อนาคตถูกกำหนดไว้แล้วหรือ
 
dets25226
วันที่  19 ธ.ค. 2554
หมายเลข  20197
อ่าน  3,187

สวัสดีอาจารย์ทุกท่านและเพื่อนๆ ทุกคนครับ....
วันนี้ว่างครับ ก็เลยมีคำถามมาถามอีกเช่นเคย ^^"
วันนี้ ถามเรื่องอนาคต ครับ ในพุทธศาสนาก็มีเรื่องรู้อนาคต ในโหราศาสตร์ หรือศาสตร์ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ก็มี ด้วยเหตุนี้ เรื่องอนาคต ตามที่เป็นจริงนั้น เป็นเช่นไรกัน
แน่ ถึงสามารถรู้เห็นกันได้ เหมือนกับว่า ถูกกำหนดไว้แล้ว ถึงมีเหตุให้รู้ได้ และหากองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้พยากรณ์ไว้ ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
คล้ายกับคำว่า "ลิขิตฟ้า" หรือไม่ครับ และหากผมต้องการรู้ว่า ผมจะเห็นพระนิพพานตอนไหน จะไปถามใครครับ

*สติ ปัญญาของผมยังอ่อนด้อย หากผิดพลาดประการใด ขอโปรดอภัยด้วยครับข้อความที่ถามนั้นสั้นๆ แต่หากจะกรุณาบรรยายโดยละเอียดก็จะเป็นพระคุณอย่ามากครับ  ด้วยความเคารพอย่างสูง


Tag  ถูกกำหนด ปัจจุบัน อดีต อนาคต
  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     อนาคต คือ กาลเวลาที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งการที่จะมีเวลาได้ คือ มีอดีต ปัจจุบัน ขณะนี้ และมีอนาคต หากไม่มีจิตและเจตสิกแล้ว ก็จะไม่มีเวลา ไม่มีอดีต ปัจจุบันและอนาคต เลยครับ แต่เพราะมีจิต เจตสิก ที่มีการเกิดขึ้นและดับไป แต่ละขณะ   เพราะมีการเกิดดับของสภาพธรรมที่เป็น จิตและขณะ จึงมีเวลา เป็นวินาที นาที ชั่วโมง และมีเวลาในอนาคต เพราะ จิตที่ดับไปแล้ว คือ อดีต จิตที่ขณะกำลังเกิดขึ้น คือ ปัจจุบันและจิตที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็คือ อนาคต เพราะฉะนั้นอนาคต ก็คือ สิ่งที่ยังมาไม่ถึง คือ เวลาที่ยังมาไม่ถึง หรือ จิต เจตสิกที่ยังไม่เกิดขึ้นครับ

     ดังนั้น ไม่ว่าศาสตร์ใด เรื่องราวใด ก็ไม่พ้นจาก สภาพธรรมที่เป็น จิต เจตสิก ที่เกิดขึ้น และดับไปก็มี อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งตามที่กล่าวมาแล้วครับ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ก็คือ การเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรมที่เป็น จิตและเจตสิก ซึ่ง จิต และเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ความหมายคือ ต้องอาศัย เหตุและปัจจัย หรือสภาพธรรมอื่นๆ จึงเกิดขึ้นได้ สรุปง่ายๆ คือ ต้องอาศัยเหตุต่างๆ จึงเกิดขึ้นได้ครับ

     อนาคต คือ จิตและเจตสิกทีกำลังจะเกิดขึ้น จิต เจตสิกที่กำลังจะเกิดขึ้น หรืออนาคต ก็ต้องมีเหตุปัจัย จึงจะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างนั้น ซึ่ง อนาคต ที่ดีหรือ จิต เจตสิกที่ดี เช่น วิบากที่ดี หรือผลของกรรมที่ดี การเห็นที่ดี ได้ยินสิ่งที่ดี เป็นต้น ก็ต้องมีเหตุที่ดีจึงจะเกิดผลในอนาคตที่ดีได้ ซึ่งก็คือ การกระทำกุศลกรรมที่ดีในอดีต หรือ ปัจจุบันนี้ ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดผลในอนาคตที่ดีได้ จึงไม่มีใครบันดาล ไม่มีใครทำให้เกิด ที่เรียกว่าพรหมลิขิตหรือฟ้าลิขิต เพราะมีแต่ธรรมที่เกิดขึ้น อาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น
     การได้รับสิ่งที่ดีในอนาคต เพราะเกิดจากการกระทำทำที่ดี การได้รับสิ่งที่ไม่ดีในอนาคต ก็เพราะทำกรรมที่ไม่ดี ดังนั้นจึงเป็นกรรมลิขิต  จึงไม่มีสัตว์ บุคคล เทวดา พรหม หรือ ลิขิตฟ้า(ฟ้าเป็นรูปธรรมไม่รู้อะไร) ทำให้เลยครับ เพราะมีการทำเหตุคือ กระทำกรรมไว้ เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมก็ให้ผลในอนาคตครับ กรรมจึงยุติธรรมเสมอ เป็นลิขิตที่ถูกกำหนดไว้ด้วยกรรมของสัตว์ที่ทำไว้ สมควรในการรับผลของกรรม ตามกรรมที่ทำไว้ครับ ซึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ ในแต่ละคนว่าจะได้บรรลุในพระพุทธเจ้าสมัยนี้ เป็นอัครสาวกในอีกกี่กัป เป็นต้น บุคคลที่ได้รับการพยกรณ์ ก็ต้องทำเหตุมา ไม่ใช่ไม่ได้ทำเหตุ และพระองค์จะพยากรณ์ลอยๆ ครับ แต่เพราะเขาทำเหตุ คือ กระทำกุศลในพระพุทธศาสนา มีการถวายทานกับพระภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ตลอด 7 วัน เป็นต้น และอบรมปัญญาในพระศาสนานั้น เมื่อทำเหตุที่ดี ผลที่ดีย่อมเกิดขึ้นได้ในอนาคต พระพุทธองค์ทรงทราบเหตุและผลในอนาคตที่จะเกิดขึ้น พระองค์ทรงพยากรณ์ตามเหตุที่ทำ และการให้ผลในอนาคต ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

จะเห็นนะครับว่า ทุกอย่างในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ต้องอาศัยเหตุ คือ กรรมลิขิต ลิขิตของกรรมที่ได้กระทำไว้ครับ ซึ่งต่างจากความเชื่ออื่นที่เข้าใจว่า มีสัตว์ บุคคล มีพรหมเป็นต้น ดลบันดาลให้เป็นไปในอนาคตครับ

 จากคำถามที่ว่า และหากผมต้องการรู้ว่า ผมจะเห็นพระนิพพานตอนไหน จะไปถามใครครับ ประโยชน์ที่สำคัญ คือ ไม่ใช่จะเห็นพระนิพพานตอนไหนครับ แต่ประโยชน์สูงสุด คือ อบรมเหตุที่ถูกต้องเพื่อจะถึงพระนิพพาน ด้วยการศึกษาพระธรรม อบรมปัญญาในหนทางที่ถูกต้องครับ  หากไม่อบรมเหตุที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะไปถามใคร หรือบุคคลใด ก็ไม่สามารถที่จะได้รับการพยากรณ์ เพราะที่จะได้รับการพยากรณ์ คือ ผู้ที่อบรมปัญญา สะสมบุญและหนทางที่ถูกต้องมาแล้วครับ ดังนั้นแทนที่จะถามถึงผล ที่ยังไม่รู้ และยังมาไม่ถึง แต่ควรถามถึงเหตุที่จะอบรมปัญญา ให้เข้าใจถูกต้องกับบุคลต่างๆ ที่มีความเข้าใจพระธรรม มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น  เพราะเมื่ออาศัยกัลยาณมิตร สอบถามสนทนา และเมื่อเข้าใจ ก็ชื่อว่าอบรมเหตุที่จะถึงพระนิพพานครับ แต่หากหวังพระนิพพาน โดยไม่เข้าใจเหตุก็ไม่มีทางถึงเลยครับ   ดังนั้น พระธรรมเป็นเรื่องละ และตรงตั้งแต่ต้น แม้แต่หนทางการอบรมปัญญาครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
dets25226
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขอบคุณครับ ที่อาจารย์ได้อธิบายนั้นผมไม่ติดใจสงสัยครับ ผมอนุโมทนาครับ

ผมมีความเข้าใจว่า ปัจจุบัน ก็เป็นอย่างหนึ่ง อนาคต ก็เป็นอย่างหนึ่ง ซึ่งสัมพันธ์กัน แต่การจะอยู่กับปัจจุบัน แล้วรู้อนาคตนั้น ต้องเป็นเรื่องที่เข้าใจยากซักหน่อย แต่ก็มีได้ผมจึงถามถึงว่า เมื่อเราอยู่กับปัจจุบันแล้ว อนาคตยังไม่มี แต่จริงๆ แล้ว อนาคตที่ว่านี้ มีอยู่แล้วหรือไม่ ถึงรู้กันได้ว่า จะเป็นอย่างนี้ๆ จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ๆ จริงอยู่ ทุกอย่าง รู้ได้จากเหตุ แต่บางครั้ง เหตุที่มีอยู่เดิม ก็ห่างไกลเหลือเกิน กว่าจะสัมฤทธิ์เป็นผลได้

ผมเข้าใจดีว่า อาจารย์ไม่อยากให้มุ่งหวังถึงอนาคต ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์ แต่ประสงค์ถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นเหตุของผลสัมฤทธิ์นั้น แต่เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ยังสงสัยอยู่ครับ อย่างเรื่องพระศรีอาริยเมตไตร ซึ่งพระองค์จะเสด็จอุบัติในอนาคต นี่ก็รู้กันได้ แต่ยังไม่เกิดขึ้น สรุปแล้ว อนาคต ถูกกำหนดแล้วว่า ใครจะเป็นอะไรที่ไหนเมื่อไร ไม่เว้นแต่ปุถุชนคนธรรมดาใช่หรือไม่ครับ ฯ

หากเป็นคำถามที่ไม่อยากจะตอบนั้น ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ....

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
paderm
paderm
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

เรียนความเห็นที่ 3 ครับ ยินดีสนทนาธรรมครับ

     เมื่อมีการเกิดดับของสภาพธรรม ก็ย่อมมี อดีต ปัจจุบันและ อนาคตด้วย เพราะสิ่งใดที่เกิดขึ้น ขณะนั้นเป็นปัจจุบัน และสภาพธรรมต้องดับไป เมื่อจิตกำลังเกิดขึ้น อนาคตก็ต้องเกิดขึ้นแน่นอน คือ ดับไป และเมื่อดับไปแล้ว สิ่งที่ดับไปแล้ว ก็เป็นอดีตครับ ดังนั้น อนาคตมีได้ ครับ แต่เมื่อถึงเวลานั้นครับ

     สำหรับบางเรื่องในอนาคตก็เป็นที่แน่นอน และบางเรื่องก็ยังไม่เป็นที่แน่นอน สำหรับบางเรื่องที่เป็นที่แน่นอนแล้ว ที่จะเกิดในอนาคต  เพราะอะไรครับ  เพราะเหตุที่ได้ทำมีแล้ว และเป็นเหตุที่มีกำลัง เช่นการจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระศรีอริยเมตไตรย์ มีการทำเหตุที่มีกำลัง เช่น การอบรมบารมี 30 ทัศ และผู้ที่พยากรณ์ คือ พระพุทธเจ้าว่าจะมีพระศรีอริยเมตไตรย์อุบัติขึ้น จึงเป็นที่แน่นอน เพราะ ผู้ที่พยากรณ์ เป็นคำที่ไม่เป็นสอง เพราะพระองค์รู้อนาคต และ เหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นเหตุที่ทำ ด้วยเหตุที่มีกำลังตามที่กล่าวมา จึงเป็นที่แน่นอน และได้รับการพยากรณ์ครับ แต่สิ่งบางอย่างที่ทำ ไม่เป็นที่แน่นอนก็ได้ เพราะเหตุนั้นไม่มีกำลัง เช่น การทำกุศลที่มีกำลังน้อย ไม่จำเป็นว่ากุศลนั้นจะต้องให้ผลในชาตินี้ ชาติหน้า เป็นต้น เพราะอาจถูก อกุศลกรรมอื่นๆ ตัดรอนได้ พระองค์จึงทรงไม่พยากรณ์ เหตุที่ไม่มีกำลังที่เป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรมที่ไม่มีกำลัง หรือมีกำลังน้อย ว่าอนาคตจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ครับ

     อย่างเช่น อกุศลกรรมที่มีกำลังนี้ก็แน่นอนที่จะไปอบายภูมิ มีนรก คือ อนันตริยกรรมมีการฆ่าบิดา มารดา เป็นต้น เมื่อทำกรรมนี้แล้ว ก็เป็นอันว่า ทำเหตุที่เป็นอกุศลกรรมที่มีกำลัง เมื่อตายไปจะต้องเข้าถึง นรกแน่นอน นี่คือ อนาคตที่แน่นอน เพราะทำเหตุที่มีกำลังครับ แต่หากทำกุศลกรรมเล็กน้อย หรืออกุศลกรรมเล็กน้อย ก็ยังไม่แน่นอน เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่สามารถตัดรอนให้เกิดผล หรือไม่เกิดผลได้ครับ ดังนั้น ความแน่นอน ในอนาคต ก็สำคัญที่เหตุนั้นมีกำลังหรือไม่ ทั้งฝ่ายกุศล และ อกุศลครับ ซึ่งก็เกิดได้ทั้งปุถุชนด้วยครับ ทั้งความแน่นอน เช่น ทำอนันตริยกรรม ก็ต้องตกนรกในชาติหน้า และความไม่แน่นอนในอนาคตครับ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
dets25226
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

   ขอบคุณครับ ผมเคยฟังเทศน์ของหลวงปู่ท่านหนึ่ง ท่านเทศน์ว่า รู้ปัจจุบัน ละปัจจุบันเป็นธรรมโม ถ้าไปยึดถืออดีตอนาคตอยู่ เท่ากับไปเก็บไปถือเอาของปลอม ธรรมเหล่านี้เป็นปัจจัตตัง รู้เฉพาะตน ละเฉพาะตน วางเฉพาะตน หมุนเข้าหากายหาใจนี่แหละ ถ้ามันเอาอดีตอนาคตมันกลายเป็นแผนที่ไป อาจารย์เห็นประการใดครับ....

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
paderm
paderm
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

เรียนควาเมห็นที่ 5 ครับ

     พระธรรมเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง ก่อนจะถึง คำที่กล่าวมานั้น จะต้องรู้จักแม้แต่คำว่า ธรรมโม ธรรมะ ว่าคืออะไร เพราะหากไม่เข้าใจ ไปพิจารณาสิ่งต่างๆ ที่ให้ทำ มีลมหายใจ เป็นต้น ก็ไม่รู้ความจริงที่เป็นธรรม เพราะแม้แต่คำว่า ธรรมเบื้องต้นก็ยังไม่เข้าใจว่า คืออะไรครับ
     ดังนั้น จึงไม่มีเราที่รู้ปัจจุบัน แต่เป็น สติและปัญญาทีเกิดระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมในปัจจุบัน โดยธรรม ไม่ได้จำกัดเฉพาะมีตอนหายใจ ขณะนี้ก็มีธรรม เช่น เห็น ได้ยิน เสียง กลิ่น รส คิดนึก เป็นธรรมที่มีจริง เป็นปัจจุบัน ก็คือ ขณะที่กำลังปรากฎให้รู้ หนทางที่ถูก คือ อบรมปัญญาขั้นการฟังให้ถูกต้อง แม้แต่คำว่า ธรรมให้เข้าใจ เมื่อปัญญาเจริญขึ้น สติและปัญญาก็จะเกิดเองโดยไม่ได้จำกัดที่จะรู้ธรรม ขณะที่หายใจเท่านั้น เพราะธรรมไม่ได้มีเฉพาะตอนหายใจ แต่ขณะนี้มีธรรม ขาดเพียงสติและปัญญาที่จะไปรู้ หนทางคือฟังพระธรรมให้เข้าใจไปเรื่อยๆ เมื่อปัญญาถึงพร้อม สติและปัญญาก็เกิดขึ้นเอง ในขณะนี้ ที่เป็นปัจจุบัน โดยไมได้คิดถึงอดีตและอนาคตในขณะนั้นครับ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น   

     ขออนุญาตร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยครับ
ชีวิต แต่ละชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในภพใด ชาติใด ก็ตาม ย่อมไม่พ้นไปจากความเกิดขึ้นเป็นไปของสภาพธรรม อันได้แก่  จิต เจตสิก และ รูป เพราะมีสภาพธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นไป จึงมีการสมมติว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล  เป็นสัตว์โลกในภพภูมิต่างๆ ถ้าจะกล่าวโดยละเอียด เป็นขณะ ๆ แล้ว กล่าวได้ว่า ชีวิต ก็คือ จิตแต่ละขณะๆ นั่นเอง ในชีวิตประจำวัน ไม่เคยปราศจากจิตแม้แต่ขณะเดียว(เมื่อกล่าวถึงจิต ก็ต้องกล่าวถึงเจตสิก อันเป็นสภาพธรรมที่เกิดร่วมกับจิต ด้วย) เพราะตามความเป็นจริงแล้ว มีจิตเกิดดับสืบต่อกันอยู่ตลอดเวลา อย่างไม่ขาดสาย เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เป็นวิบากบ้าง เป็นกิริยาบ้าง ตามความเป็นไปของจิต ในแต่ละภพในแต่ละชาติ
     จิตขณะแรก คือ ปฏิสนธิจิต ซึ่งเกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติที่แล้ว ซึ่งไม่มีใครกำหนดหรือลิขิตเลย ว่่า จะต้องเกิดเป็นใคร ในภพไหน เพราะกรรมที่ได้กระทำแล้ว เท่านั้นที่จะเป็นเหตุให้เกิดในภพต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้เกิดมาเป็นมนุษย์  เป็นเพราะผลของกุศลกรรม เมื่อปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นแล้วดับไป ก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อๆ ไปเกิดขึ้นเป็นไป...จนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายของชาตินี้ คือ จุติจิต
     จิตแต่ละขณะย่อมเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย(ไม่ใช่เกิดขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีเหตุ) เมื่อเกิดแล้วก็ดับไป ไม่ยั่งยืน ตามความเป็นจริง ชีวิตของคนเรา มีอยู่ ๒ ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่เป็นการได้รับผลของกรรม เช่น ขณะที่ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย รวมไปถึงขณะที่หลับสนิทด้วย ถ้าไม่มีกรรมที่ได้กระทำแล้วในอดีตเป็นปัจจัย วิบากจิต ซึ่งเป็นการได้รับผลของกรรมก็เกิดขึ้นไม่ได้ นี้ก็แสดงถึงความเป็นเหตุเป็นผลของสภาพธรรม 
     อีกส่วนหนึ่ง เป็นส่วนของการสะสมเหตุ คือ เป็นกุศล กับเป็นอกุศล นี้ก็ขึ้นอยู่กับการสะสมมาของแต่ละบุคคล ไม่มีใครกำหนด ไม่มีใครบังคับ แต่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ถ้าสะสมอกุศลมามาก ก็เป็นเครื่องปรุงแต่งให้จิตเกิดขึ้นเป็นไปในทางที่เป็น อกุศล มาก ถ้าได้สะสมกุศลธรรม มามาก ก็เป็นเหตุให้จิตน้อมไปในทางที่เป็นกุศล ได้มาก ซึ่งก็พอจะสังเกตเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ว่าแต่ละคน เป็นแต่ละหนึ่ง ไม่เหมือนกันเลย ทั้งการกระทำ และคำพูด รวมถึงความคิด เป็นไปตามการสะสมของแต่ละบุคคลจริงๆ ซึ่งทั้งหมดนั้น ก็คือ ความเกิดขึ้นเป็นไปของสภาพธรรม นั่นเอง บุคคลผู้ที่ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ดับกิเลสได้ตามลำดับขั้นนั้น  ล้วนเป็นผู้ได้สะสมบารมี สะสมความดีประการต่างๆ สะสมการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมจากพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ มาแล้วทั้งนั้น กว่าจะมีวันที่ท่านได้บรรลุ ได้ ก็ต้องมีวันดังกล่าว คือ วันที่มีการอบรมบารมีประการต่างๆ ที่ผ่านมาอย่างยาวนานนับชาติไม่ถ้วนเมื่อเหตุสมควรแก่ผล แล้ว   ผล  ก็ย่อมเกิดขึ้นตามสมควรแก่เหตุ  ครับ          

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ... 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
เซจาน้อย
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
dets25226
วันที่ 19 ธ.ค. 2554

ขออนุโมทนาครับ อาจารย์ทั้ง 2 เน้นไปในเรื่องของอภิธรรมโดยมาก ดูเหมือนว่าจะเป็นทั้งหมดของคำตอบ จึงทำให้ผมเริ่มอยากศึกษาเรื่องอภิธรรมแล้วหละครับ ^^" คำตอบของท่านอาจารย์คำปั่นทำให้ผมได้เข้าใจถึง ปฏิสนธิจิต กับจุติจิต แต่ก่อนนี้ ผมเรียกปฏิสนธิจิต ว่า จุติจิต -.- ขอขอบคุณนะครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
akrapat
วันที่ 20 ธ.ค. 2554

เหตุอดีต คือ ผลปัจจุบัน เหตุปัจจุบันส่งผลของอนาคต ฉะนั้น อดีต ปัจจุบัน อนาคต คือ เหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน ทำนองเดียวกับ เพราะมีอดีต จึงมีปัจจุบัน และตราบที่ยังมีการทำกรรมในปัจจุบัน ย่อมได้รับผลของกรรมในอนาคต เป็นวงรอบเช่นนี้ เรื่อยไป เรียกว่าปฏิจสมุปบาท การรู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ย่อมสามารถหยั่งรู้ได้ ถ้าเราทราบเหตุปัจจัยของอดีต และกรรมในปัจจุบัน แต่พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ท่านจะไม่พยากรณ์ ในสิ่งที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์หรือไม่เป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง แห่ง มรรค ผล นิพพาน ถ้ามองในแง่ของ อภิธรรม จุติจิต ของชาติที่แล้ว คือปฏิสนธิจิต ของชาตินี้ ถ้าชาตินี้ใครสามารถบรรลุธรรม เป็นพระอริยะได้ แสดงว่าจุติของชาติที่แล้ว ย่อมเป็น มหากุศลจิตญาณสัมปยุต (ผมอาจจะจำชื่อผิดก็ขออภัยด้วยนะครับ) ซึ่งส่วนใหญ่ที่เกิดเป็น มนุษย์ที่บริบูรณ์คือ ไม่พิการนั้น ปฏิสนธิจิตย่อม ประกอบด้วยมหากุศลจิตอยู่แล้วแต่จะประกอบด้วยปัญญาหรือไม่ ตัวท่านเองในชาติ นี้นั่นแหละเป็นผู้รู้ดีที่สุด คือ สามารถฟังธรรมและมีวิปัสสนาญาณเกิดขึ้น ตามลำดับ จนรู้แจ้งเป็นพระอริยะบุคคลได้ แต่นั่นก็เพราะเหตุอดีต คือ เคยเคยเจริญปัญญามาแล้วนั่นเอง........ แต่ที่อนาคตถูกกำหนดไว้แล้ว นั่นเป็นเพราะทุกคนที่เวียนว่ายตายเกิด ตลอดในสังสารวัฎนั้น เพราะยังมีกิเลสเมื่อมีกิเลส ย่อมมีการกระทำกรรม เมื่อมีกรรม ย่อมได้รับผลของการกระทำกรรมที่เรียกว่าวิบาก จะเป็นวิบากดี หรือไม่ดี ย่อมขึ้นกับ กรรมนั้นๆ ไม่มีใครหนีพ้นได้ แม้กระทั่งพระพุทธเจ้า และพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้า แต่วิบากที่ว่า ย่อมมีผลเฉพาะ ขันธ์๕ เท่านั้น เพราะขันธ์ ๕ เป็นของโลก เมื่อท่านสิ้นกิเลส ขันธ์๕ ก็ยังเป็นทุกข์ แต่ท่านไม่ได้เป็นทุกข์ไปกับขันธ์ เพราะท่านละได้แล้ว จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้า ท่านก็คือมนุษย์ มีเจ็บ มีป่วย มีพลัดพราก พระอรหันต์ก็เช่นกัน แต่ท่านไม่ได้ อาลัยอาวรณ์กับสิ่งเหล่านั้น .....ฉันใด การพยากรณ์ของพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ ท่านจะพยากรณ์สิ่งใดท่านย่อมนำเหตุไปเชื่อมโยงกับผลเสมอไม่ใช่ว่า จะพยากรณ์แบบฟันธง ว่าพอถึงเวลานี้จะเกิดอย่างนี้นะ....หากท่านจะกล่าว ท่านก็จะกล่าวในทำนองว่า "ในภายภาคหน้าถ้าผู้คนละเลยศีลธรรม ไม่ยำเกรงในพระธรรม.....จะส่งผลให้เกิด....ตามคำนายสุบินนิมิตของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั่นเอง" แต่ลองคิดดูสิ โลกใบนี้ประกอบมนุษย์กี่ล้านคน คนทำดีกับทำชั่ว ใครมากกว่ากัน คนที่ทำดีมีน้อย แต่ถ้าอยู่ท่ามกลางคนไม่ดี ก็พลอยได้รับผลไปด้วย แต่อาจจะน้อยกว่า แต่นั่นก็เพราะ กฎแห่งกรรม เมื่อคนไม่ดีรวมกันทำสิ่งไม่ดี ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำว่าหนักหนา เพียงใด กรรมหนัก หรือครุกรรมย่อมให้ผลเร็ว ตามหลักกรรมและการให้ผล ซึ่งไม่ต้องไปคิด ให้เสียเวลาเป็นเรื่องอจินไตย....เมื่อคนส่วนใหญ่ทำอกุศลกรรมย่อม มีวิบากของอกุศลส่งผลต่อที่แห่งนั้น สังคมแห่งนั้น ประเทศแห่งนั้น ยิ่งไปทำสิ่งไม่ดีกับสถานที่ หรือ คนที่มีบารมีมากๆ แล้ว ผลที่ได้รับย่อมรุนแรง แล้วสถานที่ไหนล่ะที่ศักดฺิ์สิทธิ์... แล้วใครล่ะที่มีบารมี.. สถานที่ศักดฺิ์สิทธ์ คือที่ๆ ดำรงไว้ซึ่งพุทธศาสนา เอ.. ประเทศไทยประเทศเดียวหรือเปล่านา... คนมีบารมี คือ บรรดาพระอรหันต์ พระอริยเจ้า และพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย....คนดีตามสัญชาติญาณย่อมเอาตัวรอดได้ เพราะถึงเวลาผลของกรรมดี ให้ผลย่อม ไม่ส่งผล ให้ไปอยู่ในสถานที่แห่งนั้น ซึ่งเป็นที่ของคนไม่ดีอยู่เยอะ... เออ ธรรมะกำลังจัดสรร หรือเปล่านา?..... แต่ธรรมชาติ ของสรรพสิ่ง ย่อมมีการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมสลายไป เป็นไปตาม กฎไตรลักษณ์ ซึ่งจะพยากรณ์หรือไม่ ย่อมไม่สำคัญ เพราะมันเป็นเช่นนี้ อยู่แล้ว.... ศาสนาของพระสมณโคดมก็เช่นกัน ย่อมตั้งอยู่ได้เพียง๕๐๐๐ ปี ทั้งนี้เพราะ จะไม่มีผู้สืบทอดคำสอนที่ถูก อีกต่อไป เพราะอะไรล่ะ เพราะคนที่จะสืบทอดได้ ย่อมเป็น ผู้ที่ีบารมีพอ และเคยบำเพ็ญบารมีร่วมกับพระพุทธเจ้ามาแล้วทั้งสิ้น จะกี่ภพกี่ชาติ นั้นย่อมขึ้นกับสาวกเหล่านั้น ..หลังจากนั้น โลกก็จะมืดบอดไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง จนกระทั่งมีพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปมาอุบัติขึ้น....และตราบใดที่ยังมีคนปรารถนาพระอนุตตสัมมาสัมโพธิญาณ โลกก็ยังไม่ว่างเว้นจากพระพุทธเจ้า.....แต่จะรอช้าอยู่ทำไมล่ะ ก็ในเมื่อคำสอนของพระสมณโคดมยังมีอยู่ มรรค ผล นิพพาน ก็ยังคงมีอยู่ปรากฎอยู่ตลอดเวลา พลาดโอกาสทองในยุคนี้ ชาติหน้าการันตีไม่ได้นะ ว่าจะได้เกิดในยุคไหน จะเจอพระพุทธเจ้าหรือไม่......"ท่านทั้งหลายจงดำรงตนให้ถึงพร้อมในความไม่ประมาทเถิด" ปัจจุบันกำหนดอนาคตแล้วปัจจุบัน คือ อะไร ....คือ ขณะนี้ไงล่ะ.......

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 20 ธ.ค. 2554

พระอภิธรรมละเอียดลึกซึ้งและเป็นสัจจธรรมที่ควรศึกษาขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
jaturong
วันที่ 20 ธ.ค. 2554

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 20 ธ.ค. 2554

ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย    เช่น   คนที่เกิดมารูปสวย   รวยทรัพย์    เพราะในอดีตชาติเขาเคยให้ทาน   รักษาศีลมาแล้ว  และที่สำคัญไม่มีใครไปกำหนดให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เกิดขึ้นหรือไม่ให้เกิดขึ้น และการที่ใครจะบรรลุธรรมะ  ก็เช่นเดียวกัน คือต้องเคยสะสมทั้งบารมี  และปัญญามามาก เมื่อได้เหตุได้ปัจจัยก็บรรลุค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
peem
วันที่ 16 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
Chanakarn
Chanakarn
วันที่ 27 มี.ค. 2563

ขอบพระคุณที่ให้ความกระจ่าง สาธุค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ