Print 
ช่วงประทับใจ (๓)...สนทนาธรรมที่โรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง เชียงใหม่ _ มกราคม ๒๕๕๘
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  29 ม.ค. 2558
หมายเลข  26115
อ่าน  971

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

   

     ขอย้อนกลับไปเมื่อวันแรกของการสนทนาธรรม ที่โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง เชียงใหม่ คือ วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๘        ในช่วงท้าย ๆ ของการสนทนา  ท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ได้อธิบายถึงความเป็นจริงของสภาพธรรม ที่เป็นปรมัตถธรรม  อันเป็นสิ่งที่มีจริงที่ใคร ๆ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ได้     ซึ่งเป็นพยัญชนะที่ผู้ศึกษาพระธรรมจะได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อย ๆ เพื่อไม่ประมาทในการศึกษาพระธรรมทีละคำ จึงขออนุญาตถอดคำสนทนาช่วงดังกล่าว ที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวไว้  เพื่ออ่านทบทวน เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนี้   

 

   

     ถ้าไม่มีอะไรเลยสักอย่างหนึ่งเกิดขึ้น จะมีโลกไหม ไม่มีอะไรเลย จะมีโลกไหม   มีได้ไหม? ไม่มีแน่นอน  แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น  มีโลกแล้ว  เพราะฉะนั้น  ถ้ามีสิ่งใด ๆ ที่มีปัจจัยให้เกิด สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็กำลังเกิดปรากฏ  ไปที่ไหนก็มี   นั่นก็คือ เมื่อมีสิ่งนั้นเกิดขึ้น จึงปรากฏว่ามีโลก  เพียงแค่คำเดียวยังต่อไปอีกหลาย ๆ คำ  เช่นคำว่า บัญญัติ  ภาษาบาลีก็เป็น ปญฺญตฺติ     แต่ก็ต้องรู้ว่ามาจากไหน  และก็คำนี้คืออะไร  ไม่ใช่เขาว่าบัญญัติก็บัญญัติ  ไม่ใช่เขาว่าปรมัตถ์ก็ปรมัตถ์         แต่คำว่า ปรมัตถ์ หมายความถึง สิ่งมีจริงซึ่งไม่มีใครสามารถทึ่จะเปลี่ยนแปลงได้      แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือใครทั้งสิ้นก็ไม่สามารถที่จะบันดาลได้ เพราะว่าสิ่งนั้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย  เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงโดยที่เราไม่ต้องเรียกชื่ออะไรเลย ไม่ต้องไปทำให้เกิดขึ้นด้วย   แต่ก็มีปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น      เป็นสภาพธรรมที่แข็ง  เป็นสภาพธรรมที่เป็นเสียง  เป็นสภาพธรรมที่เป็นกลิ่น  ทั้งหมดมีจริง  ไม่มีใครสามารถทำให้เกิดได้ นอกจากปัจจัยของสิ่งนั้นทำให้เกิดสิ่งนั้นขึ้น   และก็มีธาตุรู้ซึ่งไม่มีใครยับยั้งว่าธาตุรู้นี้อย่าเกิด  ไม่ต้องเกิดนะ  ไม่มีก็ไม่ได้     เพราะเหตุว่ามีแข็งซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ และก็มีธาตุหนึ่งอีกต่างหาก ที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแต่ต้องรู้   ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับเร็วที่สุดจะประมาณได้  เพราะเหตุว่า ขณะนี้ไม่มีใครเห็นสภาพธรรมเกิดดับเลย  แสดงว่าการเกิดดับสืบต่อจนไม่เห็นการเกิดดับสืบต่อ   สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามซึ่งเปลี่ยนแปลงเร็วมากเหมือนไม่ได้เปลี่ยนเลย    อย่างลูกข่างหมุนให้เร็วมาก  มองเห็นไหม   หรือว่าจุดธูปหนึ่งดอกแล้วก็แกว่งให้เป็นวงกลม     ทำไมเห็นเป็นวงกลมทั้งวง   แต่ว่าความจริงเพียงจุดเดียวที่ธูปที่มีไฟจุดขึ้น     แต่ว่าแกว่งเร็วๆ ก็เห็นเป็นวงกลมได้หรือว่าจะเป็นอะไรก็ได้แล้วแต่จะแกว่งไป    นั่นคือนิมิต     หมายความว่าสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อสุดที่จะประมาณได้     จนกระทั่งสามารถที่จะปรากฏเหมือนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด  เช่น  เห็นเป็นดอกไม้บ้าง   เห็นเป็นใบไม้บ้าง   เห็นเป็นโต๊ะบ้าง    เห็นเป็นเก้าอี้บ้าง   เป็นอะไรบ้าง     ก็ต้องมีสภาพธรรมเกิดดับสืบต่อ 

 

 

     เพราะฉะนั้น  อะไรก็ตามขณะนี้ที่ปรากฏ   เกิดก็ไม่รู้ ดับก็ไม่รู้  แต่ความจริงที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้   หมายความว่า   ทรงบำเพ็ญพระบารมีจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงที่คนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย     แต่ว่าคนอื่นสามารถที่จะฟังและค่อยๆ เข้าใจขึ้น  อบรมปัญญาจนกระทั่งเห็นความจริงทีละเล็กทีละน้อยจนสามารถที่จะรู้ความจริงขึ้น คือ อริยสัจจ์ ๔ ได้อย่างเช่นพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว และก็รู้ว่ารู้ได้ แต่ต้องอาศัยการฟัง  สาวก คือ ผู้ที่มิใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เมื่อฟังแล้วเข้าใจ       ปัญญาต่างหากที่สามารถเข้าใจความจริงนี้ได้        ไม่ใช่เราที่เป็นการยึดถือสภาพธรรมด้วยความไม่รู้ในความจริงจะไปรู้ความจริงได้   ด้วยเหตุนี้สภาพธรรมอย่างหนึ่ง คือ ความเห็นถูกความเข้าใจถูก  เมื่อมีการได้ยินได้ฟังแล้วก็ไตร่ตรองพิจารณาจนกระทั่งเข้าใจแต่ละคำ เช่นคำว่า  ปรมัตถธรรม   จิต  มี    เจตสิก  มี    รูป  มี   จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นทางตา จิตเห็น    ทางหู จิตได้ยิน   ทางจมูก  จิตได้กลิ่น   ทางลิ้น จิตลิ้มรส   ทางกาย จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส   แต่เจตสิกเป็นสภาพที่เกิดพร้อมจิต  แต่ว่ามีลักษณะต่างกัน   เช่น จำบ้าง  ชอบบ้าง    รู้สึกต่างๆ บ้าง   พวกนี้เป็นเจตสิก    ส่วนรูปไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น  แข็งก็แข็ง   เย็นก็เย็น   ร้อนก็ร้อน  แต่รู้อะไรไม่ได้ 

 

     ด้วยเหตุนี้  สภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรม     สิ่งที่มีจริงๆ มีลักษณะเฉพาะของตน ๆ   จึงมี ๔   คือ  จิต   ธาตุรู้ เป็นใหญ่เป็นประธาน ๑       เจตสิก ธาตุรู้ซึ่งเกิดกับจิตหลากหลายมากเป็น ๕๒ ประเภท ๑    และรูปซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยเป็นสภาพธรรมที่เกิดปรากฏเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป  ๑    แต่ก็มีธาตุหรือปรมัตถธรรมอีกหนึ่งซึ่งต่างจากจิต เจตสิก และรูป  ธาตุนั้นคือนิพพาน ๑  ยังไม่ต้องกล่าวถึงในขณะนี้ เพราะต้องรู้สิ่งที่มีจริงในขณะนี้ก่อน   เพราะว่านิพพานตรงกันข้ามกับสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ทั้งหมด  เพราะฉะนั้น ต่างกัน คือ ขณะนี้มีสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย   เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วก็ไม่รู้    ก็ยินดีติดข้องสิ่งนั้นเป็นธรรมดา  

     เกิดมาขณะแรก ยังไม่มีอะไรปรากฏเลยทั้งสิ้น  ไม่ว่าภพไหนภูมิไหนทั้งสิ้น จะอยู่ในครรภ์มารดาเป็นมนุษย์หรือว่าสัตว์อื่นที่เกิดในครรภ์ก็มี    แล้วแต่จะเป็นสัตว์ประเภทใด  เกิดในนรก  เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสุรกาย  เกิดเป็นพรหม เกิดเป็นเทวดาหลากหลายมากทีเดียวตามเหตุ     ขณะแรกที่จิตนั้นเกิดขึ้น อะไรๆ ของโลกนั้นๆ ไม่ปรากฏเลย  ทั้งๆ ที่จิตเกิดขึ้นแล้ว    แต่ก็ไม่ได้รู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ    แต่ก็มีปรมัตถธรรมแล้ว      ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็มีจิต เจตสิก รูป ขาดไม่ได้เลย เกิดแล้ว    เพราะฉะนั้น ปรมัตถธรรมต้องรู้ว่าไม่ได้มีชื่ออย่างที่เราเรียกกัน       แต่พระผู้มีพระภาคตรัสชื่อต่าง ๆ เพื่อที่จะแสดงความหลากหลายของสภาพธรรมนั้นๆ    ว่าธาตุรู้นี้ที่เป็นใหญ่เป็นประธานใช้คำว่าจิต  แสดงให้เห็นว่าเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้   แต่คำนี้ก็มีหลายคำด้วย จะใช้คำไหนก็ได้ ใช้คำว่าวิญญาณก็ได้   มโน  ก็ได้  มนัส ก็ได้  หทัย ก็ได้   จะใช้คำไหน ภาษาไหน ก็หมายถึงธาตรู้   ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้   ดับไปอย่างรวดเร็ว  

     การได้ศึกษาธรรมโดยละเอียดจริงๆ   ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงที่จะให้คนอื่นเข้าใจถูกตาม   เพื่อที่จะได้มีปัญญาค่อยๆ  ละคลายความไม่รู้ที่เคยยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา      จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงอย่างที่พระองค์ทรงตรัสรู้ได้  ซึ่งจะต้องอาศัยความเข้าใจอย่างละเอียดในแต่ละคำ

 

 

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ที่เคารพยิ่ง

และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 29 ม.ค. 2558 23:01 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
phawinee
วันที่ 29 ม.ค. 2558 23:12 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
thilda
thilda
วันที่ 29 ม.ค. 2558 23:58 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
สิริพรรณ
วันที่ 30 ม.ค. 2558 00:37 น.

กราบนอบน้อมพระรัตนตรัยด้วยเศียรเกล้า

กราบแทบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ที่เคารพยิ่ง

และขอบพระคุณขออนุโมทนาในกุศลจิตของอ.คำปั่น ด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
pulit
วันที่ 30 ม.ค. 2558 03:43 น.

                         กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ที่เคารพยิ่ง                                                   ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญ กับทุกๆท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
tanrat
tanrat
วันที่ 30 ม.ค. 2558 06:05 น.

การสนทนาธรรมทุกครั้ง สิ่งที่จะเป็นธรรมะคือ เป็นความจริง สาระ และประโยชน์ที่เกิดขึ้น  ผู้ฟังพิจารณา และนำไปประพฤติปฎิบัติในชีวิตประจำวัน อย่าลืมนะคะ     จุดประสงค์ของการฟังคือ ฟังในสิ่งที่ไม่เคยได้ฟัง   เพราะพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ใหม่เสมอ ทุกครั้งที่กล่าว ยาก เพราะคือพระปัญญาธิคุณของพระองค์

กราบอนุโมทนาสาธุค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ธุลีพุทธบาท
ธุลีพุทธบาท
วันที่ 30 ม.ค. 2558 06:31 น.

กราบเท้าบูชาพระคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพอย่างยิ่ง

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลวิริยะและเมตตาของอาจารย์คำปั่น อักษรวิลัย ครับ.

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
wirat.k
wirat.k
วันที่ 30 ม.ค. 2558 06:43 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Boonyavee
วันที่ 30 ม.ค. 2558 08:06 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ขอกราบอนุโมทนาในกุศลวิริยะ ของอ. คำปั่น อักษรวิลัย เป็นอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 30 ม.ค. 2558 08:25 น.

สาธุ  อนุโมทนา และขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
siraya
วันที่ 30 ม.ค. 2558 10:37 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 30 ม.ค. 2558 13:54 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 30 ม.ค. 2558 16:07 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
Dechachot
วันที่ 30 ม.ค. 2558 21:56 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
peem
วันที่ 31 ม.ค. 2558 20:14 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 2 ก.พ. 2558 07:47 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ