ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๗๙
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  25 พ.ย. 2561
หมายเลข  30271
อ่าน  1,112

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๗๙

 


~
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมทั้งหมด  จึงไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เรา หรือไม่ใช่ของเราทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงสภาพธรรมแต่ละอย่างๆ นี่คือการเริ่มที่จะเข้าใจพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ที่ใช้คำว่า "พระธรรม" เพราะเหตุว่าแสดงถึงสิ่งที่เป็นจริง ที่มีจริง ซึ่งเป็นแต่เพียงธรรมหรือสภาพธรรมแต่ละอย่าง เป็นธาตุแต่ละชนิด ซึ่งไม่พึงที่จะยึดถือว่า เป็นตัวตน เป็นเราหรือเป็นของเราได้เลย

~
เมื่อเห็นความไม่ดีของคนอื่น ก็(ควรที่จะ)คิดว่าแม้เราเองก็มี(ความไม่ดี)เหมือนกัน ไม่ใช่ว่ามีแต่เขา เราก็มี ในเมื่อเราก็มีด้วย ทำไมรังเกียจแต่อกุศลของคนอื่น แต่ไม่รังเกียจอกุศลของเรา ซึ่งการที่จะรังเกียจอกุศลของคนอื่น ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับเราเลย แต่การที่ย้อนกลับมาว่า อกุศลที่คนอื่นมีนั้น เราก็มี และเราเท่านั้นผู้เดียวที่จะเพียรขัดเกลาอกุศลของเราได้ เราไม่สามารถที่จะไปขัดเกลาอกุศลของคนอื่นได้เลย   การระลึกอย่างนี้ก็จะทำให้เพิ่มความสำรวม ระวัง และก็เจริญกุศลขึ้นได้

~ในขณะที่เห็นอกุศลของคนอื่น ถ้าจะเป็นผู้ที่ขาดทุน ก็คือ เมื่อเห็นอกุศลของคนอื่นแล้วตนเองเกิดอกุศล แต่ถ้าจะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์ ก็คือ เมื่อเห็นอกุศลของคนอื่นแล้ว  เกิดเมตตา เพราะเหตุว่า แม้ตนเองก็มีอกุศลอย่างนั้นเหมือนกัน

~กุศลของเขาเกิดแล้ว เห็นไหมว่า กุศลเกิดยาก เมื่อใครเกิดกุศล เราก็
อนุโมทนาในกุศลนั้น แต่ถ้าเราไม่อนุโมทนา อกุศลทั้งหลายก็พรั่งพรูกัน
ออกมา

~ถ้าใครมีโอกาสได้ทำกุศล ซึ่ง(โอกาสที่จะเกิดกุศลนั้น) ยาก ก็ควรที่จะได้อนุโมทนา

~ผู้ที่หวังดีต่อทุกคนที่จะให้เข้าใจถูกต้องในพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดง ก็คือ ต้องให้เขารู้ว่า ควรที่จะศึกษา  แล้วเราก็เผยแพร่คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว

~ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระธรรม จะมีใครรู้ไหมว่า บวช คือ อะไร   ไม่รู้แน่นอน  เพราะฉะนั้น บวช โดยไม่รู้ จะเป็นการที่จะเข้าใจ
ธรรมหรือเปล่า แล้วบวชทำไม ถ้าบวชแล้วไม่เข้าใจธรรม

~บวชเสร็จแล้ว ก็รับเงินทันที อย่างนั้นหรือที่ควรจะปีติยินดีอนุโมทนา
แสดงว่าไม่ได้เข้าใจธรรมเลย

~ไม่มีใครไปสนับสนุนให้ใครบวชได้ เพราะต้องเป็นการสะสมของบุคคลนั้นเองที่จะสละเพศคฤหัสถ์ด้วยความจริงใจที่จะศึกษาพระธรรมและขัดเกลากิเลส

~ชีวิตของบรรพชิตกับคฤหัสถ์ต่างกันราวฟ้ากับดิน ไม่ใช่อยากบวช แต่ไม่รู้ว่า พระธรรมวินัยคืออะไร   อย่างนั้นไม่ใช่พระภิกษุในพระธรรมวินัย เมื่อมีความประสงค์ที่จะขัดเกลากิเลส ศึกษาธรรม อบรมเจริญปัญญาในเพศบรรพชิต ต้องพร้อมที่จะประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

~กำลังฟังธรรม ก็เจริญกุศลแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่มีกุศล ขณะใดที่เข้าใจธรรม ก็
เป็นกุศล และความเข้าใจธรรมนั้น ก็เป็นปัจจัยให้มีกุศลอื่นๆ ต่อไปด้วย

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาแสดงพระธรรมตลอด ๔๕ พรรษาโดยละเอียด เรื่องของสภาพธรรมล้วนๆ เพื่อที่จะให้ผู้ที่ได้ยินได้ฟังพิจารณาขั้นการฟังให้เห็นความเป็นอนัตตาที่สภาพธรรมแต่ละอย่างจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่าง ชั่วขณะเดียวที่เกิดทำกิจเฉพาะขณะนั้น แล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว

~ปัญญาต้องรู้ตรงตั้งแต่ต้น หมายความว่า สภาพธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้น ไม่มีการรีบเร่ง หรือใจร้อน หรือจะทำ ถ้าเข้าใจอนัตตาจริงๆแล้ว จะรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็มีสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เช่น เห็น ขณะนี้ก็ต้องเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เกิดแล้วด้วย ไม่มีใครไปทำ ขณะที่ได้ยิน ได้ยินก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยจริงๆ

~ข้อสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา ปัญญาเพื่อละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ละกิเลสทั้งหมด ละความไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรม ละความหลงผิดทุกประการ

~ไม่ว่าจะเป็นขันธ์(สภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไป ทรงไว้ซึ่งความว่างเปล่า)ในชาติใดในแสนโกฏิกัปป์ หรือในปัจจุบันชาติ หรือในชาติต่อไปข้างหน้า ขันธ์ทุกขันธ์เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ  จะไม่มีขันธ์ใดเกิดขึ้นมาแล้วจะพ้นจากลักษณะที่เป็นอนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกขัง (เป็นทุกข์)  อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล)

~คนที่โกรธบ่อยๆ เวลาที่เกิดโกรธขึ้น ก็ให้ทราบว่าขณะนั้นเป็นผลของการสะสมความโกรธ

~คนที่เราโกรธ กำลังสบาย กำลังเป็นสุขสนุกสนาน เราคนเดียวกำลังเดือดร้อน กำลังไม่สบายเลยสักนิดเดียว จิตใจกำลังขุ่นมัวเต็มที่  แล้วใครทำให้   เราทำเอง ถ้ามีปัญญาจริงๆ   เห็นโทษของอกุศล  ขณะนั้น เป็นสติ   ไม่ใช่เราอีกเหมือนกัน

~เมื่อกิเลส(เครื่องเศร้าหมองของจิต)ยังไม่ดับ  เวลาที่มีเหตุปัจจัยของกิเลสประเภทใด กิเลสประเภทนั้นๆก็เกิด โดยที่บุคคลนั้นไม่สามารถจะรู้ล่วงหน้าได้ว่า วันไหนกิเลสระดับใดจะเกิด เพราะเหตุว่าถ้ายังไม่มีปัจจัย กิเลสนั้นก็ยังไม่เกิด

~เมื่อพูดถึงเรื่องของความตายก็ควรที่จะเป็นประโยชน์  เพราะว่าเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน ช้าหรือเร็ว ไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีใครที่จะรู้ได้เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะจากโลกนี้ไป จะไปสู่ทางไหน  จะเป็นคนดี หรือ คนเลว  ก็อยู่ที่ขณะนี้

~ถึงเป็นคนดีแล้วก็ประมาทไม่ได้เลย  เกิดมาเป็นคน   เป็นผลของกุศลกรรมแล้วก็สะสมความดีไว้พอสมควร   แต่ก็ยังมีอกุศลที่ยังไม่ได้ดับ  เพราะฉะนั้นการที่จะเป็นคนเลว  ไม่ยากเลย เพราะอะไร?  เพราะมีอวิชชา(ความไม่รู้)ซึ่งเป็นมูลเหตุให้เกิดอกุศลทั้งหลาย

~สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตซึ่งจะติดตามไปได้ที่มีประโยชน์สูงสุดคือปัญญา ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก เพราะว่าตั้งแต่เกิดมาอาจจะมีทรัพย์สมบัติ มีรูปสมบัติ มียศ มีบริวาร มีทุกอย่าง แต่ไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้น ทรัพย์สมบัติตามไปได้ไหม? รูปสมบัติก็ตามไปไม่ได้ บริวารสมบัติ ทุกอย่างอื่นก็ตามไปไม่ได้ แต่ปัญญาที่สะสมสืบต่อในจิต จะทำให้มีโอกาสได้ยินได้ฟังและเกิดความเห็นถูกขึ้นได้

~บุญคือขณะที่จิตใจปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ ขณะนั้นต้องมีโสภณธรรม(ธรรมที่ดีงาม)เกิดร่วมด้วย มีทั้งหิริโอตตัปปะ แม้แต่ในขณะที่กำลังฟังธรรมก็มีหิริโอตตัปปะ แต่เรามองไม่เห็น มีศรัทธา มีสภาพธรรมเป็นโสภณเจตสิกที่เกิดพร้อมกัน กุศลจิตจึงจะสำเร็จได้ เพราะฉะนั้น บุญ ก็คือ ขณะที่กุศลจิตเกิด

~พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้ที่ตรัสรู้ เป็นศาสนาที่ทำให้คนฟังเกิดปัญญา ความเห็นที่ถูกต้อง และเราก็พิจารณาได้ว่า เท่าที่ได้ฟังมา ความเห็นถูกเพิ่มขึ้นหรือเปล่า มีความเข้าใจอะไรๆ ถูกต้องตามความเป็นจริงไหมในขณะนี้  ถ้าเป็นอย่างนั้นหมายความว่า เราสามารถที่จะมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มอีก  เมื่อเราสนใจ เห็นประโยชน์ แล้วก็ฟังต่อไป 

~โลภะ(ความติดข้อง)ก็ต้องทำกิจของโลภะ มานะ(ความสำคัญตน)ก็ต้องทำกิจของมานะ โทสะ(ความโกรธขุ่นเคืองใจ)ก็ต้องทำหน้าที่ของโทสะ เพราะว่าปัญญาไม่เกิด ต่อเมื่อใดปัญญาเกิด เมื่อนั้นเหมือนแสงสว่างที่จะทำให้เราค่อยๆเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง

~ถ้าเราเข้าใจธรรม  จะไม่หลงทาง (จะไม่หลงไปในทางที่ผิด) เพราะเข้าใจสิ่งที่มีจริง ตรงตามความเป็นจริง

~ทาน การให้ ย่อมเป็นสิ่งที่ผู้รับปลาบปลื้มใจ และจิตของผู้ให้ก็อ่อนโยน อ่อนโยนพอที่จะเสียสละวัตถุของตนเพื่อประโยชน์สุขของคนอื่นได้ เพราะฉะนั้นในขณะนั้นจิตก็มีความสบาย เพราะเหตุว่าไม่มีความตระหนี่ ได้ประโยชน์ทั้งจิตใจของตนเองก็อ่อนโยนและยังเบิกบานที่เห็นผู้รับมีความสุขได้สิ่งที่เป็นประโยชน์กับเขา เพราะฉะนั้น  โลกย่อมร่มเย็นต่อไปได้ด้วยทาน การให้

~กุศล ควรจะพร้อมทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ เพราะฉะนั้น เวลาที่จะพูดกับใคร ก็พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ แล้วพูดคำที่น่าฟัง มีการนึกถึงจิตใจของเขา และอนุเคราะห์เกื้อกูลเขาให้เขาเข้าใจในเหตุในผลได้ คือ ด้วยวาจาของเรา 

~ให้ความเข้าใจในพระธรรมวินัย เพื่อให้คนที่ไม่เข้าใจพ้นจากบาป.

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ... ครั้งที่ ๓๗๘




...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ 
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 25 พ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
มกร
มกร
วันที่ 25 พ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
panasda
วันที่ 25 พ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 25 พ.ย. 2561

กราบอนุโมทนากุศลจิตทุกขณะในการเกื้อกูลพระสัทธรรมเพื่อความเข้าใจถูกต้องตามเป็นจริงค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
peem
วันที่ 25 พ.ย. 2561

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
jaturong
วันที่ 26 พ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 26 พ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ