Print 
พระภิกษุ กับ เงินและทอง
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  9 ก.พ. 2561
หมายเลข  29478
อ่าน  755

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ประมวลสาระสำคัญของการสนทนาพิเศษ
เรื่อ "พระภิกษุ กับ เงินและทอง"
ที่บ้านคุณทักษพล -คุณจริยา เจียมวิจิตร
วันศุกร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
---------------------------
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ ๙๔๐
ภิกษุใด รับ ก็ดี ให้รับ ก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือ ยินดีทอง เงิน
อันเขาเก็บไว้ให้   เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.


(ภาพขณะสนทนา)
(ทีมงานอาสาสมัครที่บันทึกวีดีโอการสนทนาในครั้งนี้)

~ไม่ว่าใคร ก็มีอัธยาศัยที่ต่างกัน แต่ละหนึ่ง แต่ผู้ที่จะสละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต ก็ตามอัธยาศัยที่สะสมมา เพราะเหตุว่า การรู้แจ้งอริยสัจจธรรม นั้น คนธรรมดา(คฤหัสถ์)ได้ฟังธรรม เข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น ปัญญาสามารถเจริญจนถึงความเป็นพระอริยบุคคลได้ โดยไม่ต้องบวชเป็นเพศภิกษุก็ได้ เพราะฉะนั้น เพศภิกษุ สูงกว่าเพศคฤหัสถ์

~คนที่ไม่ศึกษาธรรมเลย ชื่อว่า ยังไม่เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยินแต่ชื่อ แต่ไม่รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นใคร แต่ว่าคนที่จะเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างที่พระองค์ตรัสว่า ผู้ใด เห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา  ก็ต้องรู้ว่า คำแต่ละคำของพระองค์ คือ เดี๋ยวนี้ (แสดงถึงสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง) ที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง

~ผู้ที่จะเห็นภัยถึงกับสละชีวิตของคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาและรู้ด้วยว่าการขัดเกลากิเลสในเพศคฤหัสถ์ ก็ทำได้ แต่เมื่อมีอัธยาศัยต่างกัน ผู้ที่เป็นคฤหัสถ์แล้วเห็นอัธยาศัยของตนเองที่สามารถจะสละเพศคฤหัสถ์ได้ จึงบวชเป็นภิกษุเพื่อที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต  ต้องไม่ลืมว่า บวชเพื่อขัดเกลากิเลส ด้วยปัญญาที่เห็นภัยในสังสารวัฏฏ์ จึงเป็นภิกษุในธรรมวินัย

~เห็นโทษของกิเลส เห็นภัยของสังสารวัฏฏ์และรู้ว่ามีหนทางเดียวที่จะพ้นภัยจากสังสารวัฏฏ์ คือ มีความเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมี มิฉะนั้น ก็ไม่ใช่จุดประสงค์ของการที่จะบวช

~ก่อนฟังธรรม เราก็มีภาระมากมายหลายอย่าง แล้วก็เห็นว่าสำคัญทั้งนั้นเลย มีครอบครัวมีลูกหลาน  ส่งลูกหลานไปโรงเรียน ทำอะไรทุกอย่าง  แต่พอได้ฟังพระธรรมตามอัธยาศัยของแต่ละบุคคล  บางคนก็เข้าใจ เห็นประโยชน์ ก็ยังมีภารกิจต่างๆเหมือนเดิม แต่ว่าเห็นคุณเห็นประโยชน์ของพระธรรม เพราะฉะนั้น เวลาที่เป็นเวลาของอย่างอื่นที่เคยทำ ก็มีเวลาของการฟังพระธรรมเพิ่มขึ้น นี่คือ ชีวิตจริง ยังไม่ได้ทิ้งไปหมดเลย แต่การที่เห็นคุณค่าของพระธรรมก็มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ควรที่จะได้ฟังพระธรรม ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ใครจะเข้าใจธรรมได้  ไม่มีทางที่จะคิดได้เอง ด้วยเหตุนี้ บุคคลนั้น ก็ค่อยๆห่างจากการที่ไม่ได้ฟังเลย เป็นได้ฟัง พอฟังแล้วเห็นประโยชน์ บางคนก็ฟังเพิ่ม ตั้งแต่เช้า กลางวัน บ่าย ค่ำ ประโยชน์ก็เพิ่มขึ้นตามที่เห็นความสำคัญ, บางคน มีครอบครัว หรือมีญาติพี่น้อง แต่ก็มีเวลาที่จะฟังพระธรรม เพราะฉะนั้น  ก็เห็นกำลังของปัญญา เห็นกำลังของประโยชน์สูงสุด ที่ว่า ถ้ามีโอกาสได้ฟังพระธรรม ได้เข้าใจ    ก็จะเห็นว่าอย่างอื่นไม่สำคัญเท่า

~กิจอื่นใดๆ ไม่ว่ากิจไหน ของใครทั้งสิ้น ไม่มีประโยชน์คุ้มค่าเท่ากับการได้เข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น

~ขัดเกลากิเลสเองไม่ได้   ต้องได้ฟังพระธรรม

~คฤหัสถ์ฟังธรรม คฤหัสถ์รู้แจ้งอริยสัจจจธรรมได้ โดยไม่บวช แต่ว่าคฤหัสถ์ก็ยังติดข้อง ยังไม่ได้สละ แต่ถ้าได้สละชีวิตของคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิตเป็นภิกษุแล้วจะกลับมาเป็นเหมือนอย่างคฤหัสถ์ไม่ได้  สละทรัพย์สินเงินทองทั้งหมด เป็นพระภิกษุแล้ว จะกลับมารับทรัพย์สินเงินทองใดๆ ไม่ได้

~พระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบัญญัติสิกขาบทด้วยพระองค์เองแต่ละข้อ ใครจะเปลี่ยนได้ เพราะอะไร แม้เพียงคิดจะเปลี่ยนพระธรรมวินัย บุคคลคนนั้น เป็นใคร เพราะพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีผู้ใดเปรียบได้เลยในสากลจักรวาล  สิ่งใดที่ตรัสแล้ว เปลี่ยนไม่ได้  เพราะถ้าไม่เห็นประโยชน์จริงๆ ถูกต้อง ละเอียด ลึกซึ้ง   จะตรัสไว้หรือ

~พระภิกษุ ไม่ได้ไปศึกษาอย่างอื่น ไม่ได้ไปทำกิจอื่นใดทั้งสิ้น นอกจากศึกษาพระธรรมวินัยเพื่อขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ประเสริฐที่สุด  กิจอื่นจะประเสริฐหรือ

~คฤหัสถ์ มีเงิน มีอาชีพต่างๆ หาเงินทอง ทำอะไรก็ได้ แม้แต่จะทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา การถวายอาหารบิณฑบาต ถวายสิ่งที่เหมาะควรแก่เพศบรรพชิต เพื่อให้ท่านดำรงชีวิตอยู่ เพื่อศึกษาพระธรรมขัดเกลา นั่น เป็นกิจของคฤหัสถ์ ที่สามารถกระทำได้

~ต้องให้เข้าใจตั้งแต่ต้นว่า บวชทำไม บวชเพื่ออะไร เพราะว่า ไม่บวช ก็ศึกษาธรรมได้ แต่ว่าถ้าบวชแล้ว ต้องสละ(ชีวิตของความเป็นคฤหัสถ์ทุกอย่าง) แล้วก็ต้องสละไปตลอดในระหว่างที่เป็นพระภิกษุ  ถ้าต้องการเงินทองเมื่อไหร่ ก็ลาสิกขาบาบท มาเป็นคฤหัสถ์  มีชีวิตอย่างคฤหัสถ์และสามารถศึกษาพระธรรมได้

~ถึงแม้จะมีทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาล ก็ยังเป็นทุกข์ แสดงว่า ทุกข์ เพราะติดข้อง

~ถ้าสามารถละความติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่างได้ ผู้นั้น จะไม่มีความทุกข์เลย  แต่ตราบใดที่ยังมีความติดข้อง ไม่ว่าจะในอะไรทั้งสิ้น ก็ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์

~ถ้าต้องการเงิน หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าต้องการ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ที่น่าพอใจ  ทั้งวัน  แสวงหาเพียงเท่านี้ แต่นำมาซึ่งทุกข์โทษภัย โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า หาใช่ของเขาไม่ (เพราะเป็นเพียงสิ่งที่เกิดปรากฏแล้วก็หมดไป)

~ก่อนจากโลกนี้ไป  มีทรัพย์สมบัติมากมาย  เพียงแค่จากโลกนี้ไปทันที ยังเป็นทรัพย์สมบัติของเขาหรือเปล่า?    ก็ไม่ใช่เลย

~บวชทำไม? ถ้าบวชโดยไม่สามารถที่จะประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยได้ ก็คือ ไม่ได้มุ่งที่จะเข้าใจธรรมเพื่อขัดเกลากิเลส เพราะฉะนั้น พระภิกษุ ก็คือ ผู้ที่มีอัธยาศัยสามารถสละเพศคฤหัสถ์ หมายถึง สละทุกอย่างหมดที่เคยเป็น เหมือนตายแล้วจากคฤหัสถ์ เป็นผู้เกิดใหม่ด้วยศีลที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ให้ประพฤติปฏิบัติตามด้วยความเคารพ ด้วยความมุ่งที่จะขัดเกลากิเลส

~การเป็นภิกษุ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาธรรม ต้องมีความเข้าใจถูกต้องในธรรมที่ละเอียดอย่างยิ่ง และความเข้าใจธรรมที่ลึกซึ้ง นั่นแหละ จะขัดเกลากิเลส   ถ้าไม่เข้าใจธรรม ไม่มีอะไรจะขัดเกลากิเลสได้ เพราะฉะนั้น จะเป็นภิกษุโดยไม่เข้าใจธรรมและไม่ขัดเกลากิเลส ประพฤติล่วงสิกขาบท ย่อมเป็นโทษแก่ภิกษุนั้นอย่างยิ่ง เป็นโทษที่ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่ศึกษาให้รอบคอบ ที่กล่าวธรรมผิด แล้วยังรับเงินรับทอง  ไม่เคารพในสิกขาบทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติด้วยพระมหากรุณา  ย่อมเป็นโทษอย่างยิ่ง  ถ้าไม่ปลงอาบัติ ไม่สำนึก  ตายไปในขณะที่เป็นภิกษุ  ก็ไปสู่อบายภูมิ

~พระพุทธศาสนา ขณะนี้ ก็รุ่งริ่ง ไม่ใช่รุ่งเรือง แล้วเราจะปล่อยให้รุ่งริ่งต่อไป หรือ จะช่วยกันให้มีผู้ที่เข้าใจพระธรรมวินัยเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะดำรงรักษาพระพุทธศาสนา

~ขอทาน เขาแสดงเพศชัดเจนว่าเขาเป็นขอทาน  ให้เขา เป็นบุญไหม เพราะมีจิตที่จะอนุเคราะห์ เพราะเขาเป็นคนตรง แสดงชัดเจนว่าเขาเป็นผู้ขอ เขายากไร้ แต่การเอาเงินไปให้แก่ผู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า เป็นโทษอย่างยิ่ง แล้วเอาเงินไปส่งเสริมเพื่อให้เป็นโทษ  จะเป็นบุญไหม?   (เพราะเหตุว่า ภิกษุในธรรมวินัย  รับเงินทอง ไม่ได้)

~ถ้าจะกล่าวความจริงให้ผู้อื่นเข้าใจอย่างถูกต้อง ก็ต้องกล่าวว่า พระภิกษุในธรรมวินัย ไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง

~คนที่มีเงินและทอง คิดถึงเรื่องเงินทองใช่ไหม? ใช่  เพราะฉะนั้น ถ้าภิกษุมีเงินทอง จะไม่คิดเรื่องเงินทองหรือ เพราะฉะนั้น จะมีโอกาสที่จะได้ศึกษาพระธรรมวินัยขัดเกลากิเลสได้หรือ ในเมื่อทั้งวัน เป็นเรื่องของเงินทอง  เมื่อมีเงินทอง ก็ต้องคิดเรื่องเงินทอง,  พระภิกษุในธรรมวินัย สละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต  จะกลับไปรับเงินทองได้อย่างไร?



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 9 ก.พ. 2561 21:08 น.

   ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิต ของ อ.คำปั่น ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
panasda
วันที่ 9 ก.พ. 2561 21:15 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
sasha
sasha
วันที่ 9 ก.พ. 2561 21:20 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 10 ก.พ. 2561 07:35 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
peem
วันที่ 11 ก.พ. 2561 12:54 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
thilda
thilda
วันที่ 11 ก.พ. 2561 23:12 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ