ธรรมที่ต้องละเหล่าอื่นอีก [อรรถกถาแห่งธรรมทายาทสูตร]
 
เมตตา
เมตตา
วันที่  25 ธ.ค. 2557
หมายเลข  25965
อ่าน  950

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ข้อความบางตอนของอรรถกถาแห่งธรรมทายาทสูตร.

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 252

ธรรมที่ต้องละเหล่าอื่นอีก

     ครั้นแสดงโลภะ โทสะ และอุบายเป็นเครื่องละโลภะและโทสะนั้น   ในจำนวนธรรมะทั้งหลายที่ต้องละอย่างนี้แล้ว บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงธรรมที่ต้องละเหล่าอื่นอีกและอุบายเป็นเครื่องละธรรมเหล่านั้น   จึงกล่าวคำว่า ตตฺราวุโสโกโธจ ดังนี้ เป็นต้น บรรดาธรรมที่ต้องละเหล่านั้น.

     (๑)   โกธะ   มีลักษณะ (เฉพาะ) คือ ความเดือดดาลหรือความดุร้าย   มีหน้าที่คือผูกอาฆาต (และ) ผลที่ปรากฏออกมาคือ ความประทุษร้าย

     (๒)   อุปนาหะ  มีลักษณะ (เฉพาะ) คือ ความผูกโกรธ มีหน้าที่ คือ ไม่ยอมสลัดทิ้งการจองเวร (และ)ผลที่ปรากฏออกมาคือ โกรธติดต่อเรื่อยไป  สมด้วยคำที่พระโบราณาจารย์ กล่าวไว้อย่างนี้ว่า โกธะเกิดก่อน อุปนาหะจึงเกิดภายหลัง เป็นต้น.

     (๓)   มักขะ  มีลักษณะ (เฉพาะ) คือ ลบหลู่คนอื่น มีหน้าที่ คือ ทำคุณของคนอื่นนั้นให้พินาศ (และ) ผลที่ปรากฏออกมาคือ การปกปิดคุณของคนอื่นนั้น.

     (๔)   ปฬาสะ  มีลักษณะ (เฉพาะ) คือ การถือเป็นคู่แข็ง (ตีเสมอ) มีหน้าที่ คือการทำคุณของตนให้เสมอกับคุณของคนอื่น (และ) ผลที่ปรากฏออกมาคือ ความปรากฏโดยการชอบประมาณ (ตีค่า) เทียบคุณของคนอื่น.

     (๕)   อิสสา  มีลักษณะ (เฉพาะ) คือ ความริษยาต่อสมบัติของคนอื่น หรือไม่ก็ ทนไม่ได้ต่อสมบัติของคนอื่นนั้น มีหน้าที่ คือ ความไม่ยินดียิ่ง ในสมบัติของคนอื่นนั้น (และ) ผลที่ปรากฏออกมาคือ ความเบือนหน้าหนีจากสมบัติของคนอื่นนั้น.

     (๖)   มัจเฉระ  มีลักษณะ (เฉพาะ) คือ การซ่อนเร้นสมบัติของตน มีหน้าที่ คือ ความไม่สบายใจ เมื่อสมบัติของตนมีคนอื่นร่วมใช้สอยด้วย (และ) ผลที่ปรากฏออกมา คือ ความเคืองแค้น.

     (๗)   มายา  มีลักษณะ (เฉพาะ) คือ ปกปิดบาปที่ตนเองกระทำแล้ว หน้าที่ คือ ซ่อนเร้นบาปที่ตนเองกระทำแล้วนั้น (และ) ผลที่ปรากฏออกมา คือ การปิดกั้นบาปที่ตนเองกระทำแล้วนั้น.

     (๘ )   สาเถยยะ  มีลักษณะ (เฉพาะ) คือ การชอบเปิดเผยคุณที่ตนเองไม่มี มีหน้าที่ คือการประมวลมาซึ่งคุณที่ตนเองไม่มีเหล่านั้น (และ) ผลที่ปรากฏออกมา คือ การทำคุณที่ตน เองไม่มีเหล่านั้น  ให้ปรากฏออกมาแม้โดยอาการทางร่างกาย.

     (๙)   ถัมภะ  มีลักษณะ (เฉพาะ) คือ ความที่จิตผยอง มีหน้าที่ คือพฤติการที่ไม่ยำเกรง (และ) ผลที่ปรากฏออกมา คือ ความไม่อ่อนโยน.

     (๑๐)   สารัมภะ  มีลักษณะ (เฉพาะ) คือ การทำความดีให้เหนือไว้  มีหน้าที่ คือ แสดงตนเป็นข้าศึกต่อคนอื่น (และ) ผลที่ปรากฏออกมา คือ ความไม่เคารพ.

     (๑๑)   มานะ  มีลักษณะ (เฉพาะ) คือ ความเย่อหยิ่ง มีหน้าที่ คือความถือตัวว่าเป็นเรา (และ) ผลที่ปรากฏออกมา คือ ความจองหอง. 

     (๑๒)   อติมานะ  มีลักษณะ (เฉพาะ) คือ ความเย่อหยิ่ง มีหน้าที่ คือ ความถือตัวว่าเป็นเราจัด (และ) ผลที่ปรากฏออกมา คือ ความหยิ่งจองหอง.

     (๑๓)   มทะ  มีลักษณะ (เฉพาะ) คือ ความมัวเมา มีหน้าที่ คือ  ความยึดถือด้วยการมัว เมา (และ) ผลที่ปรากฏออกมา คือ ความคลั่งไคล้

     (๑๔)   ปมาทะ  มีลักษณะ (เฉพาะ) คือ การปล่อยจิตไปในเบญจกามคุณ  มีหน้าที่ คือ  การกระตุ้นให้ปล่อยจิตมากขึ้น (และ) ผลที่ปรากฏออกมา คือ ความขาดสติ.

     นักศึกษาพึงทราบถึงลักษณะเป็นต้น ของธรรมเหล่านี้ดังกล่าวมานี้เถิด ที่กล่าวมานี้เป็นความย่อในข้อนี้ ส่วนความพิสดาร นักศึกษาพึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในคัมภีร์วิภังค์นั่น เองว่า ตตฺถกตโมโกโธ ดังนี้เป็นต้น.


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ