อวิชชาและสังขารในปฏิจจสมุปปาบาท
 
homenumber5
วันที่  25 ธ.ค. 2554
หมายเลข  20229
อ่าน  7,371

เรียนท่านวิทยากร ดิฉันฟังมาว่าอวิชชา คือกรรมในอดีต และสังขารคือกิเลสในอดีตส่วน วิญญาณ นามรูป สฬายตน ผัสสะเวทนา ตัณหาอุปทานภพ ชาติเป็นปัจจุบัน ชรามรณ อุปายาสะ โสกะปริเทวะ... นั้นเป็นอนาคตของโลกิยบุคคล ขอเรียนถามดังนี้ค่ะ
๑ อวิชชาคือกรรมในอดีตใช่ไหมคะ
๒ สังขาร คือ เจตสิก และเป็นกิเลสในอดีตใช่ไหมคะ
๓ กรรม ในพระอภิธรรม อธิบายอยู่ที่ใด
๔ กิเลส นั้น ในพระอภิธรรม  รายละเอียดเป็นอย่างไรคะ คือเมื่อพยายามอ่านในหลาย ๆ แห่ง ยังสับสนอยู่
๕ ทั้งอวิชชา สังขาร วิญญาณ จะถูกทำลายด้วยการฟังธรรมได้อย่างไร เพราะวงจรวนเวียนตลอดเวลา เวลาฟังธรรม จะพยายามคิดว่าธรรมนี้ไปเกี่ยวข้องในการทำลาย อวิชชา สังขารได้อย่างไร แต่ทำไม่ได้ ดิฉันควรฟังธรรมอย่างไรดี หรือว่าดิฉันร้อนใจ ตั้งความปรารถนาสูงเกินกำลังไปหรือไม่คะ


Tag  กรรม กิเลส วิบาก

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 25 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๑ อวิชชาคือกรรมในอดีตใช่ไหมคะ
อวิชชา ไม่ใช่หมายถึง กรรมครับ กรรม คือ เจตนาเจตสิก ที่เป็นสังขาร อวิชชา คือโมหะเจตสิก ความไม่รู้ ซึ่งอวิชชา ความไม่รู้ เป็นปัจจัย ให้เกิดสังขาร สังขาร ไม่ใช่กิเลสนะครับ แต่หมายถึงเจตนาที่เป็นไปในบุญ (กุศลกรรม) และบาป (อกุศลกรรม) เพราะความไม่รู้ อวิชชา ในอดีต เป็นปัจจัยให้มีการทำกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม (สังขาร) ในปัจจุบัน และเป็นปัจจัยให้มีการทำกุศลกรรม และอกุศลกรรมในอนาคตด้วย (สังขาร) และแม้อวิชชาในปัจจุบัน ไม่ใช่เฉพาะ อวิชชา หรือ โมหะในอดีตเท่านั้นก็เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร คือ เจตนาในการกระทำอกุศลกรรมด้วยครับ  เพราะโมหะเจตสิกเกิดกับจิตที่เป็นอกุศลทุกประเภทครับ

๒ สังขาร คือ เจตสิก และเป็นกิเลสในอดีตใช่ไหมคะ
สังขารคือ เจตนาเจตสิกที่เป็นในการทำกุศลกรรมและอกุศลกรรม สังขารจึงไม่ใช่ หมายถึง กิเลสครับ แต่หมายถึง เจตนาเจตสิกในการทำกุศล หรืออกุศลครับ ซึ่งเพราะอาศัย การกระทำกุศลกรรม และอกุศลกรรมในอดีต เช่น มีการฆ่าสัตว์ เป็นต้น ในอดีตเป็นปัจจัยเกิด วิญญาณ คือ ปฏิสนธิจิต คือ การเกิดในนรกครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 25 ธ.ค. 2554

๓ กรรม ในพระอภิธรรม อธิบายอยู่ที่ใด
อยู่ในพระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 705  เล่ม 78 ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัยครับ และเล่มเดียวกัน  หน้า 732 จะอธิบายเรื่องกรรม ในปฏิสัมภิทามรรค และ เรื่องกรรม ในพระสูตร ในนิทานสูตร เล่ม 34 ครับ ก็อธิบายเรื่องกรรมโดยละเอียดครับ

๔.กิเลส นั้นในพระอภิธรรม รายละเอียดเป็นอย่างไรคะ คือเมื่อพยายามอ่านในหลายๆแห่ง ยังสับสนอยู่
กิเลสในพระอภิธรรม ก็แสดงถึงตัวจริงของสภาพธรรม ที่เป็นกิเลสอย่างเดียว ไม่มีสัตว์ บุคคลที่มีกิเลส และแสดงลักษณะของกิเลสประการต่างๆ หลากหลายนัยครับโดยที่เราไม่ต้องไป ติดที่ชื่อ แต่ให้เข้าใจว่า กิเลสในพระอภิธรรมแสดงถึง ลักษณะของ กิเลสของแต่ละกิเลสเป็นสำคัญครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
paderm
paderm
วันที่ 25 ธ.ค. 2554

 ๕. ทั้งอวิชชา สังขาร วิญญาณ จะถูกทำลายด้วยการฟังธรรมได้อย่างไร เพราะวงจรวนเวียนตลอดเวลา เวลาฟังธรรม จะพยายามคิดว่าธรรมนี้ไปเกี่ยวข้องในการทำลายอวิชชา สังขารได้อย่างไร แต่ทำไม่ได้ ดิฉันควรฟังธรรมอย่างไรดี หรือว่าดิฉันร้อนใจตั้งความปรารถนาสูงเกินกำลังไปหรือไม่คะ

     ธรรมเป็นเรื่องที่ค่อย ๆ เข้าใจไปทีละน้อย ไม่ใช่ความเร่งรีบ รีบร้อน ซึ่งการอบรมปัญญาที่ถูกต้อง คือ ต้องเริ่มจากการเข้าใจจริงๆ ว่า ธรรม คืออะไรและก็ฟังพระธรรมในส่วนต่าง ๆ แต่ไม่ใช่การจะไปคิดว่าอวิชชา เป็นปัจจัยแก่สังขารอย่างไร เพราะปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งอย่างมาก เมื่อปัญญาถึงระดับสูงมาก ย่อมทำให้พิจารณาตามความเป็นจริงอย่างนั้น และเพราะอาศัยปัญญาเบื้องต้น ย่อมถึงปัญญาระดับสูงได้ และเมื่อปัญญาสูงสุด ดับกิเลสได้ ขณะนั้น ก็เป็นการทำลายอวิชชาที่สะสมมาเนิ่นนาน และทำให้ไม่เกิดสังขาร คือไม่มีการทำบุญและบาปและก็มีวิญญาณ คือ การปฏิสนธิในภพใหม่ ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ เพราะได้ประจักษ์ความจริง คือ พระนิพพาน ถึงการดับกิเลส ดังนั้น หน้าที่ คือ ไม่ใช่พยายามไปคิด พิจารณาองค์ ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเหลือวิสัย แต่อาศัยการฟังพระธรรม อบรมปัญญาไปเรื่อยๆ ก็จะถึงการดับกิเลส และก็จะเข้าใจองค์ปฏิจจสมุปบาท ด้วยการประจักษ์ความจริง และถึงการดับกิเลสและละ องค์ปฏิจจสมุปบาทด้วยปัญญาเองครับ ค่อยๆฟังพระธรรมต่อไปเรื่อยๆครับ ถ้าหากหวัง ศึกษาด้วยความหวัง ก็จะหนักครับ ค่อยๆฟังพระธรรมต่อไป รู้็ คือ รู้ไม่รู้ก็คือไม่รู้ครับ หนทางอีกยาวไกล ค่อย ๆ เข้าใจและฟังไป ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 25 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น     
อวิชชา เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นกิเลสประเภทหนึ่งในบรรดากิเลสทั้งหลาย มีโลภะ โทสะ เป็นต้น ตราบใดก็ตามที่ยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์  อวิชชา ก็ยังมีอยู่ เป็นเหตุให้เกิดสังขาร คือกระทำกรรม ที่เป็นบุญบ้าง  เป็นบาปบ้าง สังขารในที่นี้ คือเจตนาเจตสิก ที่เกิดร่วมกับกุศลจิต[มหากุศล,รูปาวจรกุศล,อรูปาวจรกุศล] อกุศลจิต ตามการสะสมของแต่ละบุคคล เมื่อถึงคราวที่กรรม นั้น ๆ ให้ผล  ก็ทำให้มีการเกิดในภพภูมิต่าง ๆ  ตามสมควรแก่กรรมที่ได้กระทำแล้ว ทำให้สังสารวัฏฏ์ ยังดำเนินต่อไปเป็นไป  เป็นเหตุให้ประสบกับความทุกข์  ความเดือดร้อน  มากมาย อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเพราะมีการเกิดในภพภูมิต่าง ๆ นั่นเอง  การที่จะดับวงจรของการเวียนว่ายตายเกิดได้นั้น  มีหนทางเดียว คือ การอบรมเจริญปัญญา สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ ดำเนินตามหนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ มีความเข้าใจถูกเห็นถูก เป็นต้น จะเห็นได้ว่า พระอริยบุคคลทั้งหลายในอดีต ท่านก็ดำเนินตามหนทางนี้มาแล้ว จึงทำให้ท่านเหล่านั้นได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ดับกิเลสได้ตามลำดับขั้นสูงสุด คือ บรรลุเป็นพระอรหันต์ดับกิเลสทั้งปวงได้อย่างหมดสิ้น เมื่อดับขันธปรินิพพานแล้ว ไม่มีการเกิดอีกในสังสารวัฏฏ์ เพราะดับเหตุ ที่จะทำให้มีการเกิดในภพต่าง ๆ ได้แล้ว มี อวิชชา และ ตัณหา เป็นต้น หนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญา  เป็นหนทางที่จะเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส  ละคลายกิเลส จนกว่าจะสามารถดับได้อย่างหมดสิ้นในที่สุด  ครับ                                 
  ขอเชิญคลิกอ่านข้อความเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ              
ความจริงแห่งชีวิต...ตอนที่ ๙๓ จิตตสังเขป (กิเลส กรรม วิบาก)                             
...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ... 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
เซจาน้อย
วันที่ 25 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 25 ธ.ค. 2554

อวิชชา คือ ความไม่รู้ ถูกความมืดปิดบัง ไม่ให้รู้ความจริงของธรรมะ จะละอวิชชาได้ด้วยการอบรมเจริญวิชา  คือความรู้  คือปัญญาทีทำให้เราออกจากสังสารวัฏฏ์ค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 26 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
akrapat
วันที่ 26 ธ.ค. 2554

อวิชชา คือ ความไม่รู้ เมื่อไม่รู้ ก็เลยหลง เป็นรากเหง้า ของกิเลสทั้งปวง โลภะ โทสะ โมหะ กิเลสทั้งปวง พระอนาคามียังละไม่ได้ เพราะพระอนาคามียังหลง ทั้งๆที่ พระอนาคามี ละกามกิเลส และ สังโยชญ์เบื้องต่ำ ได้แล้ว เข้าใจยากครับ สำหรับ ปุถุชน... แต่ความไม่รู้คือ ไม่รู้ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ไม่รู้เหตุของอดีต ปัจจุบัน และผลในอนาคต และไม่รู้อริยสัจ ๔ เมื่อไม่รู้ก็เลยมีเจตนาและกระทำกรรม  เมื่อมีกรรมก็ย่อมมีวิบาก วนรอบ เช่นนี้ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
pat_jesty
วันที่ 27 ธ.ค. 2554

ความรู้ (ปัญญา) จะเจริญขึ้นไปตามลำดับ สะสมทีละเล็กทีละน้อยเป็นพื้นฐานที่มั่นคงลองพิจารณาถึงก่อนหน้าที่ยังไม่เคยฟังพระธรรม กับตอนนี้ที่สะสมการฟังมาแล้วจะรู้ว่ามีความรู้ความเข้าใจขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่อาจรู้สึกว่ายังน้อยไป หรือไม่เป็นเท่าที่หวังซึ่งก็ถูกต้องแล้ว เพราะปัญญาเจริญขึ้นตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เพราะความอยาก หรือความหวัง ของเรา.. ธรรมเป็นไปเพื่อ"ละ" เมื่อไหร่ที่รู้สึกไม่สบายใจเมื่อฟังพระธรรมหรือพิจารณาพระธรรม ขณะนั้นเป็นอกุศล เพราะตอนที่เข้าใจเป็นกุศล เบาสบาย ค่ะขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
tapeak
วันที่ 7 พ.ย. 2555

อนุโมทนาบุญค่ะ เพราะความไม่รู้  จึงต้องหาความกระจ่าง สาธุธรรม..

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ