อนาคตถูกกำหนดไว้แล้วหรือ
 
dets25226
วันที่  19 ธ.ค. 2554
หมายเลข  20197
อ่าน  4,474

สวัสดีอาจารย์ทุกท่านและเพื่อนๆ ทุกคนครับ ...

วันนี้ว่างครับ ก็เลยมีคำถามมาถามอีกเช่นเคย ^^"

วันนี้ ถามเรื่องอนาคต ครับ ในพุทธศาสนาก็มีเรื่องรู้อนาคต ในโหราศาสตร์ หรือศาสตร์ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ก็มี ด้วยเหตุนี้ เรื่องอนาคต ตามที่เป็นจริงนั้น เป็นเช่นไรกันแน่ ถึงสามารถรู้เห็นกันได้ เหมือนกับว่า ถูกกำหนดไว้แล้ว ถึงมีเหตุให้รู้ได้ และหากองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้พยากรณ์ไว้ ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น คล้ายกับคำว่า "ลิขิตฟ้า" หรือไม่ครับ และหากผมต้องการรู้ว่า ผมจะเห็นพระนิพพานตอนไหน จะไปถามใครครับ

* สติ ปัญญาของผมยังอ่อนด้อย หากผิดพลาดประการใด ขอโปรดอภัยด้วยครับ ข้อความที่ถามนั้นสั้นๆ แต่หากจะกรุณาบรรยายโดยละเอียดก็จะเป็นพระคุณอย่างมากครับ

ด้วยความเคารพอย่างสูง


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

อนาคต คือ กาลเวลาที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งการที่จะมีเวลาได้ คือ มีอดีต ปัจจุบันขณะนี้ และมีอนาคต หากไม่มีจิตและเจตสิกแล้ว ก็จะไม่มีเวลา ไม่มีอดีต ปัจจุบันและอนาคตเลยครับ แต่เพราะมีจิต เจตสิก ที่มีการเกิดขึ้นและดับไปแต่ละขณะ เพราะมีการเกิดดับของสภาพธรรมที่เป็นจิตและขณะ จึงมีเวลา เป็นวินาที นาที ชั่วโมง และมีเวลาในอนาคต เพราะจิตที่ดับไปแล้ว คืออดีต จิตที่ขณะกำลังเกิดขึ้น คือปัจจุบัน และจิตที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็คืออนาคต เพราะฉะนั้น อนาคต ก็คือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง คือเวลาที่ยังมาไม่ถึง หรือจิต เจตสิกที่ยังไม่เกิดขึ้นครับ

ดังนั้น ไม่ว่าศาสตร์ใด เรื่องราวใด ก็ไม่พ้นจากสภาพธรรมที่เป็น จิต เจตสิก ที่เกิดขึ้นและดับไป ก็มี อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งตามที่กล่าวมาแล้วครับ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ก็คือ การเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรมที่เป็นจิตและเจตสิก ซึ่งจิตและเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ความหมายคือ ต้องอาศัย เหตุและปัจจัย หรือสภาพธรรมอื่นๆ จึงเกิดขึ้นได้ สรุปง่ายๆ คือ ต้องอาศัยเหตุต่างๆ จึงเกิดขึ้นได้ครับ

อนาคต คือ จิตและเจตสิกที่กำลังจะเกิดขึ้น จิต เจตสิกที่กำลังจะเกิดขึ้นหรืออนาคต ก็ต้องมีเหตุปัจัย จึงจะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างนั้น ซึ่งอนาคตที่ดีหรือจิต เจตสิกที่ดี เช่น วิบากที่ดีหรือผลของกรรมที่ดี การเห็นที่ดี ได้ยินสิ่งที่ดี เป็นต้น ก็ต้องมีเหตุที่ดีจึงจะเกิดผลในอนาคตที่ดีได้ ซึ่งก็คือ การกระทำกุศลกรรมที่ดีในอดีต หรือปัจจุบันนี้ ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดผลในอนาคตที่ดีได้ จึงไม่มีใครบันดาล ไม่มีใครทำให้เกิด ที่เรียกว่าพรหมลิขิตหรือฟ้าลิขิต เพราะมีแต่ธรรมที่เกิดขึ้น อาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น

การได้รับสิ่งที่ดีในอนาคต เพราะเกิดจากการกระทำกรรมที่ดี การได้รับสิ่งที่ไม่ดีในอนาคต ก็เพราะทำกรรมที่ไม่ดี ดังนั้น จึงเป็นกรรมลิขิต จึงไม่มีสัตว์ บุคคล เทวดา พรหม หรือลิขิตฟ้า (ฟ้าเป็นรูปธรรมไม่รู้อะไร) ทำให้เลยครับ เพราะมีการทำเหตุ คือ กระทำกรรมไว้ เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมก็ให้ผลในอนาคตครับ กรรมจึงยุติธรรมเสมอ เป็นลิขิตที่ถูกกำหนดไว้ด้วยกรรมของสัตว์ที่ทำไว้สมควรในการรับผลของกรรมตามกรรมที่ทำไว้ครับ ซึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ ในแต่ละคนว่าจะได้บรรลุในพระพุทธเจ้าสมัยนี้ เป็นอัครสาวกในอีกกี่กัป เป็นต้น บุคคลที่ได้รับการพยกรณ์ ก็ต้องทำเหตุมา ไม่ใช่ไม่ได้ทำเหตุ และพระองค์จะพยากรณ์ลอยๆ ครับ แต่เพราะเขาทำเหตุ คือกระทำกุศลในพระพุทธศาสนา มีการถวายทานกับพระภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ตลอด ๗ วัน เป็นต้น และอบรมปัญญาในพระศาสนานั้น เมื่อทำเหตุที่ดี ผลที่ดีย่อมเกิดขึ้นได้ในอนาคต พระพุทธองค์ทรงทราบเหตุและผลในอนาคตที่จะเกิดขึ้น พระองค์ทรงพยากรณ์ตามเหตุที่ทำและการให้ผลในอนาคตครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

จะเห็นนะครับว่า ทุกอย่างในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ต้องอาศัยเหตุ คือ กรรมลิขิต ลิขิตของกรรมที่ได้กระทำไว้ครับ ซึ่งต่างจากความเชื่ออื่นที่เข้าใจว่า มีสัตว์ บุคคล มีพรหม เป็นต้น ดลบันดาลให้เป็นไปในอนาคตครับ

จากคำถามที่ว่า และหากผมต้องการรู้ว่า ผมจะเห็นพระนิพพานตอนไหน จะไปถามใครครับ

- ประโยชน์ที่สำคัญ คือ ไม่ใช่จะเห็นพระนิพพานตอนไหนครับ แต่ประโยชน์สูงสุด คือ อบรมเหตุที่ถูกต้องเพื่อจะถึงพระนิพพาน ด้วยการศึกษาพระธรรม อบรมปัญญาในหนทางที่ถูกต้องครับ หากไม่อบรมเหตุที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะไปถามใครหรือบุคคลใด ก็ไม่สามารถที่จะได้รับการพยากรณ์ เพราะที่จะได้รับการพยากรณ์ คือผู้ที่อบรมปัญญา สะสมบุญและหนทางที่ถูกต้องมาแล้วครับ ดังนั้น แทนที่จะถามถึงผลที่ยังไม่รู้และยังมาไม่ถึง แต่ควรถามถึงเหตุที่จะอบรมปัญญาให้เข้าใจถูกต้องกับบุคลต่างๆ ที่มีความเข้าใจพระธรรม มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น เพราะเมื่ออาศัยกัลยาณมิตร สอบถามสนทนา และเมื่อเข้าใจ ก็ชื่อว่าอบรมเหตุที่จะถึงพระนิพพานครับ แต่หากหวังพระนิพพาน โดยไม่เข้าใจเหตุ ก็ไม่มีทางถึงเลยครับ ดังนั้น พระธรรมเป็นเรื่องละและตรงตั้งแต่ต้น แม้แต่หนทางการอบรมปัญญาครับ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
dets25226
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขอบคุณครับ ที่อาจารย์ได้อธิบายนั้นผมไม่ติดใจสงสัยครับ ผมอนุโมทนาครับ

ผมมีความเข้าใจว่า ปัจจุบัน ก็เป็นอย่างหนึ่ง อนาคต ก็เป็นอย่างหนึ่ง ซึ่งสัมพันธ์กัน แต่การจะอยู่กับปัจจุบัน แล้วรู้อนาคตนั้น ต้องเป็นเรื่องที่เข้าใจยากซักหน่อย แต่ก็มีได้ ผมจึงถามถึงว่า เมื่อเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว อนาคตยังไม่มี แต่จริงๆ แล้ว อนาคตที่ว่านี้ มีอยู่แล้วหรือไม่ ถึงรู้กันได้ว่า จะเป็นอย่างนี้ๆ จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ๆ จริงอยู่ ทุกอย่าง รู้ได้จากเหตุ แต่บางครั้ง เหตุที่มีอยู่เดิมก็ห่างไกลเหลือเกินกว่าจะสัมฤทธิ์เป็นผลได้

ผมเข้าใจดีว่า อาจารย์ไม่อยากให้มุ่งหวังถึงอนาคตซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์ แต่ประสงค์ถึงปัจจุบันซึ่งเป็นเหตุของผลสัมฤทธิ์นั้น แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยังสงสัยอยู่ครับ อย่างเรื่องพระศรีอาริยเมตไตรย์ ซึ่งพระองค์จะเสด็จอุบัติในอนาคต นี่ก็รู้กันได้ แต่ยังไม่เกิดขึ้น สรุปแล้ว อนาคตถูกกำหนดแล้วว่าใครจะเป็นอะไรที่ไหนเมื่อไร ไม่เว้นแต่ปุถุชนคนธรรมดาใช่หรือไม่ครับฯ

หากเป็นคำถามที่ไม่อยากจะตอบนั้น ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
paderm
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

เรียนความเห็นที่ 3 ครับ

ยินดีสนทนาธรรมครับ

เมื่อมีการเกิดดับของสภาพธรรม ก็ย่อมมี อดีต ปัจจุบันและอนาคตด้วย เพราะ สิ่งใดที่เกิดขึ้น ขณะนั้นเป็นปัจจุบัน และสภาพธรรมต้องดับไป เมื่อจิตกำลังเกิดขึ้น อนาคตก็ต้องเกิดขึ้นแน่นอน คือดับไป และเมื่อดับไปแล้ว สิ่งที่ดับไปแล้วก็เป็นอดีตครับ ดังนั้น อนาคตมีได้ครับ แต่เมื่อถึงเวลานั้นครับ

สำหรับบางเรื่องในอนาคตก็เป็นที่แน่นอน และบางเรื่องก็ยังไม่เป็นที่แน่นอน สำหรับบางเรื่องที่เป็นที่แน่นอนแล้วที่จะเกิดในอนาคต เพราะอะไรครับ เพราะเหตุที่ได้ทำมีแล้ว และเป็นเหตุที่มีกำลัง เช่น การจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระศรีอริยเมตไตรย์ มีการทำเหตุที่มีกำลัง เช่น การอบรมบารมี ๓๐ ทัศ และผู้ที่พยากรณ์ คือพระพุทธเจ้า ว่าจะมีพระศรีอริยเมตไตรย์อุบัติขึ้น จึงเป็นที่แน่นอน เพราะผู้ที่พยากรณ์ เป็นคำที่ไม่เป็นสอง เพราะพระองค์รู้อนาคตและเหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นเหตุที่ทำด้วยเหตุที่มีกำลังตามที่กล่าวมา จึงเป็นที่แน่นอนและได้รับการพยากรณ์ครับ แต่บางสิ่งบางอย่างที่ทำ ไม่เป็นที่แน่นอนก็ได้ เพราะเหตุนั้นไม่มีกำลัง เช่น การทำกุศลที่มีกำลังน้อย ไม่จำเป็นว่ากุศลนั้นจะต้องให้ผลในชาตินี้ ชาติหน้า เป็นต้น เพราะอาจถูกอกุศลกรรมอื่นๆ ตัดรอนได้ พระองค์จึงทรงไม่พยากรณ์เหตุที่ไม่มีกำลังที่เป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่ไม่มีกำลังหรือมีกำลังน้อย ว่าอนาคตจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ครับ

อย่างเช่น อกุศลกรรมที่มีกำลังนี้ก็แน่นอนที่จะไปอบายภูมิ มีนรก คืออนันตริยกรรม มีการฆ่าบิดา มารดา เป็นต้น เมื่อทำกรรมนี้แล้วก็เป็นอันว่าทำเหตุที่เป็นอกุศลกรรมที่มีกำลัง เมื่อตายไปจะต้องเข้าถึงนรกแน่นอน นี่คืออนาคตที่แน่นอน เพราะทำเหตุที่มีกำลังครับ แต่หากทำกุศลกรรมเล็กน้อยหรืออกุศลกรรมเล็กน้อย ก็ยังไม่แน่นอน เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่สามารถตัดรอนให้เกิดผลหรือไม่เกิดผลได้ครับ ดังนั้น ความแน่นอนในอนาคต ก็สำคัญที่เหตุนั้นมีกำลังหรือไม่ ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลครับ ซึ่งก็เกิดได้ทั้งปุถุชนด้วยครับ ทั้งความแน่นอน เช่น ทำอนันตริยกรรมก็ต้องตกนรกในชาติหน้า และความไม่แน่นอนในอนาคตครับ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
dets25226
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขอบคุณครับ ผมเคยฟังเทศน์ของหลวงปู่ท่านหนึ่ง ท่านเทศน์ว่า รู้ปัจจุบัน ละปัจจุบัน เป็นธรรมโม ถ้าไปยึดถืออดีตอนาคตอยู่ เท่ากับไปเก็บไปถือเอาของปลอม ธรรมเหล่านี้เป็นปัจจัตตัง รู้เฉพาะตน ละเฉพาะตน วางเฉพาะตน หมุนเข้าหากายหาใจนี่แหละ ถ้ามันเอาอดีตอนาคตมันกลายเป็นแผนที่ไป อาจารย์เห็นประการใดครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
paderm
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

เรียน ควาเมห็นที่ 5 ครับ

พระธรรมเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง ก่อนจะถึงคำที่กล่าวมานั้น จะต้องรู้จักแม้แต่คำว่า ธรรมโม ธรรมะ ว่าคืออะไร เพราะหากไม่เข้าใจ ไปพิจารณาสิ่งต่างๆ ที่ให้ทำ มีลมหายใจ เป็นต้น ก็ไม่รู้ความจริงที่เป็นธรรม เพราะแม้แต่คำว่า ธรรมเบื้องต้นก็ยังไม่เข้าใจว่าคืออะไรครับ

ดังนั้น จึงไม่มีเราที่รู้ปัจจุบัน แต่เป็นสติและปัญญาที่เกิดระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมในปัจจุบัน โดยธรรม ไม่ได้จำกัดเฉพาะมีตอนหายใจ ขณะนี้ก็มีธรรม เช่น เห็น ได้ยิน เสียง กลิ่น รส คิดนึก เป็นธรรมที่มีจริง เป็นปัจจุบัน ก็คือขณะที่กำลังปรากฏให้รู้ หนทางที่ถูกคืออบรมปัญญาขั้นการฟังให้ถูกต้อง แม้แต่คำว่า ธรรมให้เข้าใจ เมื่อปัญญาเจริญขึ้น สติและปัญญาก็จะเกิดเองโดยไม่ได้จำกัดที่จะรู้ธรรมขณะที่หายใจเท่านั้น เพราะธรรมไม่ได้มีเฉพาะตอนหายใจ แต่ขณะนี้มีธรรม ขาดเพียงสติและปัญญาที่จะไปรู้ หนทางคือฟังพระธรรมให้เข้าใจไปเรื่อยๆ เมื่อปัญญาถึงพร้อม สติและปัญญาก็เกิดขึ้นเอง ในขณะนี้ที่เป็นปัจจุบัน โดยไม่ได้คิดถึงอดีตและอนาคตในขณะนั้นครับ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยครับ

ชีวิตแต่ละชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในภพใดชาติใดก็ตาม ย่อมไม่พ้นไปจากความเกิดขึ้นเป็นไปของสภาพธรรม อันได้แก่ จิต เจตสิก และรูป เพราะมีสภาพธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นไป จึงมีการสมมติว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นสัตว์โลกในภพภูมิต่างๆ ถ้าจะกล่าวโดยละเอียดเป็นขณะๆ แล้ว กล่าวได้ว่า ชีวิตก็คือจิตแต่ละขณะๆ นั่นเอง ในชีวิตประจำวัน ไม่เคยปราศจากจิตแม้แต่ขณะเดียว (เมื่อกล่าวถึงจิต ก็ต้องกล่าวถึงเจตสิกอันเป็นสภาพธรรมที่เกิดร่วมกับจิตด้วย) เพราะตามความเป็นจริงแล้ว มีจิตเกิดดับสืบต่อกันอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่ขาดสาย เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เป็นวิบากบ้าง เป็นกิริยาบ้าง ตามความเป็นไปของจิตในแต่ละภพในแต่ละชาติ

จิตขณะแรกคือปฏิสนธิจิต ซึ่งเกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติที่แล้ว ซึ่งไม่มีใครกำหนดหรือลิขิตเลยว่าจะต้องเกิดเป็นใคร ในภพไหน เพราะกรรมที่ได้กระทำแล้ว เท่านั้นที่จะเป็นเหตุให้เกิดในภพต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นเพราะผลของกุศลกรรม เมื่อปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นแล้วดับไปก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อๆ ไปเกิดขึ้นเป็นไป ... จนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายของชาตินี้ คือ จุติจิต

จิตแต่ละขณะย่อมเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย (ไม่ใช่เกิดขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีเหตุ) เมื่อเกิดแล้วก็ดับไป ไม่ยั่งยืน ตามความเป็นจริงชีวิตของคนเรามีอยู่ ๒ ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่เป็นการได้รับผลของกรรม เช่น ขณะที่ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกายรวมไปถึงขณะที่หลับสนิทด้วย ถ้าไม่มีกรรมที่ได้กระทำแล้วในอดีตเป็นปัจจัย วิบากจิตซึ่งเป็นการได้รับผลของกรรมก็เกิดขึ้นไม่ได้ นี้ก็แสดงถึงความเป็นเหตุเป็นผลของสภาพธรรม

อีกส่วนหนึ่ง เป็นส่วนของการสะสมเหตุ คือเป็นกุศลกับเป็นอกุศล นี้ก็ขึ้นอยู่กับการสะสมมาของแต่ละบุคคล ไม่มีใครกำหนด ไม่มีใครบังคับ แต่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ถ้าสะสมอกุศลมามากก็เป็นเครื่องปรุงแต่งให้จิตเกิดขึ้นเป็นไปในทางที่เป็นอกุศลมาก ถ้าได้สะสมกุศลธรรมมามาก ก็เป็นเหตุให้จิตน้อมไปในทางที่เป็นกุศลได้มาก ซึ่งก็พอจะสังเกตเห็นได้ในชีวิตประจำวันว่าแต่ละคนเป็นแต่ละหนึ่งไม่เหมือนกันเลยทั้งการกระทำและคำพูดรวมถึงความคิด เป็นไปตามการสะสมของแต่ละบุคคลจริงๆ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็คือความเกิดขึ้นเป็นไปของสภาพธรรมนั่นเอง บุคคลผู้ที่ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมดับกิเลสได้ตามลำดับขั้นนั้น ล้วนเป็นผู้ได้สะสมบารมี สะสมความดีประการต่างๆ สะสมการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมจากพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ มาแล้วทั้งนั้น กว่าจะมีวันที่ท่านได้บรรลุได้ก็ต้องมีวันดังกล่าว คือวันที่มีการอบรมบารมีประการต่างๆ ที่ผ่านมาอย่างยาวนานนับชาติไม่ถ้วน เมื่อเหตุสมควรแก่ผลแล้ว ผลก็ย่อมเกิดขึ้นตามสมควรแก่เหตุครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
เซจาน้อย
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
dets25226
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขออนุโมทนาครับ อาจารย์ทั้ง ๒ เน้นไปในเรื่องของอภิธรรมโดยมาก ดูเหมือนว่าจะเป็นทั้งหมดของคำตอบ จึงทำให้ผมเริ่มอยากศึกษาเรื่องอภิธรรมแล้วล่ะครับ ^^" คำตอบของท่านอาจารย์คำปั่นทำให้ผมได้เข้าใจถึง ปฏิสนธิจิตกับจุติจิต แต่ก่อนนี้ ผมเรียกปฏิสนธิจิต ว่า จุติจิต -.-

ขอขอบคุณนะครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
akrapat
วันที่ 20 ธ.ค. 2554

เหตุอดีต คือ ผลปัจจุบัน เหตุปัจจุบันส่งผลของอนาคต ฉะนั้น อดีต ปัจจุบัน อนาคต คือเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน ทำนองเดียวกับ เพราะมีอดีตจึงมีปัจจุบัน และตราบที่ยังมีการทำกรรมในปัจจุบัน ย่อมได้รับผลของกรรมในอนาคต เป็นวงรอบเช่นนี้เรื่อยไป เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท การรู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ย่อมสามารถหยั่งรู้ได้ ถ้าเราทราบเหตุปัจจัยของอดีตและกรรมในปัจจุบัน แต่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านจะไม่พยากรณ์ในสิ่งที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์หรือไม่เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งแห่ง มรรค ผล นิพพาน

ถ้ามองในแง่ของอภิธรรม จุติจิตของชาติที่แล้วคือปฏิสนธิจิตของชาตินี้ ถ้าชาตินี้ใครสามารถบรรลุธรรมเป็นพระอริยะได้ แสดงว่าจุติของชาติที่แล้วย่อมเป็น มหากุศลจิตญาณสัมปยุต (ผมอาจจะจำชื่อผิดก็ขออภัยด้วยนะครับ) ซึ่งส่วนใหญ่ที่เกิดเป็นมนุษย์ที่บริบูรณ์ คือไม่พิการนั้น ปฏิสนธิจิตย่อมประกอบด้วยมหากุศลจิตอยู่แล้วแต่จะประกอบด้วยปัญญาหรือไม่ ตัวท่านเองในชาตินี้นั่นแหละเป็นผู้รู้ดีที่สุด คือสามารถฟังธรรมและมีวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นตามลำดับจนรู้แจ้งเป็นพระอริยบุคคลได้

แต่นั่นก็เพราะเหตุอดีต คือเคยเจริญปัญญามาแล้วนั่นเอง ... แต่ที่อนาคตถูกกำหนดไว้แล้ว นั่นเป็นเพราะทุกคนที่เวียนว่ายตายเกิดตลอดในสังสารวัฏฏ์นั้น เพราะยังมีกิเลส เมื่อมีกิเลส ย่อมมีการกระทำกรรม เมื่อมีกรรม ย่อมได้รับผลของการกระทำกรรมที่เรียกว่าวิบาก จะเป็นวิบากดีหรือไม่ดี ย่อมขึ้นกับกรรมนั้นๆ ไม่มีใครหนีพ้นได้แม้กระทั่งพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้า แต่วิบากที่ว่า ย่อมมีผลเฉพาะขันธ์ ๕ เท่านั้น เพราะขันธ์ ๕ เป็นของโลก เมื่อท่านสิ้นกิเลส ขันธ์ ๕ ก็ยังเป็นทุกข์ แต่ท่านไม่ได้เป็นทุกข์ไปกับขันธ์ เพราะท่านละได้แล้ว จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าท่านก็คือมนุษย์ มีเจ็บ มีป่วย มีพลัดพราก พระอรหันต์ก็เช่นกัน แต่ท่านไม่ได้อาลัยอาวรณ์กับสิ่งเหล่านั้น ... ฉันใด

การพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ ท่านจะพยากรณ์สิ่งใดท่านย่อมนำเหตุไปเชื่อมโยงกับผลเสมอ ไม่ใช่ว่าจะพยากรณ์แบบฟันธงว่าพอถึงเวลานี้จะเกิดอย่างนี้นะ ... หากท่านจะกล่าว ท่านก็จะกล่าวในทำนองว่า "ในภายภาคหน้า ถ้าผู้คนละเลยศีลธรรม ไม่ยำเกรงในพระธรรม ... จะส่งผลให้เกิด ... ตามคำทำนายสุบินนิมิตของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั่นเอง" แต่ลองคิดดูสิ โลกใบนี้ประกอบมนุษย์กี่ล้านคน คนทำดีกับทำชั่ว ใครมากกว่ากัน คนที่ทำดีมีน้อย แต่ถ้าอยู่ท่ามกลางคนไม่ดี ก็พลอยได้รับผลไปด้วย แต่อาจจะน้อยกว่า แต่นั่นก็เพราะกฎแห่งกรรม เมื่อคนไม่ดีรวมกันทำสิ่งไม่ดี ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำว่าหนักหนาเพียงใด กรรมหนักหรือครุกรรมย่อมให้ผลเร็ว ตามหลักกรรมและการให้ผล ซึ่งไม่ต้องไปคิดให้เสียเวลาเป็นเรื่องอจินไตย ... เมื่อคนส่วนใหญ่ทำอกุศลกรรม ย่อมมีวิบากของอกุศลส่งผลต่อที่แห่งนั้น สังคมแห่งนั้น ประเทศแห่งนั้น ยิ่งไปทำสิ่งไม่ดีกับสถานที่หรือคนที่มีบารมีมากๆ แล้ว ผลที่ได้รับย่อมรุนแรง แล้วสถานที่ไหนล่ะที่ศักดิ์สิทธิ์ ... แล้วใครล่ะที่มีบารมี ... สถานที่ศักดิ์สิทธ์ คือที่ๆ ดำรงไว้ซึ่งพุทธศาสนา เอ ... ประเทศไทยประเทศเดียวหรือเปล่านา ... คนมีบารมี คือ บรรดาพระอรหันต์ พระอริยเจ้า และพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ... คนดีตามสัญชาตญาณย่อมเอาตัวรอดได้ เพราะถึงเวลาผลของกรรมดีให้ผล ย่อมไม่ส่งผลให้ไปอยู่ในสถานที่แห่งนั้น ซึ่งเป็นที่ของคนไม่ดีอยู่เยอะ ... เออ ธรรมะกำลังจัดสรร หรือเปล่านา? ...

แต่ธรรมชาติของสรรพสิ่ง ย่อมมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมสลายไป เป็นไปตาม กฎไตรลักษณ์ ซึ่งจะพยากรณ์หรือไม่ ย่อมไม่สำคัญ เพราะมันเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ... ศาสนาของพระสมณโคดมก็เช่นกัน ย่อมตั้งอยู่ได้เพียง ๕๐๐๐ ปี ทั้งนี้เพราะ จะไม่มีผู้สืบทอดคำสอนที่ถูกอีกต่อไป เพราะอะไรล่ะ เพราะคนที่จะสืบทอดได้ ย่อมเป็นผู้ที่บารมีพอ และเคยบำเพ็ญบารมีร่วมกับพระพุทธเจ้ามาแล้วทั้งสิ้น จะกี่ภพกี่ชาตินั้นย่อมขึ้นกับสาวกเหล่านั้น ... หลังจากนั้น โลกก็จะมืดบอดไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง จนกระทั่งมีพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปมาอุบัติขึ้น ... และตราบใดที่ยังมีคนปรารถนาพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ โลกก็ยังไม่ว่างเว้นจากพระพุทธเจ้า ...

แต่จะรอช้าอยู่ทำไมล่ะ ก็ในเมื่อคำสอนของพระสมณโคดมยังมีอยู่ มรรค ผล นิพพาน ก็ยังคงมีอยู่ ปรากฎอยู่ตลอดเวลา พลาดโอกาสทองในยุคนี้ ชาติหน้าการันตีไม่ได้นะ ว่าจะได้เกิดในยุคไหน จะเจอพระพุทธเจ้าหรือไม่ ... "ท่านทั้งหลายจงดำรงตนให้ถึงพร้อมในความไม่ประมาทเถิด" ปัจจุบันกำหนดอนาคตแล้ว ปัจจุบัน คือ อะไร ... คือ ขณะนี้ไงล่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 20 ธ.ค. 2554

พระอภิธรรมละเอียดลึกซึ้งและเป็นสัจจธรรมที่ควรศึกษา

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
jaturong
วันที่ 20 ธ.ค. 2554

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 20 ธ.ค. 2554

ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย เช่น คนที่เกิดมารูปสวย รวยทรัพย์ เพราะในอดีตชาติเขาเคยให้ทาน รักษาศีลมาแล้ว และที่สำคัญไม่มีใครไปกำหนดให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เกิดขึ้นหรือไม่ให้เกิดขึ้น และการที่ใครจะบรรลุธรรมะ ก็เช่นเดียวกัน คือต้องเคยสะสมทั้งบารมีและปัญญามามาก เมื่อได้เหตุได้ปัจจัยก็บรรลุค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
peem
วันที่ 16 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
Chanakarn
Chanakarn
วันที่ 27 มี.ค. 2563

ขอบพระคุณที่ให้ความกระจ่าง สาธุค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
chatchai.k
chatchai.k
วันที่ 31 ม.ค. 2564

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ