Print 
หากต้องการพระนิพพาน ให้เดินตามรอยพระกุลลเถระ
 
dets25226
วันที่  25 ธ.ค. 2554
หมายเลข  20233
อ่าน  1,759

ธัมมะตาสัง คะเหตฺวานะ ญาณะทัสสะนะปะฏิปัตติยา ปัจจะเวกขิง อิมัง กายัง ตุจฉัง อันโตพะหิรัง ฯ

อาวุโส - ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อะหัง - ข้าพเจ้า พระกุลลเถระ ญาณะทัสสะนะปะฏิปัตติยา - ปฏิบัติโดยใช้สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ ธัมมะตาสัง - พระจักษุที่พระพุทธองค์ทรงมอบไว้ให้นั้น คะเหตวานะ - รับเอาไว้แล้ว ปัจจะเวกขิง - พิจารณาเห็น (มองเห็น) อิมัง กายัง - ร่างกายที่เรียกว่าขันธ์นี้ อันโตพะหิรัง - ทั้งข้างในและนอกขันธ์ ตุจฉัง - เป็นของว่างเปล่าท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าพระกุลลเถระ ได้ใช้ตาปัญญา คือสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะทั้งสองที่พระพุทธเจ้าทรงมอบไว้ให้เฝ้าดูและพิจารณาลงลึกเข้าไปใจขันธ์ห้าจนเห็นแต่ความว่างเปล่า ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตน เป็นอนัตตา ฯ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 17:53 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เชิญคลิกอ่านที่นี่  กุลลเถรคาถา [เถรคาถา]

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 17:58 น.

การจะถึงพระนิพพาน ดับกิเลส ไม่ใช่ดำเนินตามของพระเถระรูปใดครับ แต่พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์ ผู้บรรลุธรรม นั่นคือ ดำเนินตามอริยมรรคมีองค์ 8 หรือ สติปัฏฐาน 4 อันเป็นทางสายเดียว เพื่อละสละ ดับกิเลสทั้งหมดได้ครับ ซึ่ง ท่านพระกุลลเถระ หรือไม่ว่าใครที่ได้บรรลุธรรม ท่านเหล่านั้นย่อมอบรมเจริญปัญญาที่เป็น อริยมรรค สติปัฏฐาน คือ การระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา นี่คือ หนทางการดำเนินไปสู่พระนิพพานไม่ว่าใคร บุคคลใดก็ต้องดำเนินตามทางนี้ครับ และ ท่านพระกุลลเถระ ท่านไม่ได้ใช้ปัญญา แต่จากพระสูตรโดยตรงที่ยกมานั้น ปัญญาท่านเกิดรู้ตามความเป็นจริง คือเข้าใจ ในสรีระของศพและของท่านไม่ต่างกันคือ ศพก็คือ สภาพธรรมที่ประชุมรวมกันของรูปธรรม มี ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นต้น และร่างกายของท่านก็คือ ธาตุ ดิน น้ำ ไฟลมที่ประชุมรวมกันและรูปธรรมอื่น ๆ ที่ประชุมรวมกัน เมื่อต่างก็เป็นรูปธรรมทั้งคู่ คือซากศพและตัวท่าน ความยินดี ติดข้องจึงไม่เกิดกับท่านในสรีระ และในทุกสิ่ง เพราะเกิดญาณทัสสนะ คือปัญญาตามควาเมป็นจริงของสภาพธรรมที่เสมอกัน ว่าเป็นแต่เพียง ธาตุและธรรมเท่านั้น ปัญญาที่เกิดขึ้น รู้ความเป็นจริงเช่นนี้ ที่เห็นความไม่เที่ยงของสภาพธรรม เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา จึงเกิดปัญญา วิปัสสนาญาณตามลำดับ ถึงมรรคจิตและดับกิเลสได้หมดสิ้น บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้นั่นเองครับ เพราะเห็นตามความเป็นจริงของสภาพธรรมครับ แต่กว่าท่านจะถึงปัญญาระดับนั้น เมื่อในอดีต ท่านก็ต้องเริ่มจากการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจในขั้นการฟังเบื้องต้น เข้าใจแม้แต่คำว่า ธรรมคืออะไรให้เข้าใจ เมื่อเข้าใจและอาศัยการฟังยาวนาน อบรมปัญญามายาวนานล้าน ๆ ชาติ นับไม่ถ้วน จนปัญญาแก่กล้าในชาตินี้ ก็สามารถดับกิเลสได้ครับ จะเห็นนะครับว่า สำคัญ คือ ปัญญาพื้นฐาน ไม่ใช่เรื่องที่จะทำตาม แต่เป็นเรื่องที่จะค่อย ๆ เข้าใจไปทีละน้อย โดยเริ่มจากการฟังพระธรรมไปเรื่อย ๆ ครับ ธรรมเป็นเรื่องละเอียด

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
dets25226
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 18:18 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาในคำอธิบายขยายความของท่านอาจารย์ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 20:44 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 
พระพุทธศาสนา  เป็นคำสอนของผู้รู้ คือ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้วทรงแสดงธรรมให้ผู้อื่นได้รู้ตาม เป็นคำสอนที่เป็นไปเพื่อละตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ไม่ใช่ให้ไปทำอะไรด้วยความเป็นตัวตนหรือจดจ้องต้องการ โดยปราศจากความเข้าใจ จะเห็นได้ว่าในพระพุทธศาสนา  มีคำว่า "ปฏิบัติธรรม" แต่ไม่ใช่ว่าไม่รู้อะไรแล้ว แล้วจะไปปฏิบัติ ไม่ได้ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจแล้วจะไปปฏิบัติเลย ไม่ใช่อย่างนั้นโดยประการทั้งปวง เพราะเป็นเรื่องของความเข้าใจถูกเห็นถูกตั้งแต่ต้นว่า ไม่ใช่ตัวตนที่ไปปฏิบัติ  แต่เป็นกิจหน้าที่ของสภาพธรรมฝ่ายดี คือ สติและปัญญา  เกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง โดยมีพื้นฐานมาจากความเข้าใจถูกเห็นถูกในเรื่องของสภาพธรรมที่่มีจริง ซึ่งจะขาดปัญญาซึ่งเป็นความเข้าใจถูกเห็นถูกไม่ได้เลย พระอริยสาวกทั้งหลายที่ท่านได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ถึงความเป็นพระอริยบุคคล ล้วนเป็นผู้อบรมเจริญปัญญา สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกมาแล้วทั้งนั้น เมื่อปัญญาถึงความเจริญสมบูรณ์พร้อม  ก็ทำให้ท่านเหล่านั้นรู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงความเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่าง ๆ ได้ แม้แต่ท่านพระกุลลเถระ ก็เช่นเดียวกัน ที่เป็นผู้ที่เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริงว่าเป็นเพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ว่าจะเป็นสภาพธรรมที่ตัวท่านหรือที่ภายนอกก็ตาม ล้วนเสมอกัน โดยความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่ควรแก่การติดข้องยินดีพอใจ ทำให้ท่านละคลายความติดข้องยินดีในสิ่งที่กำลังปรากฏ  มีปัญญาเจริญขึ้นตามลำดับจนกระทั่งรู้แจ้งอริยสัจจ-ธรรมถึงความเป็นพระอรหันต์ นั้น ก็เพราะได้สะสมปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูกมาแล้ว นั่นเอง โดยที่ไม่ได้มีตัวตนไปทำอะไรที่ผิดปกติเลย  เพราะ ปัญญา ไม่ทำให้ผิดปกติ  แต่ที่ทำให้ผิดปกติก็คือความเห็นผิดและความไม่รู้ ครับ                                
...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 21:34 น.

มีสถานที่บ้างแห่ง นำซากศพจริงๆมาพิจารณากัน เพื่อให้เห็นความเป็นจริงดังที่ กล่าวมาข้างต้น จะเป็นการพิจารณาที่ถูกต้อง หรือมีสิ่งใดเป็นข้อสังเกตหรือไม่ครับ

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
paderm
paderm
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 21:43 น.

เรียนความเห็นที่ 5 ครับ

     หากนำซากศพมา แต่ยังไม่มีความเข้าใจพื้นฐานว่า ธรรมคืออะไร ก็พิจารณาเป็นเรื่องราว และก็ไม่รู้สภาพจิตในขณะนั้นครับว่า เป็นจิตอะไร เพราะไม่มีปัญญาที่รู้ลักษณะของจิตตนเอง ซึ่งหากไม่มีปัญญาแล้ว แทนที่จะเป็นความสงบของจิตที่เป็นกุศล แต่ก็เป็นอกุศลจิตที่เกิดขึ้น เมื่อเห็น อนิฏฐารมณฺ์ รูปที่ไม่ดีได้อย่างรวดเร็ว คืออกุศลที่เป็นโทสะ แม้ความขุ่นใจเพียงเล็กน้อยก็เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วครับ เพราะเป็นผู้หนาด้วยกิเลส ย่อมไหลไปในอกุศลได้ง่าย เมื่อเห็นรูปที่ไม่ดี ดังนั้นหากเริ่มจากความต้องการที่อยากสงบ(โลภะ) จึงนำสิ่งนั้นมาพิจารณา โดยไม่มีปัญญาเบื้องต้นเลย และอารมณ์ คือ การพิจารณา ป่าช้าเก้า ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาะสสมมามากแล้วไม่ใช่เพียงอ่าน อารมณ์ของสมถภาวนา แล้วจะนำมาพิจารณาได้เพราะ สมถภาวนาและ วิปัสสนาภาวนา จะต้องเริ่มจากการเห็นโทษของกิเลส และรู้ลักษณะของความสงบ คือ กุศลในชีวิประจำวัน และ รู้ลักษณะของอกุศลในชีวิตประจำวัน จึงจะอบรมสมถภาวนาได้ จึงเป็นเรื่องของปัญญาทั้งหมดครับ 

     แม้แต่ท่านพระสารีบุตร เคยให้ ศิษย์ของท่าน พิจารณา ความเป็นอสุภะ แต่ศิษย์ของท่านก็ไม่ได้ความสงบแห่งจิต เพราะไม่ถูกกับอัธยาศัยของศิษย์ที่สะสมมาครับ พระพุทธเจ้า จึงตรัสเรียกศิษย์ของพระสารีบุตรมา และรู้การสะสมว่า  เขาเคยเป็นช่างทองมาก่อน จึงบันดาลดอกไม้ทองและก็ค่อย ๆ ให้แห้งเหี่ยว ภิกษุรูปนั้นพิจารณาตาม ด้วยสะสมปัญญามาแล้วในอดีตชาติและอารมณ์เหล่านี้ ก็ถูกกับอัธยาศัยที่สะสมมา จึงบรรลุคุณธรรมครับ ดังนั้น สมัยนี้ ไม่ต้องกล่าวถึง การเทียบเท่าปัญญาของพระสารีบุตร ที่จะรู้อัธยาศัยของสัตว์โกลได้จริง ดังนั้น จึงไม่ใช่การนำอารมณ์ ที่ผู้พิจารณา ยังไม่เข้าใจพื้นฐานของการอบรมปัญญามาให้พิจารณา แทนที่จะสงบก็เป็นอกุศลเกิดได้โดยไม่รู้ตัวครับ ดังนั้นไม่ต้องถึงซากศพหรอกครับ เพียงรูปที่ปรากฎทางตา ในชีวิตประจำวันที่กำลังเห็นอยู่ แม้เพียงรูปที่ไม่ดี ที่ไม่ถึงซากศพ ก็เป็นอกุศลแล้ว โดยไม่รู้ตัวและก็ไม่ได้พิจารณา หรือมีสติปัญญา รู้ความจริงในขณะนั้นเลย จะกล่าวไปใยเมื่อเห็นซากศพที่เป็นอารมณ์ที่ไม่ดีมาก ๆ ครับ  ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 10:08 น.

เป็นเรื่องที่ละเอียดมากเลยครับ การไม่ได้ศึกษานัยของพระธรรมโดยละเอียด เมื่อได้อ่านพระสูตรแต่ละเรื่องแล้วก็นำมาทำตามๆ กันไป โดยขาดความเข้าใจจริงๆย่อมเป็นการปฏิบัติที่ไม่ตรง ไม่อาจทำให้เกิดกุศลจิตจริงๆ ได้ทีเดียว
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาอาจารย์ผเดิมครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
pat_jesty
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 11:01 น.

การศึกษาธรรมควรพิจารณาให้ละเอียดลึกซึ่ง รอบคอบ รอบด้าน เพราะต้องสอดคล้องกัน ไม่ขัดแย้งกัน  ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
เซจาน้อย
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 20:31 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
pamali
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 08:37 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
นาวาเอกทองย้อย
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 14:08 น.

ขอประทานโทษนะครับ
คำภาษาบาลีที่ปรากฏในกระทู้

ธัมมะตาสัง คะเหตฺวานะ ญาณะทัสสะนะปะฏิปัตติยา ปัจจะเวกขิง อิมัง กายัง ตุจฉัง อันโตพะหิรัง ฯในพระไตรปิฎกภาษาบาลี เล่ม ๒๖ ข้อ ๓๕๐ ปรากฏข้อความ เป็นดังนี้ (วางรูปเป็นฉันท์) 

ธมฺมาทาส คเหตฺวาน    าณทสฺสนปตฺติยา
ปจฺจเวกฺขึ  อิมกาย    ตุจฺฉสนฺตรพาหิร ฯ 

เขียนแบบคำอ่าน เป็นดังนี้
ธัมมาทาสัง คะเหตวานะ    ญาณะทัสสะนะปัตติยา
ปัจจะเวกขิง อิมัง กายัง     ตุจฉัง สันตะระพาหิรัง ฯ 

พระไตรปิฎกภาษาไทยแปลไว้ว่า
เราได้ถือเอาแว่นธรรมแล้วส่องดูร่างกายอันไร้ประโยชน์ ทั้งภายในและภายนอกนี้ เพื่อการบรรลุญาณทัสสนะ

อรรถกถาอธิบายไว้ว่า
     บทว่า ธมฺมาทาสได้แก่ แว่นอันล้วนแล้วด้วยธรรม. เหมือนอย่างว่า สัตว์ทั้งหลายเห็นคุณและโทษที่หน้าหรือกายของตน ด้วยแว่น ฉันใด วิปัสสนาญาณอันเป็นเหตุให้พระโยคาวจรเห็นตามเป็นจริงซึ่งธรรม คือความเศร้าหมองและความผ่องแผ้ว ในอัตภาพ ก็ฉันนั้น ท่านเรียกว่า ธัมมาทาสะ แว่นธรรม ในที่นี้. ทำวิปัสสนาญาณนั้นให้เกิดขึ้นในสันดานของตน เพื่อบรรลุถึงญาณทัสสนะ คือดวงตาเห็นธรรม กล่าวคือมรรคญาณ.

     บทว่า ปจฺจเวกฺขึ  อิมกายความว่า เราได้พิจารณาโดยเฉพาะ คือเห็นด้วยญาณจักษุ ซึ่งกรัชกายนี้ อันชื่อว่า ไร้ประโยชน์  เพราะเว้นจากความเที่ยงและแก่นสาร ชื่อว่า ทั้งภายในและภายนอก เพราะจำแนกออกเป็นสันดานตนและสันดานคนอื่น.

    ในการศึกษาพระธรรม ผู้รู้ท่านว่า พึงอ้างพยัญชนะและอรรถะ ให้ตรงตามหลักฐานส่วนความเข้าใจในพยัญชะและอรรถะนั้น ย่อมแล้วแต่สติปัญญาของผู้ศึกษา

 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
jaturong
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 11:15 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
peem
วันที่ 22 ส.ค. 2561 22:38 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ