Print 
ว่าด้วยการนอนร่วมกับอนุปสัมบัน [พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์]
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  4 มี.ค. 2555
หมายเลข  20694
อ่าน  1,627

                     พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒- หน้าที่  ๑๖๔                                     มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๕                                               เรื่องพระนวกะ         [๒๘๙] โดยสมัยนั้น                  พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณอัคคาฬวเจดีย์ เขตเมืองอาฬวี    ครั้งนั้น      พวกอุบาสกพากันมาสู่อารามเพื่อฟังธรรม เมื่อพระธรรมกถึกแสดงธรรมจบแล้ว        ภิกษุชั้นเถระกลับไปยังที่อยู่ภิกษุชั้นนวกะสำเร็จการนอนร่วมกับพวกอุบายยสกอยู่ในศาลาที่ฟังธรรมนั้นเองเผลอสติ ไม่รู้สึกตัว เป็นผู้เปลือยกายละเมื่อ กรนอยู่.    พวกอุบาสกต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่าไฉนพระคุณเจ้าทั้งหลายจึงได้สำเร็จการนอนเผลอสติ ไม่รู้สึกตัว เป็นผู้เปลือยกายละเมอ กรนอยู่เล่า. ภิกษุทั้งหลายได้ยินอุบาสกเหล่านั้น เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขาต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลาย จึงได้สำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบันเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้น   แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.                                               ทรงสอบถาม

    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุทั้งหลายสำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบัน จริงหรือ ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.                                  ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท      พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้สำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบันเล่า การกระทำ ของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อด้วยยามเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . .     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่าดังนี้:-                                             พระบัญญัติ

     ๕๔. ๕. ก. อนึ่ง ภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วมกับ อนุปสัมบันเป็นปาจิตตีย์ .   ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้ว แก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.                                             เรื่องพระนวกะ จบ.                                            เรื่องสามเณรราหุล [๒๙๐] กาลต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่เมืองอาฬวี ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่พระนครโกสัมพี เสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงพระนครโกสัมพีแล้ว ข่าวว่าพระองค์ประทับอยู่ ณ พทริ-การาม เขตพระนครโกสัมพีนั้น ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวคำนี้กะท่านสามเณรราหุลว่า อาวุโสราหุล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า ภิกษุไม่พึงสำเร็จการนอนร่วมกับ อนุปสัมบัน อาวุโสราหุล ท่านจงรู้สถานที่ควรนอน วันนั้น ท่านสามเณรราหุลหาที่นอนไม่ได้จึงสำเร็จการนอนในวัจจกุฎี ครั้นปัจจุสสมัยแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตื่นบรรทมแล้ว ได้เสด็จไปวัจจกุฎี ครั้นถึงจึงทรงพระกาสะ แม้ท่านราหุลก็กะแอมรับ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถานว่า ใครอยู่ในวัจจกุฎีนี้ ท่านสามเณรราหุลทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าราหุล พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถานว่า ดูก่อนราหุล เหตุไรเธอจึงนอน ณ ที่นี้ จึงท่านสามเณรราหุล กราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบันได้ ๒-๓ คืน...ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้แสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-                                         พระอนุบัญญัติ      ๕๔. ๕. ข. อนึ่ง ภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบันยิ่งกว่า ๒-๓ คืน เป็นปาจิตตีย์.                                    เรื่องสามเณรราหุล จบ.


เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ