จิตปรามาสพระพุทธเจ้าทำอย่างไร
 
berzerker
berzerker
วันที่  19 ธ.ค. 2556
หมายเลข  24205
อ่าน  6,124

จิตผมมักปรามาสบ่อย ทั้งมีคำด่าและภาพลามกต่างๆ แทรกเข้ามา ทุกครั้งถ้ามีเหตุการณ์นี้ผมจะสวดขอขมาพระรัตนตรัยประจำ จนถึงขนาดคำด่าคำหนึ่งเกิดขึ้นในใจเบาๆ ขณะขอขมาพระรัตนตรัย ผมจึงต้องสวดซ้ำแล้วซ้ำอีกจนรู้สึกโมโหตัวเองเหมือนกัน ห้ามไม่ให้ใจคิดไม่ได้เลย เป็นแบบนี้ทุกวันครับต้องแก้ยังไงครับ เมื่อจิตมันคิดเอง จะดูมันเฉยๆ ก็จิตตกไม่สบายใจ มันก็ไม่พ้นการปรามาสอยู่ก็ต้องขอขมาซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าจะหายครับ มีทางแก้ไหมครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 19 ธ.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    จิตคิดที่ไม่ดี ไม่ได้มีกำลัง ก็สามารถขอขมาพระรัตนตรัยในใจได้ครับ ก็ไม่มีโทษ ละโทษได้ในขณะนั้นประการที่สำคัญ ผู้ที่จะรู้ความเป็นไปของจิตจริงๆ ในขณะนั้น ก็ต้องมีปัญญารู้ความละเอียดของจิตของตนเองที่กำลังเกิดขึ้นว่าเป็นจิตอะไร  ด้วยปัญญา เพราะปัญญาที่เกิด ย่อมเป็นสภาพธรรมที่ตรง ที่จะรู้ว่าขณะนั้น มีเจตนาอย่างไร  และมีจิตประเภทอะไรที่เกิดขึ้น ในขณะที่ทำกายวาจาเหล่านั้นอยู่ ปัญญาของตนเองจึงเป็นเครื่องตัดสินการกระทำของตนเองที่ผ่านมา

    ประโยชน์ที่สำคัญคือ อยู่กับปัจจุบันด้วยความเข้าใจ ว่าขณะนี้อะไรที่เป็นความจริง เพราะสิ่งที่ผ่านไปแล้วเกิดขึ้นและดับไปไม่สามารถแก้ไขอะไรได้  และมีแต่จะทำให้สงสัย และเดือดร้อนใจกับการกระทำที่ผ่านมา ที่กลัวจะเป็นบาป กลัวจะได้รับผลของกรรม ซึ่งความเดือดร้อนใจและความสงสัยเหล่านี้ ก็มาจากเหตุคือ อวิชชา ความไม่รู้ ที่ไม่รู้ว่าความจริงที่ผ่านมาก็เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่เรา ที่ทำบาปหรือไม่ทำบาป เมื่อไม่รู้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมย่อมเดือดร้อนในสิ่งที่ทำด้วยความยึดถือว่าเป็นเรา สมดังพระพุทธพจน์ที่ว่า

    บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นอันยังไม่ถึง ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้นๆ ได้ บุคคลนั้นพึงเจริญธรรมนั้นเนืองๆ ให้ปรุโปร่งเถิด

    การคิดถึงอดีตด้วยความเป็นเรา ย่อมไม่รู้ความจริง และคิดถึงอนาคตในสิ่งที่ยังไม่เกิดก็ทำให้ไม่รู้ความจริงเช่นกัน  เพราะเหตุที่ว่า ทั้งอดีตและอนาคต ไม่ปรากฎลักษณะของสภาพธรรมให้รู้ แต่ควรพิจารณาสภาพธรรมปัจจุบัน อันจะทำให้รู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีลักษณะให้รู้กำลังปรากฎ เพราะกำลังเกิดขึ้นเป็นไป อันเป็นไปเพื่อความรู้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ไถ่ถอน อวิชชาและความเห็นผิด ย่อมไม่เดือดร้อนกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว และอนาคตที่ยังไม่มาถึง  ปัจจุบันขณะจึงควรอบรมปัญญา สะสมคุณความดีในจิตใจ  ส่วนอดีตที่ผ่านมาแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ปัจจุบันแก้ไขใจตนเองคือ ละกิเลสที่มีในจิตใจ อันเป็นต้นเหตุให้ทำบาป ด้วยความมั่นคงในการศึกษาพระธรรมต่อไป ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 19 ธ.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเพื่อให้ผู้ฟังได้พิจารณาไตร่ตรองเป็นความเข้าใจของผู้ฟังเอง ขอเพียงเป็นผู้เห็นประโยชน์ของการเข้าใจธรรมซึ่งก็หมายถึง สิ่งที่มีจริงอยู่ในขณะนี้ ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเป็นธรรม เพราะในการฟังการศึกษาพระธรรมนั้น เป็นการศึกษาเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังมีในขณะนี้จริงๆ ซึ่งตัวสภาพธรรมจริงๆ นั้น มีลักษณะเฉพาะของตนๆ มีจริงในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลย และสามารถที่จะเข้าใจตามความเป็นจริงได้ สิ่งสำคัญคือ การฟังพระธรรมให้เข้าใจ เป็นปัญญาของตนเอง สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ นี้แหละคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ ประโยชน์ของการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม  เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงในชีวิตประจำวัน

เมื่อมีความเข้าใจค่อยๆ เจริญขึ้น แทนที่จะไปคิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องอื่น ก็คิดถึงพระธรรมที่ได้ยินได้ฟัง เพราะเหตุว่าเคยได้ยินได้ฟังพระธรรมมาแล้ว นั่นเอง

     ไม่ควรไปทำอะไรด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ แต่สิ่งสำคัญ ก็คือ ฟังพระธรรมด้วยความละเอียดรอบคอบ ไม่ละเลยโอกาสที่สำคัญที่จะทำให้ตนเองได้มีความเข้าใจถูกเห็นถูกเพิ่มขึ้น

    ความเข้าใจพระธรรม จะเป็นเครื่องเกื้อกูลที่ดี ให้มีความประพฤติที่เป็นไปในทางที่ถูกที่ควรยิ่งขึ้น จากที่มากไปด้วยอกุศล ก็จะสามารถเห็นโทษเห็นภัยตามความเป็นจริงแล้วขัดเกลาละคลายกิเลสของตนด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง คล้อยตามความเข้าใจที่ค่อยๆ เจริญขึ้น ครับ

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 19 ธ.ค. 2556

ไม่มีใครไม่เคยทำผิด แต่ทำผิดแล้วแก้ไขได้ ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
berzerker
berzerker
วันที่ 19 ธ.ค. 2556

จิตคิดไม่ดีเกิดขึ้นในขณะขอขมาอยู่ย้ำว่าขณะขอขมาอยู่นะครับ เพียงแค่รู้และไม่สนใจมันไม่ยึดมันให้มันดับไป เพียงเท่านี้ใช่ไหมครับไม่มีโทษอะไร 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
paderm
paderm
วันที่ 19 ธ.ค. 2556

เรียนความเห็นที่ 4 ครับ

เมื่อจิตคิดไม่ดีเกิดขึ้นอีกในขณะขอขมา แล้วดับไป ก็ขอขมาใหม่อีกได้ ครับ เปรียบเหมือนพระภิกษุที่ท่านทำผิดพระวินัยบ่อยๆ ก็ปลงอาบัติบ่อยๆ ศีลก็บริสุทธิ์ในขณะนั้น ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
berzerker
berzerker
วันที่ 19 ธ.ค. 2556

ขอบคุณทุกคนมากครับ ที่ให้คำแนะนำ ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ladawal
วันที่ 20 ธ.ค. 2556

เมื่อก่อนดิฉันก็เป็นเหมือนกันค่ะ ให้ฟังธรรมให้บ่อยเท่าที่จะทำได้ ก็ค่อยหายไปค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
papon
papon
วันที่ 20 ธ.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
junior
วันที่ 23 ธ.ค. 2556

แสดงว่า จิตเคยเข้าไปในอกุศลมากเลย และจิตกำลังวกกลับในทางธรรมฝ่ายที่เป็นกุศลผมก็เป็นครับ อันนี้ใช้เวลามากน้อยขึ้นอยู่กับหลายอย่างครับ แต่พยายามไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ หายไปทีละน้อยได้ครับ พยายามยอมรับความจริง เมื่อมันคิดมา ว่านั้นคือ ตัวตนของเราเป็นจิตอีกฝ่ายนึงที่ถูกสะสมมานาน ตั้งแต่ยังไม่เข้าทางธรรม พระพุทธเจ้าก็สอนไว้หนึ่งวิธีคือ ให้คิดว่า ความคิดชั่วนั้นคือ งูที่เลื้อยพันคอเรา เมื่อมันคิดมาเมื่อไร ก็เหมือนมันกัดเรา พยายามตั้งสติให้ทันก่อนที่มันกำลังจะเลื้อยมากัดเรา เอาสติชนกับมันไปเลย ทำไปบ่อยๆ สติก็จะไวกว่าความคิดของตนเองได้ ผมยังทำไม่ได้อ่ะ ทำมาเป็นปีละ แต่ความคิดชั่วก็ลดลงไปได้บ้าง แต่จะพยายามต่อไป

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ