ถามถีงความหมาย
 
gavajidham
วันที่  3 เม.ย. 2555
หมายเลข  20901
อ่าน  2,259


  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 3 เม.ย. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

1.คำว่า ลัดนิ้วมือเดียว มีลักษณะเป็นอย่างใด

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 107

     [๕๖]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ถ้าภิกษุใส่ใจเมตตาจิต    แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ

เดียวเท่านั้น     ภิกษุนี้เรากล่าวว่า     อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน    ทำตามคำสอนของ

พระศาสดา    ปฏิบัติตามโอวาท    ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า      ก็จะ

กล่าวใยถึงผู้ทำเมตตาจิตนั้นให้มากเล่า.

 ---------------------------------------------------------------

   คำว่า ลัดนิ้วมือเดียว คือ การแสดงถึง ระยะเวลา ที่สั้นมากๆ  เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว

นั่นก็คือ เอานิ้ว 2 นิ้วมารวมกัน และก็ดีดแยกออก เหมือนการดีดนิ้วนั่นเองครับ ชั่วระยะ

เวลาที่เอานิ้วมารวมกัน และถึงการแยกออก เพียงขณะสั้นๆ อย่างนี้ เรียกว่า ชั่วระยะเวลา

ลัดนิ้วมือเดียว ครับ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒- หน้าที่ 204

บัดนี้    เมื่อจะทรงแสดงการเปรียบเทียบกาลเวลานั้น   จึงตรัสว่า    โดยชั้นที่สุดแม้ชั่ว

กาลเวลาลัดนิ้วมือ    ดังนี้.    ในคำนี้ท่านอธิบายว่า    ชั่วกาลเวลาแม้สักว่าเอานิ้ว  ๒ 

นิ้ว     มารวมกันแล้วก็ดีดแยกออกเป็นกำหนดอย่างต่ำที่สุด. 

    อย่างข้อความในพระไตรปิฎกที่กระผมยกมา ที่ภิกษุเป็นผู้เจริญเมตตาจิตเพียงชั่ว

กาล(เวลา)ลัดนิ้วมือเดียว คือ เจริญเมตตาฌาน เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก็ชื่อว่า ทำ

ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นต้น ครับ

*********************************************

 2.อุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร , เจ้ากรรมนายเวรคือใคร - มีตัวตนอยู่หรือ ช่วย

อธิบายอย่างเข้าใจด้วย ขอขอบคุณ

   เจ้ากรรมนายเวร ไม่มีในคำสอนของพระพุทธเจ้า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของๆ ตน

ไม่มีใครเป็นเจ้ากรรมนายเวร ครับ

      เวลานี้ใครมองเห็นเจ้ากรรมนายเวรบ้าง   ฟังดูเสมือนว่าทุกคนมีเจ้ากรรมนายเวร

แต่ตามความเป็นจริงนั้น    ทุกคนเป็นทายาทของกรรมของตนเองกรรมที่ได้กระทำแล้ว

ในอดีตย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ผลเกิดขึ้น      ไม่ว่าจะเป็นผลดีที่กำลังได้รับความสุข

ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายก็ไม่ใช่บุคคลอื่นบันดาลให้  แต่กุศลที่ผู้นั้นได้

กระทำแล้วในอดีต  เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เห็น  ได้ยิน  ได้กลิ่น  ลิ้มรส สัมผัสสิ่งที่ดีๆ    

         ฉะนั้น เมื่อกุศลให้ผล ก็ทำให้ได้รับความสุขทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทาง

กาย ก็ฉันนั้น ถ้าถูกคนอื่นทำร้าย  ก็อาจจะคิดว่าเพราะคนนั้นทำ   แต่ถ้าไม่ได้ถูกใครทำ

ร้ายเลย เวลาตกบันไดหรือเจ็บป่วยต่างๆ นั้น ใครทำให้  ขณะที่ถูกก้อนหินหล่นใส่ ก้อน

หินเป็นเจ้ากรรมนายเวรเราหรือไม่   ขณะที่เกิด ที่เป็นผลของกรรม มีเจ้ากรรามนายเวร

ที่ทำให้เกิดหรือไม่ หรือว่าเพราะกรรมของเราเองที่ทำไว้ จึงทำให้เกิด ฉะนั้น แต่ละคน

จึงมีกรรมของตนเองเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะทำให้ผลของกรรมเกิดขึ้นรับรู้อารมณ์ต่างๆ      

สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย

         ฉะนั้น เรื่องเจ้ากรรมนายเวร จึงเป็นเรื่องรับฟังต่อๆ กันม าโดยไม่รู้ว่าใครเคยเห็น

เจ้ากรรมนายเวรที่ไหน เมื่อไหร่     เพียงแต่นึกว่ามีบุคคลที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้

เป็นทุกข์เดือดร้อนต่างๆ แต่ความจริงนั้น ทุกคนมีกรรมเป็นของของตนเอง ครับ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 3 เม.ย. 2555

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น    -ชั่วเวลาลัดนิ้วมือเดียว    เป็นช่วงเวลาที่สั้นแสนสั้น     แม้ช่วงเวลาลัดนิ้วมือเดียว นี้  จิต(และเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย)  เกิดดับไปแล้วนับแสนโกฏิครั้ง       พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ ๓๒๓                          ข้อความบางตอนจากอรรถกถาเผณปิณฑสูตรที่ ๓     อนึ่ง       เปรียบเหมือนว่า         ต่อมน้ำย่อมเกิดและสลายตัวในเพราะหยดน้ำนั้นๆ อยู่ได้ไม่นาน    ฉันใด    แม้เวทนาก็ฉันนั้น    ย่อมเกิดและสลายตัวไป    อยู่ได้ไม่นาน   ในขณะชั่วลัดนิ้วมือเดียว    เกิดแล้วดับไปนับได้แสนโกฏิครั้ง.

   -พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย    จักทำกรรมใดไว้   ก็จะเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้น เพราะฉะนั้น เรา   จึงไม่มีผู้อื่นเป็นเจ้ากรรมที่จะบันดาลหรือจะทำให้เรามีความสุขหรือมีความทุกข์ได้ แต่สัตว์ทั้งหลายจะมี ความสุข ความทุกข์ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศได้สรรเสริญ หรือ นินทา ก็เพราะกรรม ของตน บุคคลอื่นไม่สามารถจะบังคับบัญชาเป็นผู้ที่เหนือกรรมได้ ที่สำคัญ คำว่าเจ้ากรรมนายเวรไม่มีในพระไตรปิฎก     เพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เพราะฉะนั้น จึงไม่มีใครเป็นเจ้ากรรมของใคร เพราะทั้งหมด มีเหตุมีผล มีเหตุมีปัจจัย,      คนหนึ่งทำกรรมดี    แต่อีกคนหนึ่งจะเป็นผู้ได้ดีมีสุข     จะได้รับวิบากที่เป็นกุศลวิบาก หรือ คนหนึ่งทำกรรมชั่ว แต่อีกคนหนึ่งจะเป็นผู้ได้รับผลของกรรมชั่ว นั้น ย่อมไม่ถูกต้อง   ไม่ตรงตามคำสอน    แต่ละบุคคลล้วนแต่มีกรรมเป็นของตนทั้งนั้น     จะทำกรรมแทนกันไม่ได้    จะทำกรรมดีแทนคนอื่นที่เขาไม่สามารถจะทำได้   ก็เป็นไปไม่ได้    แต่ถ้าผู้นั้นอนุโมทนาก็เป็นความดีของเขาในขณะที่กุศลจิตเกิด   แต่จะทำกรรมแทนกันนั้น ย่อมไม่ได้    ถ้าได้ศึกษาพระธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนาอย่างละเอียด  ก็จะทำให้เข้าใจถูก เห็นถูกยิ่งขึ้น เข้าใจในเหตุในผลยิ่งขึ้น โดยสรุปแล้ว คือ ไม่มีเจ้ากรรมนายเวร เพราะสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน นั่นเอง ครับ.                             ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ... 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 3 เม.ย. 2555

ขณะทีสติปัฏฐานเกิด   รู้ลักษณะของนามธรรม   รูปธรรม   ขณะนั้นเป็นชั่วลัดนิ้วมือเดียว   

และคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหนึ่ง  ไม่เป็นสอง    พระพุทธเจ้าตรัสว่า    สัตว์โลกเป็น

ไปตามกรรม   มีกรรมเป็นกำเนิด   มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์    ทำดีทำชั่วเป็นผู้รับผลแห่งกรรม

เพราะฉะนั้นเจ้ากรรมนายเวรไม่มี    มีแต่กรรมที่ตนเองทำเท่านั้นที่จะให้ผลในอนาคต ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
jaturong
วันที่ 5 เม.ย. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
เซจาน้อย
วันที่ 6 เม.ย. 2555

    ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

"กรรมยุติธรรมเสมอ"

"เหตุย่อมสมควรแก่ผล"

ขอบคุณ และขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของทุกๆ ท่านด้วยครับ


 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ