วิญญาณออกจากร่าง
 
นาวาเอกทองย้อย
นาวาเอกทองย้อย
วันที่  17 ธ.ค. 2554
หมายเลข  20192
อ่าน  7,681

   อ่านกระทู้เรื่อง การโคลนนิ่งสัตว์ แล้วเกิดความสงสัยไปอีกทางหนึ่ง จึงขออนุญาตตั้งเป็นหัวข้อใหม่ครับ คือ เรามักพูดกันว่า คนตายวิญญาณออกจากร่าง ก็ถ้าวิญญาณออกจากร่างได้ ก็แปลว่าวิญญาณก็ต้องมาเข้าร่างก่อน กระผมหมายถึงมาเข้าร่างตอนที่จะเกิดนะครับ ในองค์ประกอบที่มนุษย์จะเกิดได้ มีข้อหนึ่งว่า คนฺธพฺโพ  สมฺปติฏฺฐิโต หรืออะไรนี่แหละ ท่านแปลว่า มีวิญญาณมาปฏิสนธิ

ก็จึงอยากฟังคำอธิบายที่ชัดเจนว่า
     1 วิญญาณออกจากร่าง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
      2 วิญญาณมาปฏิสนธิ จะมีขึ้นในขั้นตอนไหนของกระบวนการทำให้เกิด ไม่ว่าจะเกิดตามธรรมดาธรรมชาติ หรือเกิดโดยวิธีโคลนนิ่งก็ตาม

ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ


Tag  ปฏิสนธิ ล่องลอย วิญญาณ
  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 17 ธ.ค. 2554

     ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจ คำว่า วิญญาณในพระพุทธศาสนาที่เป็นสัจจะ ความจริงว่าคืออะไรครับ วิญญาณ คือ สภาพธรรมที่เป็นจิต วิญญาณ ก็คือ จิต เมื่อเป็นจิต วิญญาณ จึงเป็นสภาพรู้ และวิญญาณเกิดขึ้นและดับไป เพราะเป็นสภาพธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งครับ จึงย้อนกลับมาที่คำถาม ข้อแรกครับ

1 วิญญาณออกจากร่าง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร 

   โดยทั่วไป ความเข้าใจทั่วไปย่อมเข้าใจว่า เมื่อสัตว์ตายไป วิญญาณย่อมออกจากร่างไป นี่แสดงให้เห็นครับว่า การเข้าใจคำว่า วิญญาณไม่ถูกต้องและไม่ตรงตามสัจจะความจริง เพราะวิญญาณที่เข้าใจนั้น เหมือนสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่เคลื่อนย้าย ถ่ายเทออกไปจากร่างกายได้ครับ แต่ในความเป็นจริง วิญญาณ คือ สภาพธรรมที่ เป็นจิต จิตไม่สามารถเคลื่อนไหว ออกจากร่างได้ เพราะอะไรครับ เพราะจิตเกิดขึ้นและดับไป เกิดขึ้นที่วัตถุรูป คือ  เกิดที่ ตา หู จมูก ลิ้น กายและหทยรูป เกิดขึ้นที่ไหน ก็ดับที่นั่น จิตจึงไม่มีการเดินทาง  ไม่มีการเคลื่อนไหวได้เลยครับ เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ วิญญาณ หรือ จิต จึงไม่ได้ออกจากร่างเมื่อสัตว์นั้นตาย เพียงแต่ คำว่า สัตว์นั้นตาย คือ จุติจิตเกิดขึ้น ทำหน้าที่เคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ (ตาย) เมื่อยังมีกิเลสอยู่  จุตินั้นดับไป เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิสนธิจิต(การเกิด) เกิดต่อทันที จึงไม่มีจิต หรือ วิญญาณออกจากร่างกาย แต่สำหรับร่างกายนั้น ก็ไม่มีจิตเกิดขึ้นอีกครับ ดังนั้นคำว่า จิต หรือ วิญญาณออกจากร่าง กับไม่มีจิตเกิดขึ้นอีกที่รูปร่างกายนั้น จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะ สัจจะ ความจริง ก็คือไม่มีจิต หรือ วิญญาณ เกิดขึ้นที่รูปร่างกายนั้นอีก แต่ไม่ใช่มีจิต หรือวิญญาณเคลื่อนย้ายเป็นรูปร่างที่เป็นรูปธรรมออกจากร่างไปครับ เพราะ จิต หรือ วิญญาณเป็นนามธรรมไม่มีรูปร่าง ไม่มีการเคลื่อนไหว ย้ายจากร่างเลยครับ จิตเกิดขึ้นที่ไหน ก็ดับที่นั่นครับ

  สมดังพระพุทธพจน์ที่ว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 437

พระศาสดาประทับยืน  ณ ที่เหนือศีรษะของเธอ    ตรัสว่า" ภิกษุ  กายของเธอนี้   มีวิญญาณไปปราศแล้ว   หาอุปการะมิได้  จักนอนบนแผ่นดิน  เหมือนท่อนไม้"  ดังนี้แล้ว   ตรัสพระคาถานี้ว่า "ไม่นานหนอ  กายนี้จักนอนทับแผ่นดิน กายนี้ มีวิญญาณไปปราศ อันบุคคลทิ้งแล้ว, ราวกับท่อนไม้ไม่มีประโยชน์ฉะนั้น"

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 17 ธ.ค. 2554

2.วิญญาณมาปฏิสนธิ จะมีขึ้นในขั้นตอนไหนของกระบวนการทำให้เกิด ไม่ว่าจะเกิดตามธรรมดาธรรมชาติ หรือเกิดโดยวิธีโคลนนิ่งก็ตาม

    ในทางธรรมแล้ว เมื่อจุติจิตเกิดขึ้นและดับไป สำหรับผู้ที่มีกิเลส ปฏิสนธิจิตก็เกิดต่อซึ่ง อาจจะสงสัยว่า ปฏิสนธิจิต หรือ วิญญาณจะเข้ามาในร่างหรืออย่างไร คือ เข้ามาในครรภ์ หรือ ขณะที่กำลังผสมพันธุ์ที่ทำโคลนนิ่ง   วิญญาณก็วิ่งเข้ามา

   ตามที่กล่าวแล้วครับ วิญญาณ คือ จิต ซึ่ง จิตเกิดขึ้นและดับไป เกิดที่ไหน ดับที่นั่นจิต จึงไม่มีการเดินทางไม่มีการเคลื่อนไหว จิต หรือ วิญญาณ จึงไม่มีการออกจากร่างเมื่อตาย ตามที่ได้อธิบายในข้อ1 ครับ และ จิต หรือ วิญญาณ ก็ไม่มีการเข้าร่าง หรือวิ่งเข้ามาในครรภ์มารดา เพียงแต่อาศัยครรภ์มารดา เป็น ปัจจัย โดยเป็นอุตุ ทำให้เป็นปัจจัยให้รูปอื่นๆ ที่เกิดในครรภ์นั้น ค่อยๆ เจริญขึ้นครับ แต่ปฏิสนธิจิตที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้วิ่งเข้ามา แต่เกิดแล้วในขณะนั้น ก็ต้องเข้าใจครับว่า วิญญาณ หรือ ปฏิสนธิจิตเป็นนามธรรม จึงมองไม่เห็นและเกิดขึ้นและดับไป แต่เมื่อปฏิสนธิจิตเกิด ก็มีรูป ที่เกิดจากกรรมเกิดขึ้นด้วย  เช่น ภาวรูป กายปสาทรูปและหทัยรูป เกิดขึ้นและก็เจริญเติบโตรูปอื่นๆ ก็อาศัย ครรภ์มารดา หรืออาศัย สารเคมีในการทำโคลนนิ่ง เจริญเติบโตต่อไปครับ ดังนั้น จึงใช้คำว่า วิญญาณ หรือ ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นและดับไป แต่ไม่ใช่ ปฏิสนธิจิต หรือ วิญญาณ วิ่งเข้ามาในครรภ์มารดาครับ เพราะ จิต เคลื่อนไหวไม่ได้ครับ

    ยกตัวอย่างในเรื่องประเด็นที่คิดว่า มีวิญญาณ วิ่งเข้าในร่างกาย ในครรภ์ หากลองถามดูครับว่า หากเราใส่เหรียญลงไปในกล่องทึบ ปิดฝา แล้ว ให้คิดถึงหรือส่งใจไปในเหรียญนั้น ถามว่านึกได้ไหมครับ นึกได้ อะไรทำให้นึก ก็เพราะจิตคิดนึกของเรา ที่จำเอาไว้ว่ามีเหรียญอยู่ข้างในใช่ไหมครับ แล้วถามว่า จิตของเราที่คิดนึก เข้าไปทางไหนของกล่อง คำตอบคือ ไมได้เข้าไปในกล่อง หรือเป็นวิญญาณที่เป็นรูปร่าง วิ่งเข้าไปในกล่องจึงเห็น แต่เพราะอาศัยการคิดนึกตรึกในสิ่งที่จำ จิตเกิดขึ้นก็นึกได้ว่ามีเหรียญในกล่อง ทั้งๆ ที่ จิตหรือวิญญาณก็ไมได้วิ่งเข้าไปในกล่องเลยครับ ฉันใด วิญญาณหรือ จิต ก็ไมได้มีวิ่งเข้าไปในครรภ์ ในร่างกายเมื่อเกิด แต่ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น โดยอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆ จึงมีการเกิดขึ้นของปฏิสนธิจิต โดยปฏิสนธิจิต หรือ วิญญาณไมได้วิ่งเข้าไปสู่ครรภ์เลยครับ  ดั่งพระนาคเสนและพระยามิลินท์ สนทนากันในประเด็นเรื่องนี้

*************************************

พระเจ้ามิลินท์ ตรัสถามว่า

 ดูก่อน พระนาคเสน  สัตว์-บุคคล เมื่อจะเข้าถือปฏิสนธิในครรภ์มารดา...เข้าทางไหน?
พระนาคเสน ทูลตอบว่า   ขอถวายพระพรหาเป็นเช่นที่พระองค์ตรัสถามไม่
ม. ถ้าเช่นนั้น...พระคุณเจ้าจงยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบ
น. ขอพระองค์ จงทรงส่งพระราชหฤทัยเข้าไปนึกถึงแก้วแหวนเงินทอง ที่อยู่ในหีบนั้น
ม. ส่งเข้าไปแล้ว
น. ขอถวายพระพร  พระองค์ทรงส่งเข้าไปทางไหน?
ม. หามีช่องทางให้ส่ง "จิต" เข้าไปไม่.! แต่เป็นจิตคิดนึกถึงแก้วแหวนเงินทองในหีบนั้น ก็เพราะว่า จิตหมายรู้ตามที่ได้ประจักษ์ (เคยเห็น-จำได้) มาก่อน
น. ฉันใดก็ฉันนั้น สัตว์ - บุคคล เมื่อจะเกิดในครรภ์ของมารดานั้น มีแต่ "จิต" ที่เรียกว่า "ปฏิสนธิจิต" หรือ "ปฏิสนธิวิญญาณ" ซึ่งพร้อมด้วย ปัจจัยต่างๆ ในขณะที่เกิดในครรภ์มารดาเช่นเดียวกับ อาการที่พระองค์ทรงคิดถึงแก้วแหวนเงินทองในหีบนั้นซึ่งขณะนั้น......หาได้มีช่องทางหนึ่งช่องทางใดสำหรับการถือ "ปฏิสนธิจิต" ในครรภ์มารดาไม่

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 17 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

  วิญญาณ  เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง  เป็นนามธรรม  แปลตามศัพท์ได้ว่า เป็นสภาพธรรมที่รู้แจ้ง(ซึ่งอารมณ์)  เป็นสภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ วิญญาณ กับ จิต เป็นสภาพธรรมอย่างเดียวกัน มีพยัญชนะหลายประการที่หมายถึงจิต  เช่น มนะ  หทยะ วิญญาณ  วิญญาณขันธ์  วิญญาณธาตุ  เป็นต้น เพื่อให้ผู้ที่ศึกษาได้เข้าใจถึงลักษณะของจิต  ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่แต่ละบุคคลมีด้วยกันทั้งนั้น (ในชีวิต ไม่ปราศจากจิตเลยแม้แต่ขณะเดียว) หนึ่งในนั้น คือ วิญญาณ ดังนั้นจิตกับวิญญาณจึงเป็นธรรมอย่างเดียวกัน  ต่างกันเพียงพยัญชนะเท่านั้น   

     วิญญาณไม่มีการ
ล่องลอย  ไม่มีรูปร่าง  วิญญาณเป็นธรรมประเภทหนึ่ง เมื่อเกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลย  จิตขณะหนึ่งดับไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ เป็นอย่างนี้อย่างไม่ขาดสายจนกว่าจะสิ้นสุดสังสารวัฏฏ์     คำกล่าวที่คนในสังคมไทย ได้ยินบ่อย คือ  คำว่า วิญญาณออกจากร่าง ถ้าได้ศึกษาโดยตรงจากพระธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนา จะเข้าใจได้อย่างถูกต้องว่า วิญญาณ  ไม่มีการออกจากร่าง  ไม่มีการล่องลอย  แต่เกิดแล้วดับแล้ว  ประโยคดังกล่าวถ้าจะเข้าใจให้ตรง ก็คือ เมื่อร่างกายนี้ปราศจากวิญญาณ  หมายความว่า  ความเป็นบุคคลนี้ สิ้นสุดแล้ว ที่กายนี้ไม่มีจิตเกิดอีกแล้วในชาตินี้  จิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ คือ  จุติจิต ทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้  ซึ่งก็คือ ตาย  นั่นเอง  [ดังข้อความที่ปรากฏแล้วในความคิดเห็นที่ ๑]  พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑หน้า ๔๓๗ “ไม่นานหนอ    กายนี้   จักนอนทับแผ่นดิน, กายนี้  มีวิญญาณไปปราศ  อันบุคคลทิ้งแล้ว ราวกับท่อนไม้    ไม่มีประโยชน์  ฉะนั้น”
    
   ตราบใดที่ยังไม่ได้ดับกิเลสทั้งปวงได้อย่างเด็ดขาด  เป็นผู้ที่ยังมีตัณหา ยังมีอวิชชา
อยู่  เมื่อตายแล้ว (คือจุติจิตเกิดขึ้นทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ในภพนี้  ไม่สามารถกลับมาเป็นบุคคลนี้อีก)  ต้องเกิดทันที   มีปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น  ปฏิสนธิจิต  ก็คือ จิต ประเภทหนึ่งนั่นเอง  จะเรียกว่าปฏิสนธิวิญญาณ ก็ได้  เมื่อจุติจิตของชาติที่แล้วเกิดขึ้นแล้วดับไป  จิตขณะต่อไปที่จะเกิดสืบต่อทันทีโดยไม่มีจิตอื่นคั่นเลย ก็คือ ปฏิสนธิจิต ในภพใหม่ชาติใหม่ จิตขณะแรกในแต่ละภพในแต่ละชาติ ก็คือ ปฏิสนธิจิต  เป็นจิตที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่สืบต่อจากจุติจิตของชาติที่แล้ว  การที่จะเกิดเป็นอะไรในภพไหน นั้น ขึ้นอยู่กับกรรมเป็นสำคัญ  ถ้าเป็นผลของกรรมดี ก็ทำให้ไปเกิดในสุคติภูมิ เกิดเป็นมนุษย์หรือเป็นเทวดา  ถ้าเป็นของอกุศลกรรม   ก็ทำให้ไปเกิดในอบายภูมิต่างๆ   ไม่ว่าจะเป็นนรก สัตว์ดิรัจฉาน เปรต อสุรกายทั้งหมดทั้งปวงนั้น ยังอยู่ในสังสารวัฏฏ์  ยังพ้นไปจากสังสารวัฏฏ์ไม่ได้  จนกว่าจะเป็นผู้อบรมเจริญปัญญาถึงขั้นที่จะดับกิเลสทั้งปวงได้อย่างเด็ดขาด เป็นพระอรหันต์ จึงจะเป็นผู้พ้นจากทุกข์ และเมื่อดับขันธปรินิพพานแล้ว ไม่มีการเกิดอีกเลย ไม่มีสภาพธรรมใดๆ เกิดอีกเลย สังสารวัฏฏ์เป็นอันสิ้นสุด ครับ

   เพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้นขอเชิญคลิกชมคลิปวีดีโอเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  
 จริงไม่ที่ตายทันทีแล้วยังไม่หมดอายุขัย วิญญาณจะล่องลอยอยู่ตรงนั้น     วิญญาณมีกลิ่นหรือไม่ อยู่คนละมิติอยู่ใช่ไหม

     ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
เซจาน้อย
วันที่ 18 ธ.ค. 2554

  ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 18 ธ.ค. 2554

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
นาวาเอกทองย้อย
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 18 ธ.ค. 2554

โดยส่วนตัว กระผมเข้าใจ แต่อยากจะตั้งคำถามแทนผู้ที่มักจะเข้าใจไปอีกแบบหนึ่ง กล่าวคือ จิต ไม่ต้องอาศัยสถานที่ แต่รูป ต้องอาศัยสถานที่ ทีนี้คนเราประกอบด้วยจิตและรูป ที่เรียกว่า รูปกับนาม ใช่ไหมครับ

ทีนี้ ยกเป็นตัวบุคคลขึ้นถามว่า จุติจิตของพระเวสสันดรเกิดขึ้นที่เมืองเชตุดรแล้วดับไปนี่ตอนหนึ่ง ปฏิสนธิจิตเกิดต่อที่รูปพระโพธิสัตว์ในภพดุสิตนี่ตอนหนึ่ง จุติจิตของพระโพธิสัตว์เกิดขึ้นที่ภพดุสิตแล้วดับไปนี่ตอนหนึ่ง ปฏิสนธิจิตเกิดต่อที่รูปของสิทธัตถกุมารที่เมืองกบิลพัสดุ์นี่ตอนหนึ่ง

ข้อสงสัยก็คือ นาม (จิต) ไปสัมพันธ์กับรูปซึ่งอยู่ต่างสถานที่กันได้อย่างไร คือถ้าจิตไม่มีการเคลื่อนที่ จิตที่มีปัจจัยสืบต่อมาจากพระเวสสันดรที่เมืองเชตุดรไปสัมพันธ์กับรูปพระโพธิสัตว์ในภพดุสิต ได้อย่างไร จิตที่มีปัจจัยสืบต่อมาจากพระโพธิสัตว์ในภพดุสิตไปสัมพันธ์กับรูปของสิทธัตถกุมารที่เมืองกบิลพัสดุ ได้อย่างไร

จะให้เข้าใจแบบอุปมาด้วยเหรียญในกล่องทึบ หรือจะต้องอุปมาเป็นอย่างอื่น ขอความกรุณาชี้ชัดตรงจุดนี้ด้วยครับ กระผมว่าเพราะไม่เข้าใจตรงจุดนี้แหละ จึงเป็นเหตุให้เข้าใจกันไปว่า จิตออกจากร่างเก่าไปอยู่ร่างใหม่ได้

ขอบพระคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
paderm
paderm
วันที่ 18 ธ.ค. 2554

เรียนความเห็นที่ 6 ครับ

   ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจความจริงของสภาพธรรม ที่เป็นนามและรูปก่อนครับ นาม คือ จิต และเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง คือ มีการเกิดขึ้นและดับไป  เช่นเดียวกับรูปธรรม ก็เป็นสภาพธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งที่เกิดขึ้นและดับไป  เช่นเดียวกันครับ จึงควรเข้าใจใหม่ครับว่า รูป ไม่ใช่จะเป็นรูปเดิมตลอด แต่รูปมีการเกิดขึ้นและดับไปตลอดเวลารูป จึงใหม่ตลอดเวลา แม้จะรู้หรือไม่รู้ก็ตามทีครับ

   รูป จึงไม่ใช่เป็นรูปเก่า เที่ยง เป็นรูปเดิมมาจากพระเวสสันดร รูปเก่ามาเป็นเทวดาอยู่ภพดุสิต รูปเก่าที่เป็น เจ้าชายสิทธัตถะครับ   แต่ในความเป็นจริง รูปเมื่อเกิดขึ้นก็ดับไป และรูปใหม่ก็เกิดขึ้นต่ออีก ใหม่ตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อปฏิสนธิจิตของพระเวสสันดรเกิดขึ้น ก็มีรูปที่เกิดจากกรรมเกิดขึ้นและเกิดขึ้นดับไป เป็นรูปใหม่ตลอดเวลา ตามสมุฏฐานที่ทำให้เกิดรูป เช่น เกิดจากกรรม จิต อุตุ อาหาร ซึ่งก็แตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยครับในแต่ละขณะจิตเลยครับ รูปจึงเกิดแตกต่างกันไปตาม สมุฏฐาน แต่ละขณะ แต่ละขณะไป  ไม่ใช่รูปเก่าที่เป็นรูปเดิมตลอดครับ 

  นาม คือ จิต เมื่อเกิดขึ้นและดับไปแต่ละขณะ จึงสัมพันธ์เชื่อมโยงกับรูปได้ครับ เพราะเป็นรูปใหม่ และก็เป็นจิตดวงใหม่ตลอดเวลาครับ จิตใหม่ที่เกิดขึ้น คือ ปฏิสนธิจิตของพระโพธิสัตว์ชั้นดุสิตที่เป็นเทวดา ก็มีรูปใหม่ ไม่ใช่รูปเก่าที่เป็นพระเวสสันดร  เป็นรูปใหม่ที่เกิดจากจิตดวงใหม่ คือ ปฏิสนธิจิตครับ และปฏิสนธิจิตของเจ้าชายสิทธัตถะ ก็เป็นจิตใหม่ ทำให้เกิดรูปใหม่ เกิดขึ้น ไม่ใช่รูปเก่าที่เป็นเทวดาครับ ดังนั้นความสัมพันธ์คือ เป็นจิตดวงใหม่ ไม่ใช่จิตดวงเก่า เป็นปัจจัยให้เกิดรูปใหม่ ไม่ใช่รูปเก่า ที่เที่ยงยั่งยืนสืบต่อกันมาครับ

---------------------------------------------------------------------

และจากคำถามที่ว่า

     จะให้เข้าใจแบบอุปมาด้วยเหรียญในกล่องทึบ หรือจะต้องอุปมาเป็นอย่างอื่น ขอความกรุณาชี้ชัดตรงจุดนี้ด้วยครับ กระผมว่าเพราะไม่เข้าใจตรงจุดนี้แหละ จึงเป็นเหตุให้เข้าใจกันไปว่า จิตออกจากร่างเก่าไปอยู่ร่างใหม่ได้

   ซึ่งขออนุญาตอุปมาให้เข้าใจในประเด็นเรื่องนี้ ที่เกี่ยวกับ รูปของสัตว์ทั้งหลาย ที่ข้ามภพข้ามชาติดังนี้ครับเมื่อจุดเทียนตลอดทั้งคืน แสงเทียนเกิดขึ้น แสงเทียนที่จุดครั้งแรก ตอน หกโมงเย็น กับแสงเทียนตอนใกล้รุ่งที่ยังไม่ได้ดับ ถามว่า แสงเทียน เปลวเทียนนั้น คือ เวลาหกโมงเย็น กับ ใกล้รุ่ง  ใช่เปลวเทียน แสงเทียนเดียวกันหรือไม่  คำตอบ คือไม่ใช่ แต่ถ้าไม่มีแสงเทียนตอนหกโมงเย็น (เทียนดับ) จะมีแสงเทียน ตอนใกล้รุ่งได้หรือไม่ คำตอบ คือไม่ได้ เพราะฉะนั้น เพราะอาศัยแสงเทียนในตอนหกโมงเย็น จึงมีแสงเทียนตอนใกล้รุ่งได้ ฉันใด เพราะอาศัย จิต เจตสิกและรูปเกิดขึ้น สืบเนื่องกันไป เป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นและจิตอื่นๆ สืบต่อกันไป ไม่มีการออกจากร่าง แต่เป็นจิต เจตสิกที่เกิดดับ สืบเนื่องกันไป ดังเช่น แสงเทียนที่สืบเนื่องกันไป ตั้งแต่เวลา หกโมง ถึงใกล้รุ่ง แต่ จิต เจตสิกที่เกิดขึ้น รวมทั้งรูป เมื่อครั้งเป็นพระเวสสันดร ก็ไม่ใช่ จิต เจตสิก รูป ที่เกิดขึ้น เมื่อเป็นเทวดาชั้นดุสิต หรือ เจ้าชายสิทธัตถะ เพราะเป็น จิตใหม่ รูปใหม่ ดังเช่น แสงเทียนเวลาหกโมงเย็น ก็ไม่ใช่แสงเทียนเวลาใกล้รุ่ง เพราะแสงเทียนเวลาใกล้รุ่ง เป็นแสงเทียนใหม่ที่เกิดขึ้นใหม่ครับ  ด้วยอุปมานี้ จึงแสดง การสืบต่อของสภาพธรรมที่เป็น จิต เจตสิก จิต หรือวิญญาณ โดยไม่มีการออกจากร่าง หรือเข้ามาในร่างแต่อย่างไรครับ และก็เป็นรูปใหม่ จิต ใหม่ ตลอดเวลา ดังเช่น แสงเทียนที่เกิดใหม่ สืบเนื่องกันไม่ซ้ำกันตอลดเวลาครับ จนกว่าแสงเทียนดับ ไม่มีการเกิดขึ้นของจิต เจตสิก รูปอีก เพราะดับเชื้อ คือ ไส้เทียน ไม่เหลืออีก นั่นคือ ดับกิเลสหมดสิ้น

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนาด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 18 ธ.ค. 2554

     ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเ้จ้าพระองค์นั้น

      ขออนุญาตร่วมแสดงความคิดเห็นสืบเนื่องจากความคิดเห็นที่  ๖  ด้วยครับ    สภาพธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง  เมื่อจำแนกเป็นประเภทใหญ่ๆ แล้ว มี ๒ ประเภท คือนามธรรม  กับ  รูปธรรม นามธรรม ที่เกิดดับสืบต่อกันอย่างไม่ขาดสาย  คือ จิต  และเจตสิก [นามธรรมอีกประเภทหนึ่ง  เป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับ คือ พระนิพพาน] ส่วนรูปธรรม นั้น  เป็นธรรมที่เกิดขึ้นตามสมุฏฐานของตนๆ แล้วก็ดับไป  ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน รูปแต่ละรูปเกิดแล้วดับแล้ว รูปของแต่ละคน ไม่สามารถติดตามไปในภพต่อไปได้  รูปในภพนี้ชาตินี้  กับ รูปในภพใหม่ชาติใหม่ไม่ใช่รูปเดียวกัน รูปที่เป็นพระเวสสันดร รูปที่เป็นเสตเกตุเทพบุตร ในสวรรค์ชั้นดุสิต  กับ รูปที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะไม่ใช่รูปเดียวกัน ไม่ซ้ำกัน เป็นรูปที่เกิดขึ้นตามสมุฏฐานต่างๆ เท่านั้น  โดยไม่ปะปนกัน แม้แต่นามธรรม คือ จิต และเจตสิก ที่เกิดขึ้นแต่ละขณะๆ นั้น ไม่ซ้ำกันเลย  เป็นแต่ละหนึ่งๆ  เท่านั้นจริงๆ และอาศัยที่เกิดตามสมควรแก่จิตและเจตสิกประเภทนั้นๆ  ด้วย เช่น ปฏิสนธิจิต (และเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย) ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ในแต่ละภพในแต่ละชาติ  อาศัยที่เกิดที่เดียวกัน คือ  อาศัยเกิดที่หทยวัตถุ  ซึ่งเกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิต เลย  

      ทั้งหมดล้วนเป็นความเกิดขึ้นเป็นไปของสภาพธรรมที่มีจริงทั้งนั้น  ไม่มีวิญญาณที่ออกจากร่างหนึ่ง ไปสู่อีกร่างหนึ่ง  แต่วิญญาณก็เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย  แล้วก็ดับไป  เมื่อดับไปแล้วก็เป็นปัจจัยให้วิญญาณ คือ จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ส่วนรูปธรรมทั้งหลาย ก็เกิดขึ้นตามสมุฏฐานของตนๆ เท่านั้น ครับ     

      ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ... 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
วิริยะ
วันที่ 18 ธ.ค. 2554

เรียนถาม

    เมื่อได้มาศึกษาพระอภิธรรม จึงรู้ว่า เมื่อตายแล้วต้องเกิดทันที แต่ถึงกระนั้นเรื่องวิญญาณล่องลอย หรือวิญญาณมาเข้าร่าง หรือปรากฏให้เห็น ก็ยังมิใช่ว่ากระจ่างนัก ที่เรียนว่าไม่กระจ่าง อาจเป็นเพราะว่า ได้ยินได้ฟังเรื่องวิญญาณมาจากคนรู้จัก ซึ่งคิดว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่กุขึ้นมาหรือพูดง่ายๆ ว่า ไม่ได้ปั้นเรื่องขึ้นมา ผู้หนึ่งที่เคยเล่าให้ฟัง เป็นคุณพ่อของดิฉันเอง ว่า สมัยสงครามโลก เห็นคนรู้จักคนหนึ่ง คุณพ่อวิ่งเข้าไปหาแล้วปรากฏว่า คนรู้จักคนนั้นก็หายไปต่อหน้า คุณพ่อตกใจมาก กลับบ้านก็ไม่สบาย แล้วก็ได้ข่าวภายหลังว่า คนที่คุณพ่อเห็นนั้นเค้าเพิ่งตาย  ส่วนญาติอีกคนหนึ่ง ก็เห็นเปรต แถวๆ วัด   ดิฉันพยายามจะคิดไปในแง่ที่ว่า คุณพ่อคิดไปเอง ส่วนคนที่เห็นเปรต ดิฉันคิดว่าเป็นไปได้  เมื่อมาศึกษาพระอภิธรรม ดิฉันคิดว่า เราต้องเป็นคนมีเหตุผลมากขึ้น ทำให้ความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ เป็นสิ่งที่ทำให้ดิฉันเปลี่ยนความคิดไปมาก เช่น พิธีศพของคนจีนที่ว่า วิญญาณจะไปเกิด หลังจากนั้น 49 วัน เป็นต้น จึงมีการเซ่นไหว้ เป็นเวลา 49 วัน แม้แต่เรื่องเข้าทรง ก็เห็นกับตามาแล้ว ซึ่งไม่ต้องการจะเล่าอะไรยืดยาว ด้วยเหตุผลที่ว่า ปัญญายังมีไม่มาก เพราะฉะนั้น บางครั้งก็อาจมีคำถามเหล่านี้ อยู่ในความคิด แต่ในบางครั้ง ก็คิดว่า  ถ้าเราเชื่อในพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทรงสอนอะไร เราก็ศึกษาและยึดมั่น ก็จะไม่คิดมาก หรือคิดให้น้อยลง มิฉะน้้นจะเกิดคำถามที่ว่า จุติจิตเกิดแล้วปฏิสนธิจิตเกิดต่อทันที แล้วที่เห็นนั่นคืออะไร  คิดว่าที่เห็นอาจจะคือผู้ที่ปฏิสนธิเป็นเปรต ส่วนที่เห็นเป็นคนนั้น คนนี้ อาจเป็นจิตคิดไปเอง  ข้อความนี้ เป็นการเล่าเรื่องสิ่งที่ดิฉันคิดพิจารณาเอาเองค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
paderm
paderm
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

เรียนความเห็นที่ 9 ครับ

   ภพภูมิของสัตว์มีมากมาย ซึ่งตามหลักสัจจะแล้ว ตายแล้วเกิดทันที สำหรับผู้ที่ยังมีกิเลส แต่จะไปเกิดเป็นอะไรนั้น แล้วแต่กรรมที่ทำมา ว่าจะไปเกิดเป็นสัตว์ในภพภูมิใด ดังนั้น การที่บุคคลใด เห็น ใครก็ตาม แม้บุคคลนั้นตายไปแล้ว ก็เป็นเรื่องธรรมดา และเป็นไปได้ เพราะ บุคคลนั้น ไปเกิดในภพภูมิที่เป็นเปรต ที่ต้องการส่วนบุญ จึงปรากฎให้คนมีชีวิตอยู่เห็น เพื่อที่จะได้อุทิศส่วนกุศลให้เขา แต่ที่เราเห็นคนที่ตายแล้ว ก็ไม่ใช่วิญญาณล่องลอย แต่สัตว์นั้นเกิดแล้วทันที เป็นเปรตได้ครับ  หากเรามั่นคงในสัจจะ คือ จุติจิตเกิด ปฏิสนธิจิตก็เกิดต่อทันที สำหรับผู้ที่มีกิเลส    ก็จะเข้าใจคล้อยตามความเป็นจริงและก็รู้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ก็เป็นไปได้ แต่ก็ไม่พ้นจากตายแล้วเกิดทันที ไม่มีวิญญาณล่องลอยครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
นาวาเอกทองย้อย
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

เกือบจะร้องว่า  ยูเรกา ! ได้แล้วละครับ แต่เหมือนกับยังมีโค้งลับแลบังๆ อยู่ ท่านผู้รู้กรุณาใช้ขันติธรรม และเมตตาธรรมให้มากหน่อยนะครับ ผู้ฟังนั้นจะเข้าใจหรือยังไม่เข้าใจ ก็ไม่ไปไหนหรอกครับ ยังมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งมั่นคง

      คืออย่างนี้ครับ เรื่องรูปใหม่ไม่ใช่รูปเก่านั้น กระผมเข้าใจดี แต่ในกรณีที่กำลังสนทนากันอยู่นี้ รูปนามใหม่มีปัจจัยสัมพันธ์กับรูปนามเก่า คือ พระเวสสันดร พระโพธิสัตว์ในภพดุสิต และเจ้าชายสิทธัตถะ ล้วนเกี่ยวเนื่องกัน ข้อพิสูจน์คือ ในขณะที่มีพระเวสสันดรในเมืองเชตุดร ก็ไม่มีพระโพธิสัตว์ในภพดุสิต และไม่มีเจ้าชายสิทธัตถะที่เมืองกบิลพัสดุ์ พูดตามความเข้าใจของคนทั่วไปก็บอกว่า พระโพธิสัตว์ในภพดุสิตยังมีไม่ได้เพราะต้องรอให้พระเวสสันดรที่เมืองเชตุดรจุติเสียก่อน และเจ้าชายสิทธัตถะที่เมืองกบิลพัสดุ์ก็ยังมีไม่ได้ เพราะต้องรอให้พระโพธิสัตว์ในภพดุสิตจุติเสียก่อน

ทีนี้ โค้งลับแลที่บังตากระผมอยู่ก็คือ เมืองเชตุดร ภพดุสิตและเมืองกบิลพัสดุ์ อยู่คนละที่กัน จิต (นาม) ที่อยู่กับรูปของพระเวสสันดรในเมืองเชตุดรไปเป็นปัจจัยให้เกิดนามที่อยู่กับรูปของพระโพธิสัตว์ในภพดุสิตซึ่งอยู่ต่างที่กันได้อย่างไร ถ้าจิตไม่มีการเคลื่อนที่ (ขอยืนยันนะครับว่า กระผมเข้าใจดีว่า ไม่ใช่นามเดิม ไม่ใช่รูปเดิม แต่รูปนามเดิมเป็นปัจจัยให้เกิดรูปนามใหม่) ถ้าเมืองเชตุดร ภพดุสิต และเมืองกบิลพัสดุ์ ตั้งอยู่ตรงจุดเดียวกันตรงเป๊ะเหมือนปลายเข็ม ๓ เล่มปักอยู่ในจุดเดียวกัน ก็ไม่ต้องสงสัย เพราะจิตก็ไม่ต้องเคลื่อนที่ไปไหนเลย แต่นี่อยู่ต่างห่างกันทั้งสถานที่และกาลเวลา แต่ก็จะต้องเกี่ยวเนื่องกัน เป็นปัจจัยของกันและกัน  จะอธิบายอย่างไรดี

อุปมาด้วยแสงเทียน น่าฟังครับ แสงเทียนตอนหกโมงเป็นคนละแสงกับตอนใกล้รุ่งประเด็นนี้ชัดแจ๋ว กระผมเข้าใจว่าเล่มเทียนก็ยังคงตั้งอยู่ตรงจุดเดิมใช่ไหมครับ แต่ในประเด็นเรื่องเมืองเชตุดร ภพดุสิต และเมืองกบิลพัสดุ์ ดูคล้ายกับว่า หกโมงเล่มเทียนตั้งอยู่ที่เมืองเชตุดร เที่ยงคืนย้ายไปอยู่ภพดุสิต ใกล้รุ่งจึงไปอยู่เมืองกบิลพัสดุ์ แล้วเล่มเทียนไปอยู่ต่างที่กันได้อย่างไร หรือว่า ไม่ใช่อย่างนั้น  ตรงนี้แหละครับที่ต้องขอความกรุณาอธิบายอีกที

      ลูกองุ่น หยิบใส่ปากได้ทันที แต่มาเจอลูกมะพร้าว ต้องปอก ต้องผ่ากันหลายชั้นกว่าจะหยิบเนื้อมะพร้าวใส่ปากได้ ไม่ใช่ความผิดของมะพร้าว แต่เป็นความไม่สมบูรณ์ในด้านสติปัญญาสามารถของคนที่จะกินมะพร้าวเอง ขอความเมตตาอย่าเพิ่งรำคาญนะครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
paderm
paderm
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

เรียนความเห็นที่ 11 ครับ ยินดีสนทนาธรรมครับ

สำหรับประเด็นที่ยังสงสัยอยู่ คือ เมืองต่างๆ   เมืองเชตุดร ภพดุสิต และเมืองกบิลพัสดุ์อยู่คนละที่กัน จิต (นาม) ที่อยู่กับรูปของพระเวสสันดรในเมืองเชตุดรไปเป็นปัจจัยให้เกิดนามที่อยู่กับรูปของพระโพธิสัตว์ในภพดุสิตซึ่งอยู่ต่างที่กันได้อย่างไร ถ้าจิตไม่มีการเคลื่อนที่ (ขอยืนยันนะครับว่า กระผมเข้าใจดีว่า ไม่ใช่นามเดิม ไม่ใช่รูปเดิม แต่รูปนามเดิมเป็นปัจจัยให้เกิดรูปนามใหม่)

-----------------------------------------------------------------------------------

  ประเด็นปัญหา คือ เราจะต้องเข้าใจให้ตรงกัน ในเรื่องของรูปให้ถูกต้องครับ ว่า รูป ที่เป็นสภาพธรรมไม่รู้อะไร เช่น พื้นดินที่ประกอบด้วย อวินิพโภครูป 8 เป็นสภาพธรรมที่ประชุมรวมกันของรูปต่างๆ และบัญญัติว่า เมืองเชตุดร ภพดุสิต เมืองกบิลพัสดุ์ หากมองโดยสัจจะแล้ว ไม่มีความแตกต่างกันเลย คือ เป็นแต่รูปธรรมที่ประชุมรวมกันเท่านั้น แต่เราไปตั้งชื่อ สมมติให้ว่า เป็นเมืองนั้น เมืองนี้ครับ คราวนี้ เข้ามาที่ปัญหา คือ รูปที่ประชุมรวมกันจนบัญญัติว่าเป็นเมืองนั้น สภาพธรรมที่เป็นรูปธรรม เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นและดับไป แต่รูปธรรมจะเกิดขึ้น จะต้องมีสมุฏฐาน คือ เหตุให้เกิดขึ้นครับ ซึ่งรูปแต่ละรูปก็เกิดจากสมุฏฐานที่แตกต่างกันไป เช่น รูป ที่เกิดจากรรม เกิดจากจิต เกิดจากอุตุ เกิดจากอาหาร ดังนั้น สำหรับเมืองเชตุดร ภพดุสิต เมืองกบิลพัสดุ์ ที่บัญญัติขึ้น ก็คือการประชุมรวมกันของรูปธรรม  ซึ่งรูปธรรมเหล่านี้  เกิดขึ้นและดับไปตลอดเวลา เช่น ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา มีเหตุให้เกิด สมุฏฐานจาก อุตุเป็นสมุฏฐานครับ ดังนั้น ไม่ว่าใครจะไปเกิดที่ไหน อย่างไร  ไม่ว่าจะเป็นพระโพธิสัตว์ หรือ สัตว์บุคคลต่างๆ ก็ไม่เกี่ยวข้องกับ เมืองเหล่านี้  คือ ไม่เกี่ยวข้องกับรูปธรรม เพราะอะไรครับ เพราะรูปธรรมเหล่านี้ เกิดดับด้วยสมุฏฐานคือ อุตุ เป็นสมุฏฐาน ไม่ใช่เกิดขึ้น เพราะจิตเป็นสมุฏฐาน เราจึงไม่ควรเอารูปที่มีอุตุ  เป็นสมุฏฐานมาปน กับการเกิดขึ้นของนามและรูปในภพอื่นๆ ครับ  หากได้ศึกษา เราคงเคยได้ยินใช่ไหมครับว่ารูปที่มีใจครองก็มี รูปที่ไม่มีใจครองก็มี ดังนั้น รูปที่มีใจของ คือ รูปร่างกายของเรา ที่มีจิต เจตสิกเกิดขึ้น ส่วนรูป คือ ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เป็นพื้นดิน   บัญญัติว่าเป็นเมืองนั้น เมืองนี้ ไม่มีใจครอง ก็ คือ ไม่มี จิต เจตสิก เกิดขึ้น รูปเหล่านี้ ที่ไม่มีใจครอง จึงไม่เป็นปัจจัย ไม่เกี่ยว กับการสืบต่อของสภาพธรรมที่เป็น จิต   เจตสิก ที่จาก จุติ ไปปฏิสนธิเลยครับ จึงเอาปนกันไม่ได้ครับ ซึ่ง ชื่อเมืองต่างๆ ก็เป็นการสมมติขึ้น จากสภาพธรรมที่มีจริง คือ รูปธรรม ดังนั้น หากจะกล่าวว่าเกี่ยวข้องกัน คือ รูปที่มีใจครองเป็นปัจจัยให้เกิด จิต เจตสกิและรูปใหม่ได้ครับ แต่ไม่ใช่รูปที่ไม่มีใจครอง ดังนั้น จิตจึงไม่มีการเดินทาง เคลื่อนที่ เพราะ เมือง หรือภพต่างๆ ก็เป็นเพียงการสมมติขึ้น ตั้งชื่อขึ้น จากสภาพธรรมที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น และเขาก็เกิดดับของเขาเอง ตามสมุฏฐานของเขา โดยไม่เกี่ยวกับ รูปและนามที่มีใจครองเลยครับ ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกัน เพราะเป็นรูปที่ไม่มีใจครอง ที่เป็นรูปที่เกิดจากอตุเป็นสมุฏฐาน ไม่ใช่ จิต เป็นสมุฏฐานครับ อุปมาแสงเทียน จึงมุ่งหมายถึง รูปที่มีใจครอง ที่อาศัย จิต เจตสิกเกิดขึ้นครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
jaturong
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
daris
วันที่ 20 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตเรียนถามอาจารย์เพิ่มเติมสักเล็กน้อยครับ ว่า ปัจจัยอะไรที่ทำให้จิตเกิดต่างที่กัน? จากการศึกษาจากที่ท่านอาจารย์สุจินต์   ได้กรุณาบรรยายและอธิบาย ทราบว่าจิตที่ดับไปก่อนเป็นอนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัยให้จิตดวงต่อไปเกิดต่อทันทีเป็นลำดับโดยดีไม่มีระหว่างขั้น จนกว่าจะถึงจุติจิตของพระอรหันต์ และในภูมิที่มีขันธ์ 5 จิตจะต้องเกิดที่รูปเท่านั้น อยากทราบว่ามีแสดงไว้หรือไม่ว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้จิตเกิดที่รูปต่างๆ ที่ไม่ใช่ที่เดียวกัน เพราะจากการศึกษาและจากที่ท่านอาจารย์ผเดิมและอาจารย์คำปั่นกรุณาอธิบายว่า จิตเกิดที่รูปไหนต้องดับที่รูปนั้น จะไม่มีการเคลื่อนที่ของจิตแน่นอน แล้วอะไรเป็นปัจจัยให้จิตดวงต่อๆ ไปเกิดที่รูปอีกรูปที่อยู่คนละที่กัน เช่น เมื่อถึงวาระที่จะได้เห็น จักขุวิญญาณก็เกิดที่จักขุปสาทรูปที่ยังไม่ดับที่อยู่ตรงกลางตา แล้วก็ดับไปที่จักขุปสาทรูปนั้น จากนั้นจิตดวงต่อๆ ไปในวิถีจิตทางตา มีสัมปฏิจฉันนะ เป็นต้น ก็ต้องเกิดต่อด้วยอนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัย ที่หทยวัตถุที่ยังไม่ดับที่อยู่ที่หัวใจ จนกว่าจะครบวิถีจิตทางตาแล้วเป็นภวังค์ต่อ และต่อจากนั้นหากถึงวาระที่จะได้ยิน โสตวิญญาณก็เกิดที่โสตปสาทรูปที่ยังไม่ดับ ที่อยู่ตรงกลางหู คือสงสัยว่า ทั้งจักขุวัตถุ โสตวัตถุ และหทัยวัตถุ (และวัตถุรูปอื่นๆ )  เกิดดับโดยมีกรรมเป็นสมุฏฐานตลอดเวลา ไม่ใช่รูปประเภทเดียวกัน และเกิดดับคนละที่ (อย่างเช่น ตากับ หู ก็ตั้งอยู่ห่างกัน มีรูปกลาปอื่นๆ และอากาศธาตุแทรกขั้นอยู่) แล้วปัจจัยอะไรที่ทำให้จิตดวงหนึ่งเกิดดับที่จักขุวัตถุ แล้วดวงต่อไปเกิดที่หทยวัตถุ ที่อยู่ไกลกันออกไป

ขอกราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
paderm
paderm
วันที่ 20 ธ.ค. 2554

เรียนความเห็นที่ 14 ครับ

  จากคำถามที่กล่าว เป็นการเชื่อมโยงระหว่างเรื่อง วิถีจิตที่เป็นลำดับด้วยดี กับ เรื่องที่เกิดของจิต คือ วัตถุรูป ซึ่งก่อนอื่นเข้าใจเบื้องต้น เรื่องที่เกิดของจิตก่อนครับ  ในภูมิที่มีขันธ์ 5 จิตจะเกิดขึ้น จะต้องมีที่เกิดขึ้น  ซึ่งที่เกิดของจิต เรียกว่า วัตถุรูป  ที่เกิดของจิต มี 6 คือ   วัตถุรูป 6 ประกอบด้วย จักขุปสาทรูป โสตปสาทรูป ฆานปสาทรูป ชิวหาปสาทรป  กายปสาทรูป หทยรูป จิตเห็น หรือ จักขุวิญญาณเกิดที่จักขุปสาทรูป จิตได้ยิน เกิดที่โสตปสาทรูป จิตได้กลิ่น เกิดที่ ฆานปสาทรูป จิตได้กลิ่น เกิดที่ฆานปสาทรูป จิตลิ้มรสเกิดที่ชิวหาปสาทรูป จิตรู้กระทบสัมผัส เกิดที่กายปสาทรูป ส่วนจิตที่เหลือทั้งหมดเกิดที่ หทยรูปครับ  

   พอเข้าใจตรงนี้ ก็กลับมาที่วิถีจิต ซึ่ง วิถีจิต เป็นทางของจิตต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นลำดับ ด้วยดี เช่น ปัญจทวาราวชนจิตเกิดขึ้นและดับไป จิตเห็นเกิดต่อ หรือทวิปัญจวิญญาณจิต 10 ดวง อาจเป็นจิตได้ยิน จิตได้กลิ่นก็ได้ และเมื่อ ทวิปัญจวิญญาณจิตดับไป ก็ต้องเป็นลำดับด้วยดี ตาม สมนันตรปัจจัย คือ จิตที่เป็น สัมปฏิฉันนจิต และ จิตอื่นจะเกิดต่อไม่ได้ ก็ต้องเป็น สันตีรณจิต เป็นลำดับด้วยดีไปอย่างนี้และก็เป็นโวฏฐัพพนะจิต  และชวนจิตก็เกิดขึ้น เป็นกุศลจิต หรือ อกุศลจิต 

  เมื่อเราเข้าใจ สองเรื่อง คือ ที่เกิดของจิต กับ ลำดับวิถีจิตที่จะต้องเป็นอย่างนั้น เรียกได้ว่า เป็นกฎของธรรมที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นธรรมนิยาม เป็นสัจจะที่พระองค์ทรงตรัสรู้ พระองค์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริง แต่พระองค์ทรงรู้ความจริงอย่างนั้น คือลำดับวิถีจิตจะต้องเป็นอย่างนั้น ตามลำดับด้วยดี ตามสมนันตรปัจจัย  ซึ่งก็เป็นไปตามลำดับวิถีจิตที่กล่าวมา ดังนั้น เมื่อมีรูปมากระทบกับปสาทรูป เช่น สีมากระทบจักขุปสาทรูป  ปัญจทวาราวัชนจิตจะต้องเกิดขึ้น รู้ว่ามีอารมณ์ คือ รูปมากระทบ นี่คือกฎธรรมชาติเป็นอย่างนั้น ปัญจทวาราวัชนจิตที่เกิดขึ้น ก็ต้องมีที่เกิดคือ หทยวัตถุ และเมื่อปัญจทวาราวัชนจิตดับไป เป็นปัจจัยให้จิตเห็นเกิดขึ้น เป็นกฎธรรมชาติ สัจจะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เป็นธรรมนิยามด้วยสมนันตรปัจจัย  เป็นลำดับด้วยดีอย่างนี้ จิตเห็นเกิดขึ้น ก็ต้องมีที่เกิด คือ จักขุปสาทรูป ดังนั้นเหตุผลที่ว่า ทำไมจิตดวงหนึ่งไปเกิดที่รูปนี้ จิตอีกดวงไปเกิดที่รูปนี้ เช่น ปัญจทวาราวัชนจิต ไปเกิดที่ หทยวัตถุ และ จักขุวิญญาณเกิดต่อ (จิตเห็น) จิตเห็นเกิดที่ จักขุปสาทรูป  ทำไมย้ายจากหทยวัตถุ ไป จักขุปสาท

  เหตุผลประการแรก คือ เป็นจิตคนประเภทกัน ทำไม จิตบางประเภทต้องไปเกิดที่รูปหนึ่ง แต่เมื่อจิตบางประเภทเกิดขึ้น ก็เกิดกับรูปอีกรูปหนึ่ง เหตุผลประการที่สอง ที่ย้ายจากรูปหนึ่งไปรูปหนึ่ง เพราะ วิถีจิต ลำดับธรรมชาติของเขาต้องเป็นอย่างนั้น คือ เมื่อปัญจทวาราวัชนจิตเกิดขึ้น จิตเห็นต้องเกิดต่อ ไม่ใช่สัมปฏิฉันนจิตเกิดต่อ เมื่อจิตเห็นเกิดต่อ จิตเห็นจึงเกิดที่จักขุปสาทรูป ไม่ใช่เกิดที่หทยวัตถุ   ดังเช่นปัญจทวาราวัชนจิตครับ ดังนั้น การย้ายที่เกิดของจิตไปเกิดรูปอื่น จากรููปหนึ่งไปรูปหนึ่ง เพราะเหตุผล คือ ตามลำดับวิถีจิตที่จิตแต่ละดวงต้องเกิดเป็นไปตามนั้นครับ    ส่วนเมื่อจิตเห็นดับไป จิตอื่นจะเกิดต่อไม่ได้  ก็ต้องเป็น สัมปฏิฉันนจิต เมื่อสัมปฏิฉันนจิตเกิด ก็เกิดที่หทยรูปแล้ว ไม่ใช่จักขุปสาทรูป เพราะว่าเป็นจิตคนละประเภท  และที่ย้ายที่เกิดขึ้นด้วยจิตคนละประเภทและลำดับวิถีจิตจะต้องเป็นไปอย่างนั้นครัเมื่อสัมปฏิฉันนจิตดับไป จิตอื่นจะเกิดต่อไม่ได้ นอกจาก สันตีรณจิต แต่สันตีรณจิต ก็เกิดที่ หทยรูปเหมือน สัมปฏิฉันนจิต ถ้ามีคำถามว่า ทำไมไม่ย้ายไปเกิดที่รูปอื่น คำตอบคือ เพราะ ลำดับวิถีจิตจะต้องเป็นอย่างนั้น และจิตประเภทนั้น คือ สันตีรณจิตจะต้องเกิดที่หทยรูปดังเช่น สัมปฏิฉันนจิตครับ ดังนั้น ด้วยเหตุผลของลำดับวิถีจิตที่จะต้องเป็นอย่างนั้น ทำให้ ลำดับจิตที่เกิดขึ้น ก็ไปเกิดที่รูปบางประเภท ไม่เกิดที่รูปเดียวกันครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
daris
วันที่ 20 ธ.ค. 2554

ขอกราบขอบพระคุณและอนุโมทนาอาจารย์ผเดิมที่กรุณาอธิบายให้ความเข้าใจครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
นาวาเอกทองย้อย
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 21 ธ.ค. 2554

ประเด็นที่กระผมยังงงๆ อยู่ คือ ถ้าจิตไม่มีการเคลื่อนย้ายที่ แล้วอะไรเป็นปัจจัยให้ไปเกิดต่างที่กันได้ กระผมพยายามหามองอุปมาเพื่อสรุปให้ตัวเองเข้าใจได้ง่ายขึ้น กระผมคิดอุปมาออกมาอย่างหนึ่ง คือ สมมุติว่า มีแมว  สุนัข  ไก่  หมอบอยู่ในที่มืด ต่างที่กัน แต่อยู่ในบริเวณใกล้ๆ กัน มีคนเอาไฟฉายส่องไปที่แมว ลำแสงไฟฉายพุ่งไปจับที่แมว แล้วคนที่ส่องไฟนั้นก็ปิดไฟฉาย จากนั้นก็หันกระบอกไฟฉาย (ยังปิดไฟอยู่) ไปที่สุนัข แล้วเปิดไฟ ลำแสงไฟฉายพุ่งไปจับที่สุนัข ลำแสงไฟฉายที่จับที่แมวไม่ได้เคลื่อนที่จากแมวมาที่สุนัข เพราะลำแสงที่แมวนั้นดับไปแล้ว และลำแสงที่กำลังจับที่สุนัขก็เป็นลำแสงที่เปิดขึ้นใหม่ จากสุนัขไปที่ไก่ ก็ทำนองเดียวกัน ลำแสงที่สุนัข ดับไปแล้ว ลำแสงที่ไก่ ก็เป็นลำแสงใหม่ จึงไม่มีลำแสงจากสุนัขเคลื่อนที่ไปที่ไก่ จิตอุปมาเหมือนลำแสงไฟฉาย   แมว  สุนัข  ไก่ เหมือนภพภูมิต่างๆ อุปมานี้ ผิด หรือ ถูก ตามสภาวธรรม อย่างไรหรือไม่ ? ถ้าผิดสภาวะ ก็แล้วไป แต่ถ้าถูก คือจิตอุปมาเหมือนลำแสงไฟฉาย แล้วอะไรละครับที่จะอุปมาเหมือนคนฉายไฟฉาย ? ขอพึ่งความรู้ความเข้าใจของผู้รู้ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
paderm
paderm
วันที่ 21 ธ.ค. 2554

เรียนความเห็นที่ 17 ครับ

   กรรม นั่นแหละครับ ที่ทำให้เกิดต่างที่กัน หมายถึง ที่อยู่ของสัตว์โลกแตกต่างกันไปเพราะ กรรมเป็นปัจจัย เช่น ไปเกิดใน นรก ใน สวรรค์ ในโลกมนุษย์   ตามแต่กรรมนั้นพาไป เพราะกรรม หรือ อภิสังขาร เป็นปัจจัย ให้เกิด วิญญาณ คือ ปฏิสนธิจิต   ดังนั้น ถ้าหมายถึงที่เกิดของจิตที่เป็น ปฏิสนธิจิต คือ หทยรูป แต่ ถ้าเป็นโอกาสโลก ที่เป็นที่อยู่ของหมู่สัตว์ที่แตกต่างกันไป แตกต่างกันในภพภูมิต่างๆ เพราะกรรมจัดสรร ให้แตกต่างกันไป คนที่ฉายไฟ ก็คือ กรรมนั่นเองครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
boonpoj
วันที่ 29 มี.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ