ความมีเสน่ห์ของบุคคลต่าง ๆ
 
tookta
วันที่  26 ก.ค. 2555
หมายเลข  21475
อ่าน  9,884

เราเห็นคนที่มีอะไรทีสมบูรณ์แบบ (ไม่ว่าหน้าตาที่สวย หรือ หล่อ และมีความเป็นเลิศในหลายๆ ด้าน แต่เรื่องอุปนิสัยไม่ทราบ)

   แต่เขากลับไม่มีเสน่ห์ที่จะทำให้ผู้อื่่นที่เห็นเขาแล้วรู้สึกรักใคร่เขา  แต่ในขณะที่อีกบุคคลหนึ่งซึ่งดูธรรมดามาก แต่เขาก็มีความสามารถในด้านต่างๆ บ้าง แต่ก็ไม่เลิศ กลับมีเสน่ห์ที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกรักใคร่เขา ไม่ทราบว่าเขาสะสมบุญอะไรมาค่ะ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 27 ก.ค. 2555

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

  ความมีเสน่ห์ มีคนรักคนชอบ กับ ความไม่มีเสน่ห์ไม่มีคนรัก ไม่มีคนชอบ ก็อาศัยเหตุ

ปัจจัยหลายๆ ประการ เช่นกัน  ซึ่ง อาศัยเหตุ กรรมในอดีต ก็ทำให้มีคนรัก คนชอบมาก

นั่นคือ เพราะอาศัยความเป็นผู้มีเมตตา เป็นปกติ ซึ่ง ข้อความในลักขณสูตร ได้อธิบาย

ว่า เพราะ กรรมที่มองผู้อื่นด้วยเมตตา นั่นคือ อาศัยความมีเมตตา ด้วยผลของบุญนั้น

ย่อมทำให้เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ เป็นที่รัก ที่ชอบใจของคนทั้งหลาย สรุปได้ว่า เพราะ มี

ความมีเมตตา เมื่อเหตุ คือ รักใคร่ เมตตาในผู้อื่น ผลก็ย่อมได้รับ คือ ผู้อื่น เมตตา รัก

ใคร่ในบุคลนั้น นี่คือ ด้วยกรรมในอดีต เป็นปัจจัย

    อีกประการหนึ่ง เพราะ อาศัย การกระทำในปัจจุบัน นั่นคือ สังคหวัตถุ 4 คือ ทาน

ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตา นั่นคือ การกระทำในปัจจุบัน นั่นเอง ที่จะทำให้มีเสน่ห์

มีคนรักมาก นั่นคือ ทาน เป็นผู้ให้เป็นปกติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก อาศัย ปิยวาจา การพูด

วาจาไพเราะ ด้วยกุศลจิต การพูดวาจาที่ดี ผู้ฟังย่อมยินดีพอใจ ในคำพูดนั้น ก็ทำให้

เป็นที่รักที่ชอบใจของคนทั้งหลาย และมี อัตถจริยา คือ การช่วยเหลือประการต่างๆ  

เพราะ มีการช่วยเหลือ ก็ย่อมเป็นที่รัก สำหรับผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือและผู้ที่พบเห็น

และ อาศัย สมานัตตา ความเป็นผู้วางตนเสมอ คือ ไม่ถือตัว ไม่ว่ากับใคร ก็วางตัว

เหมาะสม ก็ย่อมเป็นที่รัก กับผู้อื่น เพราะ มีความเป็นมิตร เป็นเพื่อนไม่ว่ากับใคร กับ

คนทุกระดับ จากที่กล่าวมา เพราะอาศัยความดีนั่นเองที่จะทำให้เป็นที่รัก ที่ชอบใจ

ของบุคคลอื่น มีความเมตตา ที่แสดงออกมาทางกาย วาจา มีการให้ทาน พูดในสิง

ที่ดี ช่วยเหลือ และการวางตนให้เหมาะสม

   ซึ่ง ความเป็นที่รักที่ชอบใจ ก็แล้วแต่ว่า ถ้าเป็นความดี  คนดี ก็ย่อมเป็นที่รัก ที่ชอบ

ใจของคนดี แต่ ไม่เป็นที่รักของคนไม่ดี เพราะความดี ย่อมไม่เข้ากับความไม่ดี ส่วน

ความไม่ดี คนไม่ดี ก็ย่อมเป็นที่รักของคนไม่ดี นี่คือความเป็นธรรมดาของโลก

    ที่สำคัญ ประโยชน์ไม่ได้อยู่ที่ความมีเสน่ห์ ไม่มีเสน่ห์ สำคัญที่พิจารณาว่า เราเป็น

ผู้ประพฤติปฏิบัติตัว คือ ทำความดีเพียงพอหรือไม่ เพราะการทำความดี ไม่ใช่เพื่อให้

คนอื่นรัก นั่นไม่ใช่ความดี แต่ ทำดี เพราะ เป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส  ความไม่ดีของ

ตนเอง แม้จะไม่มีคนรัก   หรือ  ไม่รู้ว่าเราเป็นคนดีอย่างไรก็ตาม   ประโยชน์ที่ได้ คือ

ความเป็นคนดียิ่งขึ้น ด้วยการเจริญกุศลประการต่างๆ ซึ่งก็ต้องอาศัยการฟังพระธรรม

ศึกษาพระธรรม เป็นสำคัญ เพราะ ความมีเสน่ห์ มีคนรัก ไม่สามารถทำให้ชีวิตมีความ

สุข และ ละคลายกิเลสได้จริง แต่ ปัญญา ความเข้าใจพระธรรม และการเจริญกุศล

ทุกๆ ประการ ตามกำลังปัญญา เป็นสิ่งที่ทำให้ละคลายกิเลส และ ทำให้ชีวิตมีความ

สุขที่แท้จริง เพราะ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครรัก หรือ ไม่รัก แต่ มีความสุขได้ เพราะ กิเลส

ลดลง เพราะ กิเลสเป็นต้นเหตุให้ทุกข์ ครับ

   ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
tookta
วันที่ 28 ก.ค. 2555

ขอบคุณนะค่ะที่อธิบายให้ทราบและเข้าใจมากยิ่งขึ้นนะคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 28 ก.ค. 2555

     ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    แต่ละคนที่เกิดมาก็มีความประพฤติเป็นไปตามการสะสม  กล่าวได้ว่า แตกต่างกัน

ตามการสะสมอย่างสิ้นเชิง  ทั้งหมดนั้น  ล้วนเป็นความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรมเท่านั้น

ไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่บุคคล  ไม่ใช่ตัวตน     โดยปกติทั่วไปแล้ว  ทุกคนชื่นชม   สรรเสริญ

ในความดี   ไม่ว่าความดีจะเกิดกับใคร     ควรค่าแก่การชื่นชมสรรเสริญ แม้ว่าจะเพียง

เล็กน้อยก็ตาม  นี้คือ ความเป็นจริง      แต่ใครจะคิดอย่างไรก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับ

บัญชาของใครทั้งสิ้นจริงๆ    การจะชอบหรือไม่ชอบ  ก็ขึ้นอยู่กับการสะสมของแต่ละ

บุคคล  นั่นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ      สำคัญอยู่ที่    เราได้กระทำหน้าที่ของตนให้เหมาะสม

กับการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์หรือยัง    ไม่ใช่เพื่อให้คนอื่นรักชอบ   แต่เป็นผู้ที่มั่นคงใน

การสะสมความดีต่อไป  ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น แต่เพื่อขัดเกลากิเลสของตนเอง   การมีคน

รักมีคนชอบ      ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้กิเลสของตนเองลดลง       กิเลสจะลดลงได้ก็ด้วย

การอบรมเจริญปัญญา  มั่นคงในการสะสมความดีต่อไป เท่านั้น

    ประโยชน์สูงสุดที่เกิดมาในแต่ละภพแต่ละชาติ    แท้จริง ก็คือ     การมีโอกาสได้

ฟังพระธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ได้ฟัง ได้ศึกษา  มีความ

เข้าใจถูก เห็นถูก  เป็นที่พึ่งในชีวิตได้จริง  เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้ทำแต่สิ่งที่ดี

งาม  นำมาซึ่งประโยชน์สุขในโลกนี้  ประโยชน์ในโลกหน้า  และประโยชน์สูงสุด คือ

สามารถทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง หมดจดจากกิเลส    ได้ในที่สุด ครับ

      ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 28 ก.ค. 2555

คนที่มีศัตรูเยอะ   หรือ  มีคนไม่ชอบเยอะ   เป็นผลมาจากในอดีตที่เคยทำผิดศีลข้อ

กาเมสุมิจฉาจาร    ทำให้คนไม่ชอบ    ส่วนคนที่มีเสน่ห์มีคนรักมาก   มาจากผลของ

การมีเมตตา    ไม่มักโกรธ   มีความอดทน  และ  ไม่ล่วงศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร   ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ไตรสรณคมน์
วันที่ 28 ก.ค. 2555

ทำไปเถอะค่ะ....ความดี 

จะมีคนชอบใจหรือไม่

แต่ความดีนั้นยังคงเป็นความดีอยู่นั่นเอง

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
nong
วันที่ 29 ก.ค. 2555

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 30 ก.ค. 2555

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
Chalee
Chalee
วันที่ 1 ส.ค. 2555

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
munlita
วันที่ 10 ส.ค. 2555

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 12 ก.ย. 2555

ถ้าเป็นชายหากไม่ศึกษาพระธรรมอาจอยากมีเสน่ห์แบบเขมกะ....แต่ถ้ามีเสน่ห์แล้วทำ

อกุศลกรรม.....จะเกิดแต่โทษไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างไร..ลองอ่านผลของกุศลทำที่ให้มีแต่คนรัก [เรื่องบุตรของเศรษฐีชื่อเขมกะ]นายเขมกะบรรลุเป็นพระโสดาบัน [เรื่องบุตรเศรษฐีชื่อเขมกะ]

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ