พระธรรม เริ่มถูกเปิดเผยที่จังหวัดพิจิตร
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  5 ก.ค. 2561
หมายเลข  29881
อ่าน  2,119

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 

วันพฤหัสบดีที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๑ สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร โดยการนำของนายแพทย์วิวัฒน์ คำเพ็ญ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร ได้เรียนเชิญอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ เพื่อสนทนาธรรมกับข้าราชการและบุคลากรของสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร จำนวน ๓๐๐ คน ที่โรงแรมมีพรสวรรค์ จ. พิจิตร เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๒.๐๐น. โดยมีนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และร่วมฟังจนจบการสนทนา นับเป็นครั้งแรกของจังหวัดพิจิตรเลยทีเดียวที่มีการจัดให้มีกิจกรรมที่เป็นไปเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดียิ่งที่จะได้ฟังคำจริง สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกเท่าที่จะเป็นไปได้ และเป็นโอกาสดีที่สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ในจังหวัดใกล้เคียง คือ นครสรรค์ และพิษณุโลก หลายท่านได้เข้าร่วมกิจกรรมดีๆในครั้งนี้ด้วย บางครอบครัวมีบุตรธิดาทำงานในสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร ก็มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมดีๆในครั้งนี้ด้วย ทำให้เห็นเลยว่า พระธรรม ยิ่งเปิดเผย ยิ่งรุ่งเรือง เป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกสำหรับผู้ที่เห็นประโยชน์เห็นคุณค่าอย่างแท้จริง ที่จังหวัดพิจิตร ก็ได้เริ่มต้นแล้ว พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงได้ถูกเปิดเผยแล้ว ตลอด ๓ ชั่วโมงเต็ม ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ กล่าวธรรม สนทนาธรรม เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทำให้ได้ฟังสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล พิจารณาไตร่ตรอง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตรงตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกเป็นที่พึ่งต่อไป

ช่วงต่อจากนี้ไปเป็นช่วงประมวลสาระสำคัญจากการสนทนาธรรมในครั้งนี้ ขอให้ค่อยๆอ่านไปทีละท่อนๆ พิจารณาไตร่ตรองในความจริง ดังนี้

~เวลาก็มีไม่มาก แต่ว่าเรื่องที่จะสนทนาเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เพียงเราได้ยินคำว่า ธรรม เราคิดว่าเราเข้าใจ แต่ว่าตามความเป็นจริง ผู้ที่ตรัสคำนี้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงบำเพ็ญพระบารมี(คุณความดีที่จะทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส)จนกระทั่งได้ตรัสรู้สามารถที่จะดับกิเลสได้หมดสิ้นไม่มีใครเปรียบได้เลยในพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณและพระมหากรุณาคุณ ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษาเพื่อประโยชน์สำหรับคนที่ในสังสารวัฏฏ์ไม่เคยเข้าใจสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย

~ไม่ว่าวันไหนเดือนไหนปีไหนก็มีสิ่งที่ปรากฏ แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงที่ปรากฏทุกวัน พระองค์ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่ธรรมดาทุกวันที่เห็นได้ยิน ได้กลิ่น เป็นต้น ชีวิตก็ดำรงอยู่เพียงชั่วหนึ่งขณะจิต ถ้าขาดขณะหนึ่งขณะใดชีวิตก็ดำรงอยู่ไม่ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้สิ่งอื่น แต่ตรัสรู้สิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย

~แต่ละคำของสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ผู้ที่ได้ฟังเมื่อได้ฟังแล้วก็จะรู้ว่า สิ่งที่ได้ฟังไม่เหมือนที่เคยฟังจากคนอื่นมาก่อนเลย  เช่นคำว่า ธรรม คำนี้ทุกคนเหมือนจะไม่สนใจเพราะได้ยินบ่อยๆ แต่ถ้าถามว่า ธรรมคืออะไร คำตอบของแต่ละคนที่ไม่เคยฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก่อน ตอบไม่ถูกแน่นอน

~สามารถเข้าใจธรรมได้ในภาษาของตนๆ เช่น คำว่าธรรม คือสิ่งที่มีจริง, สิ่งที่มีจริง มีจริงทุกกาลสมัย ไม่เปลี่ยนเลย แม้ในขณะนี้ ก็มี เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าขณะนี้มีธรรมไหม จากการที่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง ถ้าไม่มีความจริงจะตรัสรู้อะไร สิ่งที่ทรงตรัสรู้แน่นอน ต้องมี และมีจริงๆด้วย  เช่น เห็น มีจริง เป็นธรรม เป็นต้น

~คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ล้าสมัย ประโยชน์ที่พระองค์ทรงมอบให้กับพุทธบริษัทก็คือ ความเข้าใจซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย จะให้อะไรใคร สมบัตินั้นสิ้นไปไม่ว่าจะเป็นเพชรนิลจินดาแก้วแหวนเงินทอง เสื้อผ้าอาหาร เป็นต้น ไม่ได้ดำรงอยู่เลย ต้องหมดสิ้นไปแน่  แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้คนซึ่งเข้าใจแล้ว (ความเข้าใจ)ไม่หมด เพราะเหตุว่า สะสมสืบต่อไปจนกระทั่งสามารถรู้ความจริงถึงความเป็นพระอริยบุคคลได้   จึงแสดงให้เห็นว่า ความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

~ชาวพุทธควรที่จะได้เข้าใจว่า พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ทรงแสดงเหตุและผลเพราะเหตุว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะเกิดขึ้น ไม่มีใครรู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าสิ่งนั้นต้องมีเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น อาศัยกันและกัน เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วก็ดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย, สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ดับแล้ว ไม่กลับมาอีก

~ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น แต่ประโยชน์ของการที่เกิดมาแล้วมีโอกาสที่จะได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ไม่ใช่เพียงแค่ฟังคำของพระองค์ แต่ว่าพระองค์ทรงแสดงธรรมให้เป็นความเข้าใจของผู้ฟัง เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สมบัติใดๆ เพราะเหตุว่า ความเข้าใจอย่างเดี๋ยวนี้ เงินทองซื้อไม่ได้ จะเอาเงินทองสักเท่าไหร่ไปซื้อ ก็ซื้อความรู้ความเข้าใจ เป็นไปไม่ได้เลย แต่ต้องอาศัยการฟังและการไตร่ตรอง เพราะฉะนั้น ถ้ามีการได้ยินได้ฟังธรรมและเข้าใจ เห็นประโยชน์ ความเข้าใจก็จะสะสมสืบต่อไป

~ธรรม คือ สิ่งที่มีจริง แบ่งเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือสิ่งที่เกิดแล้วไม่รู้อะไร เป็นรูปธรรม และสิ่งที่เกิดแล้วเป็นสภาพรู้ คือ นามธรรม

~ที่กล่าวว่าเป็นคน ก็เพราะมีสภาพรู้ คิอ จิต(สภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์) และ เจตสิก(สภาพธรรมที่เกิดประกอบพร้อมกับจิต) และมีสภาพที่ไม่รู้อะไร คือ รูปตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ด้วย ทั้งหมด เป็นธรรม

~หาธรรมเจอหรือยัง?  ทุกหนทุกแห่ง อะไรที่มีจริง สิ่งนั้นเป็นธรรมทั้งหมด ต่างกันเป็นรูปธรรมและนามธรรม

~จะหวั่นไหวไหม ถ้าเป็นสิ่งที่ดีที่ได้กระทำแล้ว เพราะเหตุว่าต้องนำผลที่ดีมาให้ ถ้าไม่ชอบสิ่งที่ไม่ดี ก็จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะรู้ว่า สิ่งที่ไม่ดีเท่านั้นที่จะนำผลที่ไม่ดีมาให้

~ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็หลงว่าเป็นเราตั้งแต่เกิดจนตาย  (เพราะแท้ที่จริงแล้วมีแต่ธรรมเท่านั้น)

~จะเป็นคนนี้ได้ชาตินี้ชาติเดียว ก่อนเป็นคนนี้เป็นใครมาจากไหน(ไม่สามารถรู้ได้) และจากโลกนี้ไปแล้ว หมายความว่าสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ ก็จะกลับมาเป็นบุคคลนี้อีกไม่ได้เลย 

~ค่อยๆเผาความไม่รู้ให้ค่อยๆหมดไป ด้วยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอานุภาพของพระธรรมที่ทำให้เกิดความเข้าใจ จากความไม่รู้มานานแสนนานในความมืดสนิท เป็นความเข้าใจขึ้นในสิ่งที่มี แม้เพียงรู้ว่าธรรม เป็นอนัตตา นี้ก็เป็นความเข้าใจถูกในเบื้องต้นแล้ว

~ความชั่วนี้เยอะมาก ความไม่รู้ก็มาก แล้วจะเอาอะไรมาละ ก็ต้องเป็นความรู้และสภาพธรรมที่ดีงาม เท่านั้น ที่จะละได้

~พอเห็นใครทำไม่ดี ธรรมต่างหากที่สะสมมาที่เป็นอย่างนั้น และเขาจะต้องได้รับผลที่ไม่ดีด้วย จะเมตตาไหม จะเห็นใจไหม จะพยายามให้เขาเป็นคนดีไหม? นี่ก็คือแต่ละหนึ่ง ซึ่งความดีความเข้าใจทั้งหมดมาจากความเข้าใจธรรมยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมแล้วก็เริ่มเข้าใจ จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และรู้ด้วยว่าจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต่อเมื่อเข้าใจคำของพระองค์เท่านั้น ไม่ใช่ไปทำในสิ่งที่เราไม่รู้หรือพูดคำที่เราไม่เข้าใจ 

~การสะสมความรู้ความเข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อย ต่อไปก็จะเห็นคุณค่าของพระธรรมมากขึ้น

~ถ้าผู้ใหญ่ไม่รู้ไม่เข้าใจธรรม ใครจะสอนเด็ก ก็คนไม่รู้สอนเด็ก เพราะฉะนั้น ที่สำคัญ ผู้ใหญ่ต้องรู้ด้วย มุ่งหน้าแต่จะให้เด็กรู้ แต่ผู้ใหญ่ไม่รู้ เด็กก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาทุกปัญหาต้องเข้าใจเหตุ ถ้าไม่เข้าใจเหตุ ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาใดๆได้เลย แม้แต่การที่จะให้เด็กรู้ธรรม ถ้าผู้ใหญ่ไม่รู้ ก็จะให้เด็กรู้ไม่ได้

~ตราบใดที่ไม่ละเอียด และไม่ตรง จะเข้าใจธรรมผิด

~คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง สิ่งใดเป็นเหตุ สิ่งใดเป็นผล เพราะฉะนั้น คนที่ไม่เข้าใจความจริง ก็คิดไปต่างๆนานา แต่คนที่สะสมมาที่จะมั่นคงในเหตุและผล ก็ไม่เชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นเหตุไม่เป็นผล

~ความจริง เป็นสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ ถ้าเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแล้วมั่นคงก็จะไม่เปลี่ยนความจริงเพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจว่า ลบหลู่คืออะไร? คำพูดทุกคำต้องรู้ว่าคืออะไร ลบหลู่ คือ ลบล้างคุณความดีของคนที่มีความดี นั้นคือการลบหลู่ แต่ถ้าสิ่งนั้นผิด จะให้ถูกหรือ? สิ่งผิดก็ต้องผิด ไม่ได้ไปลบหลู่อะไร แต่พูดความจริง, สิ่งที่ผิดแล้วกล่าวว่าถูก คนนั้นไม่ตรง พูดไม่จริง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผิดก็ต้องผิด สิ่งที่ถูกก็ต้องถูก, การกล่าวให้รู้ความจริงว่า อะไรเป็นสิ่งผิด ลบหลู่หรือ? ในเมื่อ ผิดก็ต้องผิด

~ถ้าใครก็ตามมีคุณความดีแล้วเรากล่าวร้ายให้คุณความดีของผู้นั้นหมดไปนั่นคือลบหลู่  แต่สิ่งที่ไม่ถูก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอกุศลธรรมหรือเปล่า? เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ตามความเป็นจริง เพื่อประโยชน์ คือ ความเข้าใจที่ถูกต้อง

~เวลากรรมจะให้ผล ใครช่วยได้ 

~สิ่งอื่น คนอื่นยังขโมยไปได้ ลักไปได้ แต่ความเข้าใจที่เข้าใจแล้ว ใครๆ ก็ลักไปไม่ได้ เพราะเป็นสมบัติของคนนั้น คือ เป็นสมบัติของผู้ที่เข้าใจ

   
~เราหลงติดข้องในสิ่งที่ไม่มี เพราะจากไม่มี แล้วมีแล้วก็หามีไม่ หายไปเลย ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น เราติดข้องในสิ่งที่ไม่มี เพียงเกิดขึ้นมีปรากฏให้ติดข้องนิดเดียวเล็กน้อยมากแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย โง่หรือฉลาดที่ติดข้องในสิ่งที่ไม่มี?

~จะนับถือใคร? จะนับถือคนที่ให้เข้าใจ หรือ คนที่ไม่ให้เข้าใจ เพียงแต่ให้จำชื่อธรรม ให้พูดชื่อธรรมโดยที่ไม่รู้อะไรเลย

~จริงๆแล้ว พบเพื่อไม่พบ ถูกต้องไหม? เดี๋ยวก็ไม่พบแล้ว ทุกอย่างเป็นความจริง 

~ไม่ว่าจะเรียนวิชาอะไร ครั้งเดียวไม่พอ เพราะฉะนั้น ธรรมก็เช่นเดียวกัน ฟังครั้งเดียวไม่พอ ต้องฟังแล้วฟังอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถจะเข้าใจได้ ไม่ใช่เข้าใจไม่ได้ แต่ไม่ใช่การท่องการจำชื่อ

~ตลอด ๔๕ พรรษา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมยิ่งกว่าใครในวันหนึ่งๆ ทรงมีพระมหากรุณายิ่งกว่าใคร แล้วเราฟังธรรมวันละกี่ครั้งหรือไม่ได้ฟังเลย?  เพียงแค่ได้ฟังก็พอที่จะเข้าใจได้ แล้วก็เข้าใจขึ้น เมื่อเข้าใจแล้วก็จะละความไม่รู้ ละความติดข้องซึ่งเป็นเหตุทำให้จิตไม่ดีและอกุศลธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นกระทำทุจริตกรรมซึ่งเป็นเหตุที่คนอื่นจะไม่ได้รับผลเลย นอกจากผู้กระทำกรรมนั้นนั่นเองที่จะได้รับผล

~คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเท่านั้น ที่จะทำให้รู้ว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง อะไรถูก อะไรผิด, ถ้าผิดแล้วยังคิดว่าถูก สมควรไหม? ก็ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~สิ่งที่เป็นความจริง ถูกต้อง ควรที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจหรือไม่ เป็นประโยชน์หรือไม่ เป็นผู้ที่หวังดีหรือไม่

~มิตร คือ ผู้ที่หวังดี ไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่คนที่หวังร้าย แต่ว่ามีความหวังดีที่จะช่วยเหลือ ทำประโยชน์เกื้อกูลพร้อมที่จะช่วยเหลือ นั่นคือมิตร อย่างเด็กที่ติดอยู่ในถ้ำ ทุกคนมีเมตตาโดยไม่ต้องไปนั่งท่องเลย พฤติกรรมทั้งหลายที่เราเห็น เป็นความหวังดีของแต่ละคนใกล้หรือไกลทั้งหมด, เมตตาจริงๆกับท่องเมตตาเหมือนกันหรือเปล่า ลองคิดดู มีคนหนึ่งอยากมีเมตตามากเลย อยู่ในห้องมืดๆ มุมหนึ่ง นั่งท่องเมตตาตั้งนาน พอออกมาก็โกรธ แล้วอย่างไร ท่องทำไม? แต่ถ้ามีเมตตา แม้ไม่ต้องเรียกชื่อเลย อย่างชาวบ้านที่ปรุงอาหารให้คนที่เข้าไปช่วยเด็กที่ติดอยู่ในถ้ำ นั่นแหละเมตตาจริงๆ เป็นมิตรจริงๆ หวังดีจริงๆ ทำแล้วด้วย ด้วยใจ ไม่ต้องนั่งท่องเลย

~เพียงแค่ช่วยคนอื่น ขณะนั้นถ้าไม่เมตตา ก็ช่วยไม่ได้เลย  แต่ความเป็นมิตร แม้เป็นคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก เราก็สามารถสงเคราะห์ช่วยเหลือได้  เพราะขณะนั้น ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมซึ่งเป็นโสภณเจตสิก คือ เจตสิกฝ่ายดีเกิดขึ้น เป็นสภาพธรรมที่เป็นอโทสะ คือ ไม่โกรธ ไม่หวังร้าย, ถ้าโกรธ จะช่วยไหม ไม่มีทางเลย แต่ถ้าเมตตาเมื่อไหร่ ก็ทำสิ่งที่ดีเมื่อนั้น.


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 5 ก.ค. 2561 19:11 น.

กราบเท้าท่านอาจารย์
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของ อ.คำปั่นด้วยครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ปลากริม
ปลากริม
วันที่ 5 ก.ค. 2561 19:15 น.

กราบอนุโมทนาด้วยความเคารพครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Fongchan
Fongchan
วันที่ 5 ก.ค. 2561 19:22 น.

คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง สิ่งใดเป็นเหตุ สิ่งใดเป็นผล เพราะฉะนั้น คนที่ไม่เข้าใจความจริง ก็คิดไปต่างๆนานา แต่คนที่สะสมมาที่จะมั่นคงในเหตุและผล ก็ไม่เชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นเหตุไม่เป็นผล

กราบแทบเท้าท่านอาจารย์สุจินต์ที่เคารพอย่างสูง

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
Fongchan
Fongchan
วันที่ 5 ก.ค. 2561 19:25 น.

กราบอนุโมทนา...นายแพทย์วิวัฒน์ คำเพ็ญ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร ที่ได้เรียนเชิญอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ เพื่อสนทนาธรรมกับข้าราชการและบุคลากรของสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร จำนวน ๓๐๐ คน ที่โรงแรมมีพรสวรรค์ จ. พิจิตร มาณ ที่นี้ด้วยค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
panasda
วันที่ 5 ก.ค. 2561 20:12 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
peem
วันที่ 5 ก.ค. 2561 20:40 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
แต้ม
แต้ม
วันที่ 5 ก.ค. 2561 21:38 น.

ถ้าผู้นำมีการจัดสนทนาธรรมแบบนี้ก็คงจะดีไม่น้อย  แต่ผู้นำหรือผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่  ก็จะให้ไปนั่งสมาธิ  สวดมนต์ภาวนา  เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า  แล้วก็บอกว่านี่ คือ การปฏิบัติธรรม  แต่ไม่เข้าใจหรือรู้อะไรเลยว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร  โดยเฉพาะในวงการศึกษานิยมมากให้ไปปฏิบัติธรรมตามวัด หรือสำนักปฏิบัติธรรม  ในโรงเรียนจะมีคาบสวดมนต์  ก็จะใช้คาบนี้ สวดมนต์นั่งสมาธิ  เป็นส่วนใหญ่  ผมเคยสนทนาธรรมกับนักเรียนโดยใช้คาบสวดมนต์ หนึ่งภาคเรียน  ก็มีอันต้องเลิกไป เพราะนโยบายผู้บริหารต้องการให้พระมาดูแลเรื่อง สวดมนต์ มากกว่า  ผมเลยกลายเป็นแกะดำไป  ผมจึงเข้าใจธรรมยิ่งขึ้น ว่า มันเป็นอนัตตาจริงๆ ขออนุโมทนากับทุกท่านที่ไปเข้าร่วมสนทนาธรรมด้วย

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
abhirak
abhirak
วันที่ 5 ก.ค. 2561 21:59 น.

ยิ่งอ่านพิจารณาไปทีละคำ ทีละบรรทัด ก็ซาบซึ้งพร้อมๆกับเกิดโลภะขึ้นว่าอยากไปอยู่ตรงนั้นด้วยจริงๆครับ ผู้ใดกล่าวคำจริง คำนั้นคือพระธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสิ้น

กราบอนุโมทนาในกุศลทั้งปวงของผู้มีส่วนร่วมในการจัดงานทุกๆท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
Phaiboon
Phaiboon
วันที่ 6 ก.ค. 2561 02:16 น.

ธรรม เตชะ กรรมและผลของกรรม มีจริง ผู้แสดงธรรมตามจริงย่อมได้รับสรรเสริญจากผู้รู้ธรรมกราบเท้าท่านอาจารย่และอนุโมทนาคุณ  คุณคำป้่น.

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
pulit
pulit
วันที่ 6 ก.ค. 2561 02:52 น.

       กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง                                            กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนา อ.คำปั่น อักษรวิลัย                                                           และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
วิริยะ
วันที่ 6 ก.ค. 2561 09:26 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
rrebs10576
วันที่ 6 ก.ค. 2561 18:13 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
thilda
thilda
วันที่ 7 ก.ค. 2561 00:01 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
มกร
มกร
วันที่ 7 ก.ค. 2561 16:47 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
Somporn.H
Somporn.H
วันที่ 7 ก.ค. 2561 21:43 น.

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์คำปั่น อักษรวิลัยและขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

ประโยชน์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบให้แก่พุทธบริษัทคือ ความเข้าใจซึ่งไม่เคยมีมาก่อน คำของพระองค์ไม่หมด เพราะสะสมสืบต่อไปจนกระทั่งสามารถรู้ความจริง ถึงความเป็นพระอริยบุคคลได้

   ความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ