการเป็นบรรพชิต แต่เมื่อคุณธรรมไม่มีจริง ก็อวดอ้าง และก็ได้ลาภสักการะปัจจัยต่างๆ  เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า นี้จัดเป็นยอดมหาโจร

~แต่ละคนก็เป็นแต่ละหนึ่ง ถ้าใครฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ควรกล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับผู้นั้น  แต่ถ้าผู้ใดไม่เห็นประโยชน์แล้วก็ไม่มีความประสงค์ที่จะฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะกล่าวคำของพระองค์ทำไม ในเมื่อเขาไม่ฟัง

~ไม่ฟังธรรมแล้วก็จะให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ได้อย่างไร? เห็นไหม เหตุผลทั้งหมดคือความจริงทั้งหมด ที่ว่า มีผู้ที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดง มีผู้ที่ได้ฟังไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตนเอง เป็นมรดกที่ล้ำค่า ใครจะให้ทรัพย์สินเงินทองสักเท่าไหร่ ก็หมดไป จะจากโลกนี้ไปได้ทุกขณะ เห็นอย่างนี้ก็ตายได้ ได้ยินอย่างนี้ก็ตายได้ เพราะฉะนั้น ทรัพย์สมบัติที่ว่ามีมากก็ไม่สามารถที่จะติดตามไปได้ แต่ความเข้าใจเริ่มต้นแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้ไม่เข้าใจผิด รู้ว่าความจริงมีอยู่ทุกขณะและไม่ได้มีความเข้าใจเลยจนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วต้องไตร่ตรองด้วย ไม่ใช่ว่าพระองค์จะนำพระปัญญาของพระองค์ไปให้ใครได้ แต่พระมหากรุณาที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาประกอบด้วยพระญาณที่สามารถที่จะทำให้ทุกคำของพระองค์เปิดเผยความจริงให้คนเริ่มเข้าใจถูกต้อง ว่า ความจริงแล้ว ไม่มีแล้วก็มีแล้วก็ดับ เหมือนเดิม คือ ไม่มี  แล้วมีทำไม แล้วก็มีมานานแล้วด้วย แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไป จากไม่มีก็มีแล้วก็ดับไป สืบต่อจนกระทั่งไม่ปรากฏเลย เพราะฉะนั้น สัตว์โลกจึงไม่รู้ความจริงว่าสิ่งที่เกิดเป็นสิ่งที่มีจริง เกิดได้เมื่อมีเหตุปัจจัย เกิดแล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลย

~เดี๋ยวนี้ ทั้งหมดเป็นธรรมแต่ไม่เคยรู้เลยจนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้  และกว่าจะเข้าใจได้ว่าไม่มีเราแต่เป็นธรรมทั้งหมด  ก็ต้องอาศัยการฟังพระธรรม ไตร่ตรองจนกระทั่งเข้าใจ  ว่า  ไม่ว่าจะเป็นคำอะไรทั้งหมดที่ได้ฟัง คือ  เดี๋ยวนี้

~ถ้าได้กล่าวคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้คนอื่นได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นที่ปีติยินดีของทุกคนไหม  ที่เขาได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง  เพราะฉะนั้น  แต่ละคำๆ ก็จะทำให้ผู้ฟังไตร่ตรองเห็นประโยชน์และเป็นผู้ที่ตรง  ถ้าไม่เป็นอย่างนี้พระพุทธศาสนาก็ไม่รุ่งเรืองถ้าไม่มีคนเข้าใจคำสอนและเข้าใจผิด

~ขณะนี้เป็นขณะที่สะสมความเห็นถูก สำคัญอย่างยิ่งที่จะไม่เข้าใจผิด เพราะเหตุว่าถ้าเข้าใจผิดก็หันหลังให้พระสัทธรรม

~ลักษณะของผู้ที่มีชื่อว่ารูปงาม  ก็ไม่ใช่ผู้ที่ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด เพราะเหตุว่าถ้าจะสังเกตและพิจารณา ก็จะเห็นได้ว่า คำพูดทำให้บุคคลนั้นดูน่าเกลียดไปได้ ทั้งๆที่รูปร่างภายนอกอาจจะดูน่าดู แต่ว่าเวลาพูดเต็มไปด้วยกิเลส มีการโอ้อวด หรือว่าเต็มไปด้วยความริษยา ผูกอาฆาตต่างๆ รูปงามนั้นก็เป็นรูปที่ไม่งามเสียแล้ว เพราะเหตุว่า ขณะนั้นมีจิตที่ทำให้กล่าววาจาที่เป็นอกุศลเพราะกิเลสของตน

~สิ่งใดเป็นประโยชน์ที่สุดในสังสารวัฏฏ์ เพราะว่าอยู่มาก็หลายชาติเดี๋ยวก็เป็นนั่น เดี๋ยวก็เป็นนี่ เดี๋ยวก็เป็นโน่น  พอถึงชาตินี้ก็เป็นอย่างนี้แหละ  เพียงเท่าที่จะเป็นเฉพาะชาตินี้เท่านั้น ชาติต่อไปก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้แล้วว่าจะไปเป็นอะไรต่อไป  แต่ก็ต้องเป็น เพราะเหตุมีที่จะให้เป็นก็ต้องเป็น ไม่เป็นไม่ได้  แต่ว่า การที่จะได้มีโอกาสได้ฟังธรรมเข้าใจ ก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในสังสารวัฏฏ์

~สภาพธรรมที่เป็นอกุศล เป็นอกุศล ไม่ว่าอกุศลของใคร ของท่านเอง ของญาติพี่น้อง ของเพื่อนฝูง ของใครก็ตาม, กุศลธรรมก็เป็นกุศลธรรม ไม่ว่าจะเป็นของบุคคลที่ท่านรัก หรือว่าคนที่เป็นศัตรูก็ตาม กุศลธรรมของบุคคลนั้นก็เป็นกุศลธรรม

~คนหมู่มาก ไม่ถูกต้อง แล้วถ้าเรามีความกรุณา (เกื้อกูลให้เข้าใจความจริง ย่อมเป็นประโยชน์)  ปัญญาทำให้มีความกรุณา ไม่ใช่ทำให้โกรธชังคนที่ไม่มีความรู้ แต่เพราะเขาไม่รู้ (จึงทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง)และอาจจะมีบางคนที่เมื่อได้ฟังคำติ(คำชี้ให้เห็นโทษ)นั้นแล้ว  สำนึกรู้ได้   เพราะฉะนั้น การกล่าวติ  เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  เพราะปัญญาทำให้สามารถที่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก  กล่าวติสิ่งที่ผิดเพื่อให้คนได้ฟังแล้วรู้ว่านั่นผิด จะแก้ไขไหม? ถ้าไม่มีปัญญา จะกล่าวได้ไหมว่าอะไรถูก อะไรผิด?

~การทำลายพระพุทธศาสนา หรือ การไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย  เป็นโทษอย่างยิ่งสำหรับคนนั้นและสำหรับคนอื่นๆด้วย เพราะทำให้คนอื่นเข้าใจผิดไปหมดเลย เพราะฉะนั้น กล้าที่จะพูดความจริงให้คนอื่นรู้ว่า อะไรถูก อะไรผิดหรือไม่?  เพราะอย่างไรก็ตาย  แล้วจะกลัวอะไรในเมื่อคำนั้นเป็นประโยชน์   ยิ่งพูด ยิ่งเป็นประโยชน์.

 
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๗๗



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ 
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 18 พ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
Selaruck
Selaruck
วันที่ 18 พ.ย. 2561

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

กราบระลึกถึงคุณท่านอาจารย์สุจินต์ ผู้นำคำจริงของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแสดงได้ชัดแจ้ง กราบอนุโมทนากับท่านอาจารย์วิทยากรทุกท่านของ มศพ ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
aurasa
aurasa
วันที่ 19 พ.ย. 2561

     

       ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
jaturong
วันที่ 19 พ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
panasda
วันที่ 19 พ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
peem
วันที่ 20 พ.ย. 2561

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
มกร
มกร
วันที่ 21 พ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ