ความจำที่มั่นคงที่จะเป็นปทัฏฐาน
 
peeraphon
วันที่  4 เม.ย. 2555
หมายเลข  20909
อ่าน  1,479

ถ้าคิดเรื่องปรมัตถธรรมมากแล้วก็พิจารณาโดยละเอียดโดยแยบคาย

  เข้าใจ ขึ้น  นั่นจะเป็นสัญญา ความจำที่มั่นคงที่จะเป็นปทัฏฐาน

คือเป็นเหตุใกล้ ที่จะให้สติเกิด ระลึก ได้  เพราะ ว่ากำลังปรากฏ  

 ขอกราบเรียนถามอาจารย์ทุกท่านครับ

จากกระทู้ที่ว่าด้วย สติปัฎฐาน. คำว่า "ถ้าคิดเรื่องปรมัตถธรรมมากแล้วก็พิจารณา

โดยละเอียดโดยแยบคาย  เข้าใจขึ้น นั่นจะเป็นสัญญา ความจำที่มั่นคงที่จะเป็น

ปทัฎฐาน"

อยากขอความกรุณาให้ท่านอาจารย์ ช่วยขยายข้อความนี้ ให้กระจ่าง โดยละเอียดครับ

ขอบพระคุณ และ ขออนุโมทนา ครับ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 4 เม.ย. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ความจำ(สัญญา)ที่มั่นคง หรือ ถิรสัญญาเป็นปัจจัยให้สติปัฏฐานเกิด?

ความจำ หรือ สัญญาเจตสิก เกิดกับจิตทุกดวง หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นกุศล หรือ

อกุศล สัญญา ความจำ ต้องเกิดด้วยเสมอดังนั้นตามปกติ ในชีวิตประจำวัน กุศลหรือ

อกุศลเกิดขึ้นมาก ก็ต้องเป็นอกุศล ดังนั้น สัญญาความจำตามปกติในวันๆ หนึ่ง ก็จำ

ผิด จำด้วยความเป็นเรา เป็นตัวตน เป็นความจำที่มั่นคงในทางที่ผิด ซึ่งไม่ใช่เหตุให้

เกิดสติปัฏฐานแน่นอนครับ แต่การจำที่มั่นคงที่จะเป็นปัจจัยให้สติปัฏฐานเกิดนั้น คือ

ขณะที่ฟังเข้าใจในเรื่องสภาพธัมมะ ว่า ธรรมคืออะไร อยู่ในขณะไหน ขณะที่เข้าใจ

ขณะที่ฟัง ก็มีสัญญา ความจำเกิดด้วย ขณะที่เข้าใจในเรื่องสภาพธัมมะที่กำลังฟัง

ขณะนั้นก็เริ่มสะสม การจำถูก(เพราะมีปัญญาเกิดร่วมด้วย) จำว่าเป็นธรรมเท่านั้น

ในขณะนี้(แม้ขั้นการฟัง) ไม่ต้องไปหาธรรมที่อื่น ฟังจนเข้าใจ จนเหตุปัจจัยพร้อม

ความจำที่มั่นคง อันเนื่องมาจากการฟังพระธรรมในเรื่องสภาพธัมมะที่มีในขณะนี้ว่า

เป็นธรรมไม่ใช่เรา ก็เป็นปัจจัยให้สติเกิดขึ้น(สติขั้นสติปัฏฐาน) ระลึกสภาพธัมมะที่มี

ในขณะนี้ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เราตรงตามสภาพธัมมะที่กำลังปรากฏโดยไม่ใช่ขั้นคิดนึก

และขั้นการฟังครับ แต่ที่สำคัญ ความจำหรือสัญญาที่มั่นคง ที่จะเป็นปัจจัยให้สติ

เกิด ต้องจำถูกในเรื่องสภาพธัมมะ โดยมีปัญญาเกิดร่วมด้วยกับสํญญานั้น จึงจะ

เป็นปัจจัยให้สติเกิดครับ

 

ดังนั้น จากคำถามที่ว่าถ้าคิดเรื่องปรมัตถธรรมมากแล้วก็พิจารณาโดยละเอียดโดย

แยบคาย เข้าใจขึ้น นั่นจะเป็นสัญญา ความจำที่มั่นคงที่จะเป็นปทัฎฐาน คำนี้หมายถึงอะไร

--------------------------------------------------------------------------

 สัญญาที่มั่นคง ความจำที่มั่นคง ซึ่งหมายถึง ความจำในเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง

ในขณะนี้     อันอาศัยการฟังพระธรรม แค่จำชื่อใช่ไหม ไม่ใช่ครับ   หรือ เพียงเข้าใจ

เหตุผล ของจิต เจตสิก เช่น จิตมีเท่าไหร่ ทำไมถึงเป็นสเหตุก  อเหตุก     วิถีจิตเป็น

อย่างไร อันนี้ถึงแม้จะเข้าใจเหตุผลได้ แต่ยังไม่ใช่ ความจำที่มั่นคงที่เป็นเหตุใกล้เกิด

สติปัฏฐานเลย เพราะไม่ได้เข้าใจ คิดพิจารณาแยบคาย ว่าเป็นแต่เพียงธรรมในขณะ

นี้ และกำลังปรากฎในชีวิตประจำวัน เพราะสภาพธรรมแต่ละอย่างเมื่อเกิดขึ้นจะต้อง

มีเจตสิกอื่นๆ เกิดร่วมด้วยครับ ดังนั้นไม่ใช่เพียงจำ ที่เป็นสัญญาเท่านั้น ต้องมีปัญญา

เกิดร่วมด้วยในขณะนั้น จึงกล่าวได้ว่าสัญญาที่มั่นคงหรือความจำที่มั่นคงพร้อมๆ กับ

ความเข้าใจที่เกิดขึ้นด้วยครับ ปัญญาอย่างไร ไม่ใช่ปัญญาเข้าใจเหตุผลในอภิธรรม

ว่า สเหตุกเป็นอย่างไร วิถีจิตเป็นอย่างไร   แต่เป็นปัญญาที่รู้ว่า สิ่งศึกษาคือขณะนี้

กำลังมีธรรม ปรากฎอยู่ในชีวิตประำจำวัน ศึกษาเพื่อละคลายไถ่ถอนความเป็นสัตว์

บุคคล เพราะคิดแยบคายด้วยเข้าใจว่าเป็นธรรม จึงเป็นเหตุใกล้ให้สติปัฏฐานเกิด

ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 4 เม.ย. 2555

 ดังนั้นการคิดเรื่องปรมัตถธรรม หรือ ศึกษาพระอภิธรรม แล้วก็พิจารณาโดยแยบคาย

คำนี้สำคัญ   พิจารณาโดยแยบคายอย่างไรเป็นปัจจัยให้สติปัฏฐานเกิด คือ พิจารณา

ถูกต้องตามความเป็นจริงว่า ปรมัตถธรรม พระอภิธรรม ที่ศึกษามา ไม่ว่าจะเป็น จักขุ

วิญญาณ วิถีจิต จิต เจตสิก รูป ที่เป็นชื่อต่างๆ ในหนังสือที่ได้ศึกษา คือ สภาพธรรมที่

กำัลังปรากฎในขณะนี้     เป็นพระอภิธรรมในชีวิตประจำวัน   เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงที่กำลัง

ปรากฏ ไม่ไ้ด้อยู่ในพระไตรปิฎก ในหนังสือ ครับ การพิจารณาโดยแยบคาย ว่า เป็น

สภาพธรรมธรรมที่กำลังปรากฎในขณนะี้ และไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล นี่คือ การ

พิจารณาโดยแยบคายในการได้ศึกษาปรมัตถธรรม อันจะทำให้สติปัฏฐานเกิด ครับ

และประการสำคัญที่สุด การพิจารณาอย่างแยบคายว่า ปรมัตถธรรม พระอภิธรรมที่

ศึกษา จุดประสงค์ เืพื่อเข้าใจความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ และเพื่อไถ่ถอนความ

เป็นเรา เป็นสัตว์ บุคคล ด้วยเข้าใจว่ามีแต่ธรรมที่กำลังปรากฏ ก็เป็นการพิจารณาโดย

แยบคายถูกต้อง อันจะเป็นปัจจัยให้สติปัฏบานเกิดครับ 

     หากไม่พิจาณณาโดยแยบคาย ในการศึกษาปรมัตถธรรม อภิธรรม ก็จะกลายเป็น

การศึกษาตำราอย่างหนึ่ง ที่จะมุ่งจำชื่อ เรื่องราว และอยากรู้ในส่วนต่างๆ แต่ลืมไปว่า

คือ สภาพธรรมที่กำลังปรากฎในขณะนี้ เป็นพระอภิธรรมที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ครับ

ดังที่ สถานที่ต่างๆ ก็มีการศึกษาปรมัตถธรรม อภิธรรมมากมาย แต่ศึกษาอย่างไร จะ

เป็นปัจจัยให้สติปัฏฐานเกิด ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

     นั่นคือ ต้องศึกษาแล้วพิจารณาโดยแยบคายว่า ศึกษาเพื่อเข้าใจสภาพธรรมใน

ขณะนี้ และสิ่งที่ศึกษาก็คือ สิ่งที่กำลังปรากฎในชีวิตประจำวัน และไม่มีเรา มีแต่ธรรม

เป็นไป    อันศึกษาเพื่อละคลายความไมรู้และความเห็นผิดว่ามีเรา มีสัตว์ บุคคล นี่คือ

การคิดพิจารณาโดยแยบคาย ในการศึกษาปรมัตธรรม อภิธรรม อันเป็นเหตุใกล้ให้สติ

ปัฏฐานเกิด ครับ ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

เชิญคลิกฟังคำบรรยายของท่านอาจารย์สุจินต์ ในเรื่องเหตุใกล้ให้เกิดสติ  ครับ

สัญญาที่มั่นคงเป็นเหตุใกล้

เรียนอย่างไรให้มีสติ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 4 เม.ย. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น   

สิ่งที่สำคัญที่สุด ต้องเริ่มที่การฟังพระธรรมให้เข้าใจ ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ซึ่งแสดงถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมด      จากที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าขณะนี้เป็นธรรม  ก็จะค่อยๆ สะสมความเข้าใจที่ถูกต้องไปตามลำดับ      มีความเข้าใจว่าธรรมไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน  มีจริงในขณะนี้    ฟังจนกว่าจะเข้าใจจริงๆ เป็นสัญญาที่มั่้นคง อันเป็นสัญญาที่จำสภาพธรรมอันเกิดเกิดพร้อมกับปัญญา      เพราะมีการฟังพระธรรมบ่อยๆ เนืองๆ จึงมีเหตุที่จะทำให้มีการพิจารณาหรือระลึกถึงพระธรรมที่ได้ยินได้ฟังอย่างถูกต้องแยบคาย   ซึ่งก็ไม่พ้นไปจากเรื่องของธรรมที่ได้ยินได้ฟัง ในขณะนั้นก็เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญา  ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมเลย ก็คงจะไม่มีการพิจารณาไตร่ตรองพระธรรมอย่างแน่นอน      

สิ่งที่มีจริงในขณะนี้ นั่นเอง ที่จะเป็นที่ตั้งให้สติเกิดขึ้นระลึกตรงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ และปัญญารู้ตามความเป็นจริง (สติปัฏฐาน) เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย จริงๆ   ไม่ใช่เรื่องหวัง ไม่ใช่เรื่องต้องการ  ไม่ใช่เรื่องของความจดจ้อง  ไม่ใช่เรื่องของการไปกระทำอะไรด้วยความเป็นตัวตน ด้วยความเห็นผิด และ ด้วยความไม่รู้   แต่เป็นเรื่องของการอบรมเจริญปัญญาไปตามลำดับ     

เรื่องเจริญสติปัฏฐาน  เป็นเรื่องของปัญญาที่เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง  สติเกิดขึ้นระลึกและปัญญารู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้    การเจริญสติปัฏฐานไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  แต่ว่าเป็นเรื่องที่จะต้องอาศัยการฟังในสิ่งที่มีจริงเนืองๆ บ่อยๆ   พิจารณาเหตุผลแล้วก็เจริญเหตุให้สมควรแก่ผลด้วย  ธรรม คือ สิ่งที่มีจริง  มีจริงในขณะนี้  หนทางที่จะเป็นไปเพื่อการรู้ธรรมตามความเป็นจริง  ก็มีจริง  แต่ต้องเป็นหนทางแห่งปัญญา  เพราะฉะนั้น   ก็ต้องกลับมาที่ฟังพระธรรมให้เข้าใจจริงๆ  ครับ                          

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ... 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 5 เม.ย. 2555

เริ่มต้นจากสัญญาความจำที่มั่นคงว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมะที่มีจริง และ ปัญญที่รู้ความจริงจากการฟังที่มั่นคง   เป็นเหตุให้สติเกิดระลึกขณะนั้นว่าเป็นธรรมแต่ละหนึ่งเท่านั้น   ไม่ปนกับทวารอื่น   โลกอื่น  ค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
เซจาน้อย
วันที่ 5 เม.ย. 2555

  ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ


 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
dhanan
วันที่ 5 เม.ย. 2555

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
jaturong
วันที่ 5 เม.ย. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
Patikul
Patikul
วันที่ 7 เม.ย. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ให้ "เข้าใจจนจรดกระดูก" ขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ