สอบถามพระวินัยครับ
 
ผู้เดียว
วันที่  18 ก.ค. 2556
หมายเลข  23200
อ่าน  685

กราบสวัสดีครับ

     เนื่องด้วยกระผมมีข้อสักถามเกี่ยวกับพระวินัย ถ้าเห็นไม่สมควรประการใด ก็ไม่จำเป็นต้องตามจดหมายนี้นะครับ
     เกี่ยวกับสิกขาบทข้อที่ 4 การห้ามอวดอุตริมนุสสธรรม เนื่องด้วยเมื่อ 4ปีที่แล้ว ผมตั้งใจบวชเพื่อปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ 1 เดือน ด้วยความประมาทเลยไม่ได้ศึกษาพระวินัยอย่างดีก่อน อีกทั้งช่วงนั้นก็มีมานะอัตตาสูงคิดว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม วันหนึ่งผมได้ไปที่วัดอื่นกับเพื่อนภิกษุ เพื่อเป็นพระอันดับ ในงานบวชครับ ช่วงที่รอผมก็ทำสมาธิไป สักพักก็ลืมตาขึ้นมาเจอพระเพื่อน (เพิ่งรู้จักตอนบวช) แล้วผมก็กระพริบตาแล้วก้มหน้าเล็กน้อย ประหนึ่งว่าสงบกว่า มีสมาธิกว่า มีปัญญากว่า (ซึ่งตอนนั้นก็มีสมาธิเล็กน้อย แต่ด้วยโมหะที่มากกว่าเลยแสดงกริยาอย่างนั้นไป) ตอนนั้นไม่ได้พูดกับท่านเลย ท่านอาจจะไม่รู้ว่าผมทำอะไร หรือสื่อ อะไร เพราะท่านไม่ได้เข้ามาถามผม
     อยากจะถามท่านว่าลักษณะเช่นนี้เป็นการอวดอุตริมนุสสธรรม ไหมเนื่องจากวันนี้ผมไปซื้อ พระวินัยของภิกษุสงฆ์ มาอ่าน ซึ่งในวินัยก็บอกว่าไม่จำเป็นต้องพูดออกมาด้วย แค่ทำตาหรือพยักหน้าเป็นนัยก็ผิดแล้ว แล้วผมเกิดความเศร้าหมองของจิตมากๆ ไม่น่าประมาทต่อกิเลสเลย ด้วยบาปอกุศลที่คิดว่าเล็กน้อยไม่ควรทำเลยเพราะอาจนำมาซึ่งทุกข์ทางใจอันใหญ่หลวงอย่างที่กระผมเป็นอยู่ เนื่องด้วยปีหน้า ผมปรารถนาจะไปบวชอีกครั้ง และไม่กำหนดสึก เพราะผมอยากจะปฏิบัติธรรมให้หลุดพ้นจากกองทุกข์แต่กลับเป็นว่าตอนนี้ผมมีความทุกข์ใจมากมาย ว่าอาจจะต้องปาราชิกแล้ว ขอความกรุณาไขข้อข้องใจให้ผมด้วยนะครับ ว่าผมสามารถบวชใหม่ได้ไหม

กราบขอบพระคุณครับ

ผู้เดียว



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 18 ก.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     จากที่ผู้ถามกล่าวมานั้น แสดงถึง กากระทำทางกาย ที่คิดว่า ตนมีสมาธิมากกว่าสงบกว่า แต่ ในประเด็นนี้ ไม่ถึงกับต้องอาบัติปาราชิกในการอวดอุตริมนุษธรรม เพราะ ไม่ได้มีการกล่าวให้รู้โดยตรงให้ผู้อื่นทราบ โดยเฉพาะ แม้จะแสดงอาการทางกาย แต่ การคิดของผู้ถาม ไม่ได้เป็นการแสดงถึง  การอวดคุณธรรมขั้นสูงที่เป็นการได้ฌาน และ การได้มรรค ผล นิพพาน จึงไม่ถึงกับต้องอาบัติปาราชิก 
      บุคคลผู้ที่มีความประสงค์จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นผู้ที่มีความตั้งใจที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต  เห็นโทษของการอยู่ครองเรือน  เพราะเป็นที่ไหลมาแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย พร้อมทั้งเป็นผู้ที่สละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเข้าสู่เพศบรรพชิต ด้วยความจริงใจที่จะประพฤติปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย เพื่อขัดเกลากิเลสของตนเองเป็นสำคัญ  ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยน้อมไปในเพศบรรพชิตจริงๆ 
     ควรที่จะพิจารณาว่า ทำไมถึงบวช เพราะถึงแม้ว่าไม่ได้บวชก็สามารถที่จะอบรมเจริญปัญญาและกุศลประการต่างๆ ได้  ซึ่งถ้ากล่าวถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการบวชแล้ว คือ เพื่ออบรมเจริญปัญญาจนกระทั่งสามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมดับกิเลสได้ตามลำดับขั้น  
     ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้กล่าวถึงความต่างระหว่างเพศบรรพชิตกับคฤหัสถ์ ไว้ น่าพิจารณาทีเดียว ว่า 
     ความต่างกันของผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชน พุทธบริษัทระหว่างผู้ที่บวชกับผู้ที่ไม่บวช คือว่าพุทธบริษัทที่ไม่บวช เพราะว่าไม่ได้สะสมอัธยาศัยที่จะบวช ไม่มีอัธยาศัยใหญ่ถึงกับสละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิตได้ แต่ว่าคฤหัสถ์ผู้นั้นก็เป็นพุทธบริษัทที่ดี สามารถอบรมเจริญปัญญารู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ เช่น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  มหาอุบาสิกาวิสาขา และท่านอื่นๆอีกมาก ท่านก็เป็นผู้ที่เป็นพุทธบริษัทที่อบรมเจริญปัญญาในเพศคฤหัสถ์แล้วก็รู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้
     เพราะฉะนั้นการจะบวชจึงเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลจริงๆ และจุดประสงค์ของการบวชต้องตรงด้วย  เพื่อศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญาขัดเกลากิเลสของตนเองเป็นสำคัญ ถ้าหากว่าจุดประสงค์ไม่ตรงแล้ว  แทนที่จะได้ประโยชน์จากการเป็นผู้ทรงเพศอันสูงสุด ก็จะทำให้นำพาตนเองลงสู่ที่ต่ำ ก็เป็นได้  เพราะความเป็นบรรพชิตถ้ารักษาไม่ดี มีแต่จะคร่าไปสู่อบายภูมิโดยส่วนเดียว
     การบรรลุธรรม จึงไม่ใช่การจะต้องไปบวช แต่ การบรรลุธรรม สำคัญที่ปัญญาเป็นสำคัญ ดังนั้น ควรที่จะแสวงหาหนทางที่ถูกต้อง คือ การศึกษาพระธรรม อบรมปัญญาตั้งแต่เดี๋ยวนี้ คือ การฟังพระธรรมที่ถูกต้อง ครับ 

เชิญคลิกอ่านเพิ่่มเติมที่นี่ ครับ

อยากบวช

เหตุใดการบวชจึงกระทำได้ยากแท้

จุดประสงค์ของการบวชที่ถูกต้อง

เมื่อบวชแล้วไม่ประพฤติปฏิบัติธรรมตามสมควร

ภิกษุต้องอาบัติ ถ้าไม่ปลงต้องตกนรกหรือไม่

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
pamali
วันที่ 18 ก.ค. 2556

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 18 ก.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ถ้ารู้ถึงประโยชน์จริงๆ ของการบวชในพระพุทธศานาแล้ว ก็จะต้องเป็นผู้มีความจริงใจในการที่จะฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญาขัดเกลากิเลสของตนเองยิ่งขึ้น ให้สมกับที่สละทุกสิ่งทุกอย่างทั้งวงศาคณาญาติ โภคสมบัติ  เพื่อมุ่งสู่เพศที่สูงยิ่ง น้อมประพฤติในสิ่งที่ถูกที่ควรและละเว้นในสิ่งที่ไม่ควร ทั้งหมดนั้นก็ต้องได้ฟังได้ศึกษาพระธรรม  เพราะถ้าไม่มีความเข้าใจแล้ว ก็ไม่สามารถรักษาพระวินัยได้เลย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง เพราะบรรพชิตจริงๆ ในพระพุทธศาสนา คือ ต้องน้อมประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมขัดเกลากิเลสของตนเอง ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 18 ก.ค. 2556

ก่อนจะบวช ต้องรู้จุดประสงค์ว่าบวชเพื่ออะไร ควรทำความเข้าใจธรรมในขณะนี้ ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ผู้เดียว
วันที่ 18 ก.ค. 2556

อนุโมทนา ในคำตอบของทุกท่านนะครับ

     ที่ผมคิดจะบวช เนื่องจากการทำงานทางโลกนั้น มีภาระเป็นอันมาก ทั้งหน้าที่การงาน ทรัพย์สินเงินทอง อีกทั้งภาวะที่เป็นอยู่มากด้วยกามคุณ 5 แม้ว่าการใช้ชีวิตในประจำวันนั้นสามารถนำมาปฏิบัติธรรมได้ก็จริง แต่ถ้าไม่มีฐานของจิตที่มั่นคง ก็อาจพลัดหลงอยู่ในวังวนของกิเลสได้ง่ายเหลือเกิน โอกาสที่จะเจริญสติอยู่ในฐานทั้ง 4 นั้นก็น้อย เพราะลักษณะความเป็นอยู่ (อย่างน้อย 8 ชั่วโมง ของการทำงานประจำวัน) มุ่งเน้นแต่การกระทำงานที่ภายนอกตัว ผลการปฏิบัติที่ได้ก็ดำเนินไปอย่างช้าๆ
     ผมคิดว่า การอยู่ในเพศบรรพชิตนั้น เป็นภาวะที่เหมาะสมสุด ในการกระทำการชำระกิเลสในสันดาน  เป็นภาวะที่เหมาะสมสุด ในการที่จะพิจารณาภายในกาย - ใจ ขันธ์ 5 และผลของการทำงานทางธรรมนั้น มันคุ้มค่า สำหรับการที่เราเกิดมาเป็มนุษย์ อีกทั้ง ตอนนี้ผมก็ไม่มีคู่ครอง และไม่ปรารถนาจะมีคู่ครอง ภาระก็มีแต่เลี้ยงดูบิดา แต่ผมก็เก็บเงินไว้ให้ท่านก้อนหนึ่ง อีกทั้งยังมี น้องอีก 2 คน คอยส่งเงินเลี้ยงดูท่านอยู่ และบิดาก็เพิ่งจะอนุญาต ให้ผมบวชได้ จากการที่ผมขอท่านเป็นเวลา 3 ปี 1 ปี ก่อนที่ผมจะบวช 1 เดือนนั้น ผมหันมาสนใจในพระพุทธศาสนา เพราะผมเห็นแล้วว่า ศาสตร์ อื่นๆ ที่ผมศึกษามาไม่ได้ช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้ถาวรจริงเลย ผมเลยหันมาศึกษาศาสนาที่เรานับถือในทะเบียนบ้าน จริงๆ จังๆ สักครั้ง ช่วงที่ศึกษาก็ไม่ทราบหลักจริงอยู่ดี เลยตัดสินใจให้เวลากับตัวเองอยู่คนเดียว ศึกษาหลักการปฏิบัติธรรมเป็นเวลา 1 เดือน แต่ด้วยความสับเพร่า บวชแล้วแค่ เดินจงกรม นั่งสมาธิ อย่างเดียว ผมเลยศึกษาพระวินัยไปน้อย ทำให้เมื่อคิดถึงการกระทำแล้ว จิตเศร้าหมองทุกทีอาบัติที่ท่าน paderm บอกว่าไม่ถึงกับปาราชิกนี่ คือ ต้องถุลลัยจัยใช่ไหมครับ

อนุโมทนา ในคำตอบของทุกท่านอีกครั้งครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ผู้เดียว
วันที่ 19 ก.ค. 2556

สรุป ว่าผมสามารถกลับไปอุปสมบทใหม่อีกครั้ง ได้ไหมครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
paderm
paderm
วันที่ 19 ก.ค. 2556

เรียนความเห็นี่ 5 และ 6 ครับ

     อาบัติไม่ต้องถึงปาราชิกแน่นอน แต่จะถึงข้อไหนนั้นก็แล้วแต่ความละเอียดของจิต แต่อย่างไรก็ดี ก็สามารถกลับไปอุปสมบทได้ เพราะ ไม่ต้องถึงอาบัติปาราชิก ที่ไม่สามารถกลับไปบวชได้อีก ที่สำคัญ การเจริญอบรมปัญญา โดยมากเรามักคิดว่าชีวิตคฤหสถ์วุ่นวาย อบรมปัญญาไม่ได้ เพราะ มากไปด้วยอกุศล แต่ เราไม่ควรลืมว่า อกุศล คือ กิเลสไม่ได้หายไปไหนเลย แม้จะเปลี่ยนเป็นเพศอื่น เพียงใส่ผ้าเหลือง กิเลสก็ไม่ได้หายไปไหน เพราะ กิเลสจะหายไปได้ด้วยความเข้าใจพระธรรม ปัญญาที่เจริญขึ้น
     เพราะฉะนั้น หนทางการอบรมปัญญา หากได้ศึกษาในพระไตรปิฏก จะมีคำว่า เป็นผู้มีปรกติอบรมเจริญสติปัฏฐาน หมายถึง สามารถมีสติเกิดได้ในชีวิตประจำวัน แม้ในขณะนี้ เพราะ หนทางการเจริญสติปัฏฐานที่เป็นหนทางการดับกิเลส คือ การรู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ ที่กำลังปรากฎว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา ซึ่งขณะนี้มีธรรม ธรรมไม่ได้มีเฉพาะตอนอยู่เพศบรรพชิต ขณะนี้ก็กำลังมีอยู่ ขาดแต่ปัญญาที่จะไปรู้เท่านั้น และ ขณะนี้มีธรรมอะไรบ้าง อกุศล เป็นธรรมไหม เป็น ห้ามอกุศลเกิดได้ไหม ไม่ได้ และ แม้เป็นเพศบรรพชิตก็เกิดอกุศลได้ เมื่อเกิดแล้ว ทำอย่างไรจึงจะรู้ความจริง ก็ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน รู้ในขณะที่อกุศลเกิด หรือ สภาพธรรมใดเกิดก็ตามว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา
     ดังนั้น เหตุให้เกิดสติปัฏฐาน คือ ปัญญาขั้นการฟัง ด้วยการฟัง ศึกษาพระธรรม ซึ่งไม่ว่าอยู่ในเพศใด ก็สามารถอบรมปัญญาได้ และสติปัฏฐานก็เกิดได้ โดยนัยตรงกันข้าม ไม่ว่าอยู่ในเพศใด หากไม่อบรมปัญญาขั้นการฟัง ไม่ได้ศึกษาในสิ่งที่ถูกต้อง ในเรื่องการเจริญสติปัฏฐาน ก็ไม่สามารถเกิดปัญญาความเห็นถูก รู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ได้เลย ครับ ดังนั้น สำคัญที่เหตุ คือ ปัญญาเป็นสำคัญ และ ความจริงก็สามารถรู้ได้ในชีวิตประจำวัน แม้ในขณะที่ทำงาน ขาดแต่เพียงปัญญาเท่านั้นที่จะรู้ ครับ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
kinder
วันที่ 19 ก.ค. 2556

เมื่อหลายปีก่อน ผมก็เป็นคนหนี่งที่ได้บวชให้พ่อและแม่ ทุกวันนี้ยังรู้สึกผิดที่เวลามีงานต่าง ๆ ที่นิมนต์พระภิกษุไปเพื่อให้พร หลังจากเสร็จพิธีแล้ว จะมีเงินอยู่ในซองทุกครั้ง ได้ถามภิกษุที่ท่านอาวุโสกว่าว่าผิดไหม ท่านก็บอกว่ายุคสมัยเปลี่ยนไป บางครั้งต้องใช้เพื่อการเดินทาง หรือแม้กระทั่งไว้เพี่อญาติ โยมเจ็บป่วย ได้มาศึกษาพระธรรมกับทางมูลนิธื โดยเฉพาะทานอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้ทำให้ผมได้เข้าใจพระสัทธรรมซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยี่ง โดยไม่ประมาทที่จะเข้าใจธรรม ด้วยการฟังให้เข้าใจธรรม ทุกครั้งที่มีคนมาถามผมว่าจะไปปฏิบัติธรรมที่ไหนดี ผมจะใช้คำพูดของท่านอาจารย์ถามกลับไปว่าเข้าใจคำว่า ปฏิบัติ และ ธรรมะ หรือยัง ซึ่งเป็นประโยชน์ เพราะทำให้ได้คิดว่าจะไปทำอะไรที่เรายังไม่เข้าใจก็ไม่มีเหตุผล ขอขอบคุณท่านเจ้าของกระทู้ที่ทำให้มีโอกาศได้ร่วมแสดงความเห็น

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
ผู้เดียว
วันที่ 19 ก.ค. 2556

ขอบพระคุณ และ อนุโมทนากับท่าน paderm และ ทุกท่านๆ ตอบคำถามนะ ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 21 ก.ค. 2556

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
ผู้เดียว
วันที่ 24 ก.ค. 2556

ขอแก้ข้อความที่ ผิดพลาดหน่อยครับ  ผมอ่านข้อความอีกที ผมนับปีที่ผมบวชผิดจริงๆ ผมบวชเมื่อ 3 ปีที่แล้ว (ไม่ใช่ 4 ปีที่แล้ว) แต่เริ่มศึกษาธรรมเมื่อ 4 ปี ที่แล้วครับ ตอนนี้ก็จะพยายามปฏิบัติขัดเกลาจิตใจไป ตามเพศและกำลังที่มีอยู่ครับ ดีใจมากครับที่มาพบเวปนี้ และหนังสือ ปรมัตถธรรมสังเขป จิตตสังเขป และภาคผนวก ของท่านอ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์

อนุโมทนา และขอบพระคุณทุกท่านอีกครั้งครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ