ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๘๐
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  2 ธ.ค. 2561
หมายเลข  30284
อ่าน  364

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๘๐

 


~เมื่อสิ้นชีวิตจากชาตินี้แล้ว จะเป็นคนนั้นอีกต่อไปไม่ได้เลย  ไม่มีทางที่จะเป็นคนนั้นอีกได้เลย  ถ้าศึกษาจากพระชาติต่างๆของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะเห็นได้ว่า แต่ละพระชาติก็คือการปรุงแต่งของจิต (สภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ [อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้]) และเจตสิก (สภาพธรรมที่เกิดประกอบพร้อมกับจิต)   ซึ่งจะไม่กลับไปเป็นบุคคลนั้นอีก   เพราะฉะนั้น ในชาติก่อน ท่านจะเคยเป็นใครอยู่ที่ไหน หรือแม้แต่เพียงชาติก่อนชาตินี้ ก็สิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้นโดยสิ้นเชิง และชาตินี้ก็กำลังใกล้ต่อการสิ้นสภาพของความเป็นบุคคลนี้ และจะไม่กลับเป็นบุคคลนี้อีก

~วันหนึ่งก็ต้องตาย เหมือนคนอื่นๆซึ่งตายไปแล้ว เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น  แต่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ควรที่จะได้พิจารณาว่า ควรที่วันที่จะจากโลกนี้ไป จะจากไปด้วยปัญญาที่ได้อบรมจนกระทั่งเจริญขึ้น หรือจะจากไปโดยไม่สนใจที่จะอบรมเจริญปัญญา  เพราะฉะนั้น ก็จากโลกนี้ไปด้วยความมัวเมา ติดข้อง เพลิดเพลิน ในลาภ ในยศ ในสักการะ ในสรรเสริญ ในสุข ซึ่งชั่วขณะจิตแล้วก็จะไม่ติดตามไปสู่โลกหน้าเลย

~ทุกคนมีกรรมเป็นของตน แม้ว่าคนอื่นจะทำกรรมที่ไม่ดีกับเรา แต่เรามีกรรมดี เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปเดือดร้อนกับกรรมไม่ดีที่คนอื่นกระทำกับเรา เพราะว่าใครทำกรรมอย่างใดก็ได้อย่างนั้น แล้วเราจะไปคิดที่จะพยาบาทเบียดเบียนเขาทำไม ในเมื่อรู้ว่าเขาต้องได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน แล้วความโกรธ ความพยาบาทไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเก็บให้มีมากๆ เลย เพราะเหตุว่าเป็นทุกข์ในขณะที่เกิดขึ้นด้วย

~เวลาที่โกรธใคร เวลานั้นจิตใจไม่สบาย นอกจากจิตใจไม่สบายแล้ว ระวังกายกับวาจาด้วย เพราะเหตุว่าถ้าความโกรธนั้นมีกำลัง กายก็จะมีการประทุษร้ายเบียดเบียน วาจาก็เบียดเบียนคนอื่นให้เดือดร้อนด้วยคำพูดที่ไม่น่าฟัง   เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นได้ว่า ในขณะที่คนโกรธจัดๆ  ลักษณะอาการก็เหมือนคนบ้าที่ไม่ต่างกันเลย และวันหนึ่งๆ หรือชาติหนึ่งๆ หรือในอดีต มีใครที่เคยโกรธจัดๆ มากๆ  ก็ลองย้อนนึกถึงในกาลนั้นว่า  ลักษณะอย่างนั้นก็เป็นลักษณะของคนที่บ้าโกรธคนอื่นนั่นเอง 

~ควรจะเห็นข้าศึกภายใน คือ ความโกรธของตนเอง แทนที่จะคิดว่า ท่านมีศัตรูหลายคน หรือว่าอาจจะมีคนที่ไม่ชอบท่าน ทำสิ่งที่ไม่ดีกับท่านหลายคน   แต่ตามความเป็นจริงแล้ว   ข้าศึกที่แท้จริงอยู่ภายใน คือ ความโกรธของท่านเอง

~ใครก็ตามที่มีอกุศล และไม่เห็นโทษของอกุศลนั้นแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะเห็นได้ว่า ความดีที่คิดจะทำเพื่อที่จะละอกุศลในขณะนั้นยังทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมก็ต้องยากยิ่งกว่านั้น ถ้าเข้าใจอย่างนี้ จะรีบทำความดีไหม จะรีบละอกุศลในขณะนั้นที่กำลังเกิดไหม?

~ถ้าเป็นผู้มีปัญญาแล้ว ไม่ว่าความเสียหายใดๆที่คนอื่นกระทำกับท่าน ย่อมเพิ่มพูนความมั่นคง ความสมบูรณ์แห่งขันติ แต่ว่าถ้าเป็นผู้ที่ทรามปัญญา(คือไม่มีปัญญา) ความเสียหายที่ผู้อื่นนำไปให้แก่ผู้ปราศจากปัญญา ย่อมเพิ่มพูนความเป็นปฏิปักษ์(ความตรงกันข้าม)ของความอดทน(ก็คือ เพิ่มอกุศล  โดยเฉพาะความโกรธ ความไม่พอใจ)

~ความดีต้องเป็นความดี ความชั่วต้องเป็นความชั่ว  และความชั่วต้องให้ผลไม่ดีด้วย  และถ้ายิ่งชั่วมาก ก็(ให้ผล)มากกว่าที่เราคิดว่าจะเป็นไปได้แม้ว่าจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ตกนรก เกิดเป็นเปรต หรือเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานแน่นอน

~ธรรมที่เป็นประโยชน์ เป็นคุณ ไม่ให้โทษเลย ก็คือ อโลภะ (ความไม่ติดข้อง) ถ้าเป็นได้จริงๆ ทีละเล็กทีละน้อย จะสบายสักแค่ไหน ไม่เดือดร้อนที่จะต้องแสวงหา ไม่เดือดร้อนเมื่อสิ่งนั้นพลัดพรากจากไป เพราะเหตุว่าไม่ติดข้อง แต่แสนยาก เพราะติดข้องมานานแสนนาน มีหนทางเดียวคือ ปัญญา ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง

~พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แสดงให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง โดยพยัญชนะต่าง ๆ ก็เพื่อให้ไม่ลืมในความเป็นจริงของธรรม แม้แต่ในเรื่องของโลภะ ความติดข้องต้องการ ยินดีพอใจ   ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยๆ เนืองๆ เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ซึ่งความจริงมากมายตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เพราะเหตุว่าวันหนึ่งๆ กุศลเกิดน้อยกว่าอกุศล และอกุศลประเภทโลภะก็มีปัจจัยที่จะเกิดอยู่ ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

~เวลาที่กุศลจิตเกิด สภาพของจิตผ่องใส ไม่มีความเดือดร้อนด้วยความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ ไม่มีการที่จะขาดความเมตตาในบุคคลอื่น จะเห็นได้ว่าจิตที่ผ่องใสเป็นกุศลนั้นไม่เป็นโทษเป็นภัย เพราะฉะนั้น ก็รู้ได้ว่า ด้วยจิตที่ไม่เป็นโทษเป็นภัยเป็นเหตุ ย่อมจะไม่เป็นผลให้เกิดโทษภัยขึ้นได้ เพราะฉะนั้น กุศลทั้งหลายมีวิบากที่เป็นสุข ไม่ใช่นำมาซึ่งวิบากที่เป็นทุกข์

~ในชาติหนึ่งถ้ามีความเห็นผิดต่อไป ชาติต่อๆไปก็เห็นผิดต่อไป หันหลังให้พระสัทธรรม หันหลังให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ทำลายคำสอนด้วย เพราะฉะนั้น สาวก คือ ผู้ที่ฟังพระธรรม ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด เป็นผู้ที่ตรง เป็นผู้ที่ทำทุกอย่างเพื่อละ และเพื่อประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อทำลายประโยชน์

~ผู้ที่พร้อมจะให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น เมื่อเห็น เมื่อรู้ความต้องการของบุคคลอื่น ก็เป็นผู้ละเอียดในการเจริญกุศล เพราะรู้ความจำเป็นแล้วมีจิตกรุณาเกิดขึ้น ไม่ต้องรอให้เขาขอ  ก็ให้

~กุศลทั้งหลาย จะเจริญขึ้นด้วยความอดทนที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจสภาพธรรมให้ถูกต้อง ไม่ให้คลาดเคลื่อน ไม่ให้เห็นผิด ไม่ให้เข้าใจผิด มิฉะนั้น บางคนเข้าใจว่าตนเองหมดกิเลสแล้ว เพียงแต่ไปปฏิบัติโดยที่ปัญญาไม่ได้เกิดเลย แต่คิดว่าหมดกิเลส นี่ก็จะทำให้กุศลธรรมเจริญขึ้นไม่ได้เลย เพราะเหตุว่า ยังเต็มไปด้วยความไม่รู้และความเห็นผิดในหนทางปฏิบัติที่จะดับกิเลส

~ต้องอาศัยกาลเวลาในการอบรมเจริญปัญญา เพื่อที่จะขัดเกลากิเลสเมื่อเห็นกิเลสมากเท่าใดก็รู้ว่า จะต้องอาศัยกาลเวลานานมากทีเดียว กว่าที่จะขัดเกลากิเลสนั้นๆได้ โดยที่ไม่ขาดการฟังพระธรรม และก็ไม่ขาดการที่จะพิจารณาตนเอง เพราะเหตุว่าพระธรรมที่ได้ฟังทั้งหมด เป็นเรื่องของการอบรมเจริญปัญญา และการขัดเกลากิเลสทั้งสิ้น

~กุศล (ความดี) ทุกประการ ควรเจริญ (ควรทำ ควรสะสม)

~ถ้าไม่รู้จักพระธรรม จะเคารพระธรรมได้ไหม? ถ้าไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไหม?

~สิ่งที่มีจริง เป็นธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม ทรงแสดงธรรมให้คนอื่นเข้าใจธรรม เพื่อที่จะรู้ว่าธรรมเป็นธรรม นี่คือการเริ่มที่จะละความไม่รู้ เพราะกิเลส(เครื่องเศร้าหมองของจิต) เกิดขึ้น เพราะไม่รู้ว่าเป็นธรรม

~ต้องอาศัยการฟังพระธรรม และไตร่ตรอง จนกระทั่งค่อยๆเข้าใจขึ้น ก็จะรู้ว่าเกิดมาถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่มีทางที่จะรู้ความจริงที่มีทุกวันและกำลังปรากฏด้วย

~อาศัยการฟังพระธรรมบ่อยๆ ด้วยความอดทน และด้วยการรู้ว่าค่อยๆเข้าใจขึ้นทีละน้อยมาก เพราะเราสะสมความไม่รู้มานานมาก แต่ว่า ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมเลย ไม่มีทางเลยที่จะละความเป็นเราได้

~มีความไม่รู้ที่สะสมมามานมาก ก็ต้องเป็นหน้าที่ของความเห็นถูก หน้าที่ของความอดทน หน้าที่ของความตรงต่อธรรม  และเป็นหน้าที่ของความไม่ประมาทที่จะรู้ว่าการฟังพระธรรมแต่ละครั้งดูเหมือนว่าเหมือนเดิม  แต่ความจริงแล้ว ไม่ใช่เลย เพราะปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูกค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ

~ธรรมแต่ละอย่าง ที่มี  เพื่อเข้าใจถูกตามความเป็นจริงจนกว่าจะถึงที่สุดว่าได้ประจักษ์แจ้งความจริงของสิ่งที่มีจริงๆที่กำลังปรากฏ

~ถ้าเคารพในธรรมจริงๆ ขณะฟังธรรม  ฟังเพื่อเข้าใจเท่านั้น  คำที่ได้ฟัง ฟังเพื่อเข้าใจ  ไม่ว่าจะเป็นข้อความใดๆ ทั้งหมด ก็อยู่ที่ ฟังเพื่อเข้าใจ     แล้วปัญญาที่เข้าใจแล้วก็จะค่อยๆนำไปสู่ความละเอียดยิ่งขึ้นของธรรมที่จะค่อยๆละคลายความเป็นเรา  จะมากจะน้อย จะนานเท่าไหร่  ไม่ใช่หน้าที่ของใครเลยทั้งสิ้น  แต่เพราะได้เข้าใจขึ้น   ด้วยเหตุนี้ ฟังธรรม  เพื่อเข้าใจ  แม้สนทนาธรรม ก็เพื่อเข้าใจ

~ต้องเป็นความเข้าใจจริงๆ ที่มั่นคงว่าไม่มีเรา   เมื่อไม่มีเราแล้วมีอะไร?  กำลังมีอยู่   สิ่งที่มีต้องเป็นธรรมแน่ๆ  แต่ว่าต่างกันเป็นธรรมที่ไม่รู้อะไรเลยจะให้เป็นสภาพรู้ก็ไม่ได้  ธรรมนั้นคือรูปธรรม (รูป มีทั้งหมด ๒๘ ชนิด)  แล้วก็ยังมีสภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วต้องรู้ แต่ไม่มีรูปเลย  เกิดขึ้นรู้อย่างเดียว  เป็นนามธรรม (ได้แก่ จิต สภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ [อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้] และ เจตสิก สภาพธรรมที่เกิดประกอบพร้อมกับจิต)   ต้องแยกกันโดยเด็ดขาด  ปนกันไม่ได้

~เมื่อฟังพระธรรมแล้ว ก็รู้ว่ากิเลส(เครื่องเศร้าหมองของจิต) ดับได้ เพราะมีผู้ที่ได้ดับกิเลสแล้วและได้ทรงแสดงหนทางที่จะดับกิเลสด้วย  เพราะฉะนั้นคนที่ไม่สนใจที่จะดับกิเลส จะฟังพระธรรมไหม? [ก็ไม่ฟัง]  แต่ถ้ารู้ว่า โลกเดือดร้อน ทุกคนเดือดร้อน แม้แต่ตัวเอง ก็เดือดร้อน เพราะกิเลส สมควรไหมที่จะสามารถดับกิเลสได้ ดีกว่าปล่อยไปทุกวันเพิ่มกิเลสขึ้นทุกวันไม่ดับเลย   เพราะเหตุว่า กิเลสไม่ใช่ว่าจะดับได้โดยง่าย  ต้องอาศัยพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี(คุณความดีที่จะทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส) ดับกิเลสหมด  จึงสามารถที่จะทรงแสดงหนทางดับกิเลสให้คนอื่นได้รู้ว่าหนทางนี้เป็นหนทางดับกิเลส  เพราะฉะนั้น ทางเดิน ก็มีสู่กิเลสและทางเดินเพื่อดับกิเลส  ทางเดินสู่กิเลสนี้ต้องมีใครสอนไหม? [เพราะกิเลสมีเป็นปกติอยู่แล้ว]  แต่ว่าทางที่จะดับกิเลส ถ้าไม่มีใครดับกิเลสได้ ก็ไม่รู้หนทางที่จะดับกิเลส เพราะฉะนั้น  ผู้ที่ดับกิเลสถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทรงแสดงหนทางที่จะดับกิเลส ซึ่งยาวไกลมาก เพราะว่ากิเลสมากและดับด้วยความรู้ถูกความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ถ้าไม่รู้เหมือนเดิมและก็คิดเองเหมือนเดิม ไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ดับกิเลสไม่ได้

~เกิดคนเดียว ตายคนเดียว จะเป็นคนนี้ได้เพียงชาตินี้ชาติเดียว เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะทำความดี โอกาสที่จะเข้าใจธรรม ซึ่งเป็นหนทางที่จะแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างได้ ควรที่จะต้องเร่งรีบทำ เพราะมิฉะนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้  แต่ละคนเริ่มที่ตนเองแล้วต่อไปทั้งหมดก็จะมีกำลังขึ้น

~การที่จะเป็นคฤหัสถ์ที่ดี ก็คือ ฟังพระธรรมพิจารณาให้เข้าใจ ประพฤติปฏิบัติตามในเพศของคฤหัสถ์ เพราะเหตุว่าเพศของบรรพชิตนั้นต้องเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยใหญ่จริงๆ สามารถที่จะสละอาคารบ้านเรือน วงศาคณาญาติ ทรัพย์สมบัติทั้งหมด  สละ คือ ไม่มีความติดข้อง ไม่ใช่ว่าเมื่อไปแล้วก็ยังติดข้องอยู่   นี่ต้องพิจารณาเห็นความต่างกันระหว่างเพศคฤหัสถ์กับบรรพชิต เพราะฉะนั้นบรรพชิต จึงได้รับสักการะจากคฤหัสถ์ เพราะเหตุว่าคฤหัสถ์ไม่สามารถจะทำตาม อย่างนั้นได้

~เราหวังว่า ต้องมีพระภิกษุ ไม่มีพระภิกษุ ไม่ได้ ถูกต้องไหม?แทนที่จะเข้าใจว่าต้องมีผู้เข้าใจพระธรรมประพฤติปฏิบัติตามพระธรรม พระพุทธศาสนาจึงจะดำรงต่อไปได้ เพราะว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้อยู่ที่วัดวาอารามอิฐหินปูนทราย แต่อยู่ที่ผู้ที่เข้าใจพระธรรมและเผยแพร่สิ่งที่ถูกต้องให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้องด้วย

~ผู้เป็นพุทธบริษัทที่เห็นประโยชน์สูงสุดของการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีและทำให้คนอื่นได้เข้าใจถูก เห็นถูกสืบต่อกันมา ก็ควรจะดำรงรักษาความเห็นถูกในพระพุทธศาสนา และเมื่อตนเองมีความเห็นถูกต้อง ก็สามารถช่วยคนอื่นให้ได้รับฟัง ได้พิจารณา ได้ไตร่ตรองและเห็นความหวังดี ด้วย

~ถ้าไม่ตรง ไม่ได้สาระจากพระธรรม  เพราะพระธรรม ตรง  ถ้าเข้าใจผิดแม้เล็กน้อย ก็ไม่ได้สาระแล้ว ไม่เข้าใจแล้ว  เพราะฉะนั้น  ต้องเป็นผู้ตรง  จะรักษาพระพุทธศาสนา ต้องเข้าใจพระพุทธศาสนา  ถ้าไม่เข้าใจพระพุทธศาสนา  รักษาอะไร?  รักษาโบสถ์ รักษาวิหาร  สร้างโน่นสร้างนี่  เพื่ออะไร? เพื่อรักษาพระพุทธศาสนาหรือ?  พระพุทธศาสนา อยู่ที่ไหน? เพราะฉะนั้น ทุกอย่าง  ต้องตรง.

 

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๓๗๙




...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ 
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
มกร
มกร
วันที่ 2 ธ.ค. 2561 17:01 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 2 ธ.ค. 2561 17:02 น.

กราบขอบพระคุณและกราบอนุโมทนากุศลจิตทุกขณะที่เกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลให้ปัญญาปรากฏค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
panasda
วันที่ 2 ธ.ค. 2561 19:16 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Selaruck
Selaruck
วันที่ 3 ธ.ค. 2561 03:06 น.

กราบขอบคุณและอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
peem
วันที่ 3 ธ.ค. 2561 06:27 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 3 ธ.ค. 2561 13:58 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
jaturong
วันที่ 3 ธ.ค. 2561 14:33 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 4 ธ.ค. 2561 06:19 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 7 ธ.ค. 2561 18:54 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ