Print 
ผู้ที่จะทำฌาน 4 ให้บังเกิด ต้องเป็นติเหตุกบุคคลหรือเปล่าครับ
 
rawat16
rawat16
วันที่  13 ก.ค. 2561
หมายเลข  29902
อ่าน  228

ตัวอย่าง เช่นบุคคลฝึกกสิณ,อานาปานสติ นำมาเป็นอารมณ์

 


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 14 ก.ค. 2561 09:06 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

         ผู้ที่ปฏิสนธิจิตเป็นผลของกรรมที่ประกอบด้วยปัญญา    และปฏิสนธิจิตมีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วยนั้น   เป็นติเหตุกบุคคล    เพราะมีเหตุ ๓ คือ  มีอโลภเจตสิก   อโทสเจตสิก   และปัญญา(อโมห)เจตสิกเกิดร่วมด้วย บุคคลนั้นเมื่อได้ฟังพระธรรมก็สามารถพิจารณาเข้าใจพระธรรม    และสามารถอบรมเจริญปัญญาจนบรรลุฌานจิต  หรือ รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ๔ บรรลุมัคค์ ผล นิพพานเป็นพระอริยบุคคลในชาตินี้ได้ตามควรแก่การสะสมของเหตุปัจจัย ดังนั้นผู้ที่จะได้ฌาน จะต้องเกิดมาด้วยติเหตุกบุคคล  ถ้าเป็นทวิเหตุกบุคคล หรือ อเหตุกบุคคล ไม่สามารถได้ฌาน และ บรรลุธรรมได้เลย ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
rawat16
rawat16
วันที่ 14 ก.ค. 2561 11:39 น.

ขอบคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 14 ก.ค. 2561 16:44 น.

ชาตินี้เป็นชาติประเสริฐที่ได้ฟังธรรม  ได้อบรมปัญญาแม้ว่าปฏิสนธิไม่ได้เป็นติเหตุกบุคคล  แต่สะสมปัญญาต่อๆไปในภพหน้า เมื่อเหตุพร้อมก็ปฏิสนธิเป็นติเหตุกบุคคล และได้บรรลุ  มรรค ผล นิพพาน ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 14 ก.ค. 2561 16:57 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ข้อความบางตอนจากคำบรรยายของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

"บุคคลที่เกิดพร้อมกับปัญญาเจตสิก คือ เป็นผู้ที่มหาวิบาก เป็นผลของมหากุศลทำกิจปฏิสนธิ เกิดพร้อมกับเหตุทั้ง ๓ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ เป็นผู้ที่เมื่ออบรมเจริญปัญญาแล้ว สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ ซึ่งทุกคนไม่มีใครจะทราบได้ เกิดมาแล้ว แล้วก็ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าปฏิสนธิจิตในชาตินี้ประกอบด้วยเหตุ ๒ เป็นทวิเหตุ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ หรือว่าประกอบด้วยเหตุ ๓ เป็นติเหตุกะ ประกอบด้วยอโลภเหตุ อโทสเหตุ
อโมหเหตุ แต่เมื่อเป็นผู้ที่สนใจฟังธรรม เป็นผู้ที่มีเหตุผล พิจารณาไตร่ตรองธรรม ก็เป็นผู้ที่รู้ได้ว่า เป็นผู้ที่มีปัญญาได้สะสมมา แต่การที่จะรู้แน่จริงๆ ก็คือผู้ที่ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นพระอริยบุคคล หรือผู้ที่อบรม เจริญสมถภาวนาถึงขั้นอัปปนาสมาธิ คือ ฌานจิต ต้องเป็นผู้ที่ปฏิสนธิจิตประกอบด้วยเหตุ ๓ คือ เป็นติเหตุกบุคคล แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่ปฏิสนธิเป็นติเหตุกบุคคล ทั้งหมดจะบรรลุถึงอัปปนาสมาธิหรือว่าจะรู้แจ้งอริยสัจธรรม แม้ว่าจะเป็นผู้ที่ปฏิสนธิจิตประกอบด้วยเหตุ ๓ แต่ก็ไม่แน่ว่า บุคคลนั้นจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ถ้าอบรมเจริญอินทรีย์ไม่แก่กล้าพอที่จะรู้แจ้งก็ไม่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้"

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
rawat16
rawat16
วันที่ 14 ก.ค. 2561 20:18 น.

ขอบคุณครับ _/\_

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
วิริยะ
วันที่ 16 ก.ค. 2561 08:11 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
kullawat
วันที่ 17 ก.ค. 2561 08:53 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
คุณจิต
คุณจิต
วันที่ 26 ก.ค. 2561 05:44 น.

สาธุ สาธุ สาธุกราบอนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ