ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย
 
nattawan
nattawan
วันที่  6 พ.ค. 2558
หมายเลข  26513
อ่าน  432

     คำว่า เหตุปัจจัย มีความหมายรวมถึงอะไรบ้างคะ ขอบคุญค่ะ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 6 พ.ค. 2558

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     เมื่อกล่าวถึง ปัจจัย แล้ว    มุ่งหมายถึงสิ่งที่อุปการะเกื้อกูลหรือเป็นเหตุให้ผลเกิดขึ้นเป็นไป   ซึ่งกว้างขวางมากถึง ๒๔  ปัจจัย         เหตุ  ก็เป็นปัจจัยหนึ่งในปัจจัยเหล่านั้นด้วย ที่เรียกว่า เหตุปัจจัย  ได้แก่ เจตสิก ๖ ประเภท คือ โลภะ โทสะ  โมหะ และอโลภะ  อโทสะ  อโมหะ    อันเป็นเหตุให้ผลธรรมเกิดขึ้นเป็นไป ได้แก่  จิต  และเจตสิกอื่น ๆ ที่เกิดร่วมกัน  ตลอดจนถึงรูปที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยนั้น ด้วย   

     แต่ถ้ากล่าวอย่างกว้าง ๆ  ว่า  สภาพธรรมเกิดเพราะเหตุปัจจัย      เหตุปัจจัยในที่นี้ก็เป็นการกล่าวโดยรวมให้เข้าใจว่า      สภาพธรรมไม่ได้เกิดขึ้นเองลอย ๆ  แต่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่าง ที่จะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลให้สภาพธรรมนั้น ๆ  เกิดขึ้นเป็นไป เช่น      ขณะที่เห็นเกิดขึ้น ก็ต้องอาศัยทั้งที่เกิดของจิตเห็น  ต้องมีเจตสิกธรรมเกิดร่วมด้วย   ต้องมีสีเป็นอารมณ์  ต้องมีกรรมที่ได้กระทำแล้วในอดีตให้ผลทำให้จิตเห็นเกิดขึ้นด้วย

      ข้อความบางตอนจากคำบรรยายของท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ดังนี้

            นามและรูปอาศัยกันเกิดขึ้นโดยปัจจัย 

        ท่านผู้ฟังจะเห็นได้ว่า สภาพธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  ตัวตน  และสภาพธรรม    ซึ่งเป็นปรมัตถธรรม  ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมบ้าง รูปธรรมบ้างเท่านั้น  แต่ว่าสภาพธรรมที่เกิดขึ้น    ไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมก็ตาม อาศัยกันและกันเกิดขึ้นโดยปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง        สภาพธรรมที่เกิดแล้วจะไม่เป็นปัจจัยให้สภาพธรรมอื่นเกิด  ไม่มี      และสภาพธรรมใดก็ตามซึ่งเกิดแล้ว   จะเกิดโดยปราศจากปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น ก็ไม่มี   

        เพราะฉะนั้น ทั้งนามธรรม และรูปธรรมเป็นสภาพธรรม ที่ต่างกันก็จริง แต่ว่าอาศัยกันและกันเกิดขึ้นเป็นไปโดยละเอียด   โดยสภาพของลักษณะของธรรมนั้น ๆ     ซึ่งถ้าศึกษาโดยละเอียด  ก็จะเห็นได้ว่า  ขณะจิตหนึ่ง ๆ ซึ่งเกิดขึ้น จะมีปัจจัยหลายประการที่ทำให้เกิดขึ้น เช่น  เหตุปัจจัย  ที่ได้เคยกล่าวถึงแล้ว ได้แก่เจตสิก ๖ ดวง  คือ

         - อกุศลเจตสิก  ๓  ที่เป็นเหตุ   ได้แก่   โลภเจตสิก    ๑   โทสเจตสิก   ๑   โมหเจตสิก  ๑

         -  โสภณเหตุ  ๓  คือ  อโลภเจตสิก  ๑   อโทสเจตสิก  ๑   อโมหเจตสิก  ๑ 

         ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะโลภะเท่านั้น   มีเจตสิกอื่นเป็นปัจจัยเกิดร่วมด้วย    นี่ก็แสดงให้เห็นว่า  โลภเจตสิกที่เกิดเป็นปัจจัยให้สภาพธรรมอื่นเกิดร่วมด้วย  คือเป็นปัจจัยที่ทำให้จิตเป็นโลภมูลจิตเกิด    และทำให้อกุศลเจตสิกอื่น ๆ   เกิดร่วมด้วยเช่น  ทำให้ความเห็นผิดเกิดร่วมด้วยก็ได้   ทิฏฐิเจตสิก    หรือ ทำให้ความสำคัญตน  คือ มานะ  เกิดร่วมด้วยก็ได้      นอกจากนั้น เวลาที่โลภเจตสิกเกิดกับโลภมูลจิตและเจตสิกอื่น ๆ  ซึ่งเป็นสัมปยุตตธรรมเกิดขึ้นพร้อมกันแล้ว ยังเป็นปัจจัยให้รูปเกิดขึ้นด้วย

        นี่ก็แสดงให้เห็นว่า      ทั้งนามธรรมและรูปธรรมซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปตามปกติในชีวิตประจำวันนี้    แต่ละขณะที่เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว   ถ้าได้ทราบถึงความละเอียดซึ่งสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดจะเกิดขึ้นโดยอาศัยสภาพธรรมใดเป็นปัจจัยแล้ว    จะทำให้เห็นความเป็นอนัตตาจริง ๆ  ซึ่งแม้จะเป็นสภาพธรรมที่เกิด – ดับอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังต้องอาศัยความละเอียดของปัจจัยหลายปัจจัย สภาพธรรมนั้นจึงจะเกิดขึ้นได้.

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 6 พ.ค. 2558

        ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นหนึ่ง ไม่เป็นสอง  หมายความว่าเป็นจริงอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้น เปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้         ธรรมไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น      เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย (สิ่งที่อุปการะเกื้อกูลให้สภาพธรรมหนึ่งๆเกิดขึ้นเป็นไป) จริง ๆ    ไม่มีใครสามารถบังคับให้ธรรมอะไรเกิดขึ้นได้เลย บังคับให้เห็นก็ไม่ได้  เพราะเห็นเกิดเพราะเหตุปัจจัยจัยหลายอย่าง เช่น มีกรรมเป็นปัจจัย มีที่อาศัยให้จิตเห็นเกิด มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เป็นต้น    แม้แต่ปัญญาเอง   ซึ่งเป็นสภาพธรรมฝ่ายดี ที่เข้าใจถูก เห็นถูกตามความเป็นจริง     ก็เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุปัจจัยเช่นเดียวกัน     ไม่ใช่ว่ามีตัวตน ที่จะไปบังคับให้ปัญญาเกิดได้    ต้องอาศัยเหตุหลายอย่างหลายประการด้วยกัน  ต้องมีศรัทธาที่จะฟัง ที่จะศึกษาเพราะเคยเห็นประโยชน์ของการได้เข้าใจความจริงมาแล้ว     จึงทำให้เป็นผู้ที่สนใจที่จะฟัง ที่จะศึกษาพระธรรม เพื่อความเข้าใจอย่างถูก ต้องตามความเป็นจริง จึงฟังจึงศึกษา เมื่อได้ฟัง ได้ศึกษา      ปัญญาย่อมจะเจริญ ขึ้นไปตามลำดับ โดยไม่มีตัวตนที่จะไปบังคับให้ปัญญาเกิดเลย แต่เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัยจริง ๆ ขอให้เข้าใจว่าไม่มีใครสร้าง ไม่มีใครเจริญ ไม่มีใครทำ มีแต่ธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปเท่านั้น      สำคัญที่ความเข้าใจถูกเห็นถูกจริง ๆ ว่าเป็น ธรรมที่มีจริง สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ   เกิดมา เพื่อสะสมความเข้าใจถูก และน้อมประพฤติในสิ่งที่ดีงามครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
peem
วันที่ 6 พ.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
nattawan
nattawan
วันที่ 6 พ.ค. 2558

     

ขอบคุณ และอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ms.pimpaka
ms.pimpaka
วันที่ 6 พ.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
tanrat
tanrat
วันที่ 7 พ.ค. 2558
กราบอนุโมทนาสาธุค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 7 พ.ค. 2558

ธรรมะทุกอย่างเกิดเพราะเหตุปัจจัย  ไม่มีอะไรที่เกิดโดยไม่มีเหตุปัจจัย   เช่น  ขณะที่เห็นสิ่งที่ไม่ดีเป็นอกุศลวิบาก  เป็นผลของกรรม     ได้ยินเสียงไม่ดีเป็นผลของกรรม   ตรงข้ามขณะที่เห็นสิ่งที่ดีเป็นกุศลวิบาก  ขณะที่ได้ยินเสียงที่ดีเป็นกุศลวิบาก  ไม่มีใครทำนอกจากกรรมที่เราทำเองทั้งดีและไม่ดี ค่ะ    

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 20 พ.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ