๕ มาสกคือเงินไทยเท่าไรครับ
 
Sopana
Sopana
วันที่  28 ส.ค. 2560
หมายเลข  29104
อ่าน  1,418

ได้ยินมา 300 บ้าง มากกว่านี้บ้าง น้อยกว่านี้บ้าง ซึ่ง 300 บาทนี้ ในนานาวินิจฉัยของพระมหาภาคภูมิได้วินิจฉัยว่าเป็นเงิน 300 บาท ในอริยะวินัยก็บอกว่าไห้เอาทอง 1 ส่วน เงิน 1 ส่วน ทองเเดง 2 ส่วนมาตีราคา ขอเรียนท่านวินัยธรอนุเคราะห์เรื่องนี้ด้วยครับ


  ความคิดเห็น 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 29 ส.ค. 2560

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

  สิกขาบทปาราชิกที่ ๒  ภิกษุถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นด้วยอาการแห่งขโมย ด้วยมูลค่าของทรัพย์ ๕ มาสก   จึงเป็นที่ตั้งของอาบัติปาราชิก   ถ้าต่ำกว่านั้นไม่ถึงอาบัติปาราชิก แต่เป็นอาบัติรองลงมา คือ  อาบัติถุลลัจจัย  และทุกกฏ  การกำหนดโทษที่หนัก  คือ  ขาดจากความเป็นพระภิกษุ (ปาราชิก)  ต้องมีมูลค่าสูง

คือ  ยุคนั้น ทางบ้านเมืองกำหนดโทษของผู้ที่ขโมยของผู้อื่น  สิ่งของนั้นจะต้องมีมูลค่า ๕ มาสกขึ้นไป  สำหรับทางธรรมก็เช่นกัน  จะต้องโทษหนัก  วัตถุที่ขโมยต้องมีมูลค่า ๕ มาสก  จึงเป็นวัตถุแห่งปาราชิก  สำหรับการเทียบราคาในปัจจุบัน  มีการวินิจฉัยที่แตกต่างกันตามยุคสมัย   แต่ที่ถือเป็นมาตรฐานทุกยุค  คือ  น้ำหนักทองคำกับข้าวเปลือก ๒๐ เมล็ด  คือ เอาข้าวเปลือก ๒๐ เมล็ดมาชั่ง  ได้น้ำหนักเท่าไหร่  น้ำหนักทองคำเท่านั้นตีเป็นเงินออกมา

  ในพระวินัยปิฎก อทินนาทานสิกขาบท ทรงปรับอาบัติปาราชิก แก่พระภิกษุที่ขโมยสิ่งของมูลค่า ตั้งแต่  5 มาสกขึ้นไป  ซึ่งคำว่า 5 มาสกในยุดนั้น มีมูลค่าเท่าไหร่ ก็เป็นปัญหาของพระวินัยธร ที่ยากจะวินิฉัยว่าเป็นเงินกี่บาทในยุคนี้  ซึ่งในอรรถกถาและฎีกา ท่านก็มีหลักเทียบดังนี้ มูลค่าทองคำ น้ำหนักเท่ากับ 20 เมล็ดข้าวเปลือก   ซึ่งมูลค่าของทองคำในแต่ละยุคย่อมเปลี่ยนไปตามราคาตลาดที่เขาซื้อขายกัน ณ  ( พ.ค. 57) ทองคำบริสุทธิ์ 99.99% ราคากรัมละ 1,306.666บาท  ข้าวเปลือก 20 เมล็ด มีน้ำหนัก 0.56 กรัม  ทองคำ0.56 กรัม มีมูลค่า 731.732  บาท ดังนั้นมูลค่าเงิน  5 มาสกในยุคนี้อันเป็นวัตถุแห่งอาบัติปาราชิก เป็นจำนวนเงิน 731.732 บาท การตีความดังกล่าวนี้อาศัยหลักของอรรถกถาและฎีกา ที่ท่านสืบทอดพระวินัยมาตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาลครับ

 
  ความคิดเห็น 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 29 ส.ค. 2560

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ถ้าเป็นบรรพชิตอันเป็นเพศที่สูงยิ่งกว่าเพศคฤหัสถ์แล้ว ยิ่งจะต้องขัดเกลายิ่งขึ้น ถ้าประพฤติผิด ลักทรัพย์เมื่อใด ต้องอาบัติเมื่อนั้น ตามราคาค่าวัตถุสิ่งของนั้น ถ้ามีราคาตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไป ต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที และเป็นการกระทำอกุศลกรรมบถ ด้วย เป็นโทษโดยส่วนเดียว เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง   การลักขโมย  แม้คฤหัสถ์ยังไม่ควรทำ  และนี่ยิ่งเป็นบรรพชิตแล้วก็ยิ่งจะต้องไม่ทำ  จะต้องสำรวมระวังรักษาสิกขาบทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ อย่างดียิ่ง  เห็นโทษของการล่วงละเมิดสิกขาบท อยู่ตลอด สำนึกว่าตนเองเป็นบรรพชิต ไม่ใช่คฤหัสถ์ ขัดเกลากิลเสตั้งแต่ตื่นจนหลับ

สำคัญที่สุด คือ การฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แล้วน้อมประพฤติในสิ่งที่พระองค์ทรงอนุญาต และไม่ประพฤติในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติว่าเป็นโทษ   ความเดือดร้อนใจในภายหลังที่เกิดขึ้น ก็เป็นเพราะไม่ได้คล้อยตามพระพุทธพจน์ ถ้าได้สำรวมตามสิกขาบทต่างๆ ที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ การต้องอาบัติน้อยใหญ่ ก็จะไม่เกิดขึ้น ก็จะไม่เป็นเหตุให้เดือดร้อนใจในภายหลัง

ถ้าไม่เห็นประโยชน์ของการบวชว่า บวชเพื่ออะไร ก็จะทำให้ละเลยถึงกิจที่ตนเองควรทำให้สมกับเพศที่สูงยิ่งกว่าคฤหัสถ์ คือ ละเลยในการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ให้เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด การประพฤติปฏิบัติก็ย่อมจะผิดไปด้วย ทำให้มีความย่อหย่อนในพระธรรมวินัย ต้องอาบัติด้วยความไม่ละอาย โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าเป็นโทษเป็นภัยอย่างไร เป็นไปตามการสะสมของแต่ละคนแต่ละท่านจริงๆ ตามความเป็นจริงแล้ว ความเป็นบรรพชิตเป็นเพศที่สูงยิ่ง ถ้ารักษาไม่ดี ก็ย่อมมีแต่จะทำให้เกิดโทษแก่ตนเองโดยส่วนเดียว คร่าไปสู่อบายภูมิได้เลยทีเดียว ถ้าเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์สูงสุดของการบวช ก็จะเป็นผู้ศึกษาพระธรรมและน้อมประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมด้วยความจริงใจ เพื่อขัดเกลากิเลสของตนเอง เป็นสำคัญ ครับ

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็น 3  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 29 ส.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ