ฉันอาหารหลังเที่ยงเป็นอาบัติ [มหาวิภังค์ ]
 
paderm
paderm
วันที่  7 ส.ค. 2554
หมายเลข  18885
อ่าน  4,266

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 527

โภชนวรรค  สิกขาบทที่  ๗

เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์

     [๕๐๘]  โดยสมัยนั้น  พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับ อยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น  ในพระนครราชคฤห์มีมหรสพบนยอดเขา   พระสัตตรสวัคคีย์ได้ไปดูมหรสพบนยอดเขา  ประชาชนเห็นพระสัตตรสวัคคีย์  จึงนิมนต์ให้สรงน้ำ  ให้ลูบไล้ของหอม   ให้ฉันอาหารแล้วได้ถวายของเคี้ยวไปด้วย พระสัตตรสวัคคีย์นำของเคี้ยวไปถึงอารามแล้วได้กล่าวคำนี้กะพระฉัพพัคคีย์ว่า อาวุโสทั้งหลาย นิมนต์รับของเคี้ยวไปขบฉันเถิด. พระฉัพพัคคีย์ถามว่า อาวุโสทั้งหลาย พวกท่านได้ของเคี้ยวมาจากไหน. พระสัตตรสวัคคีย์ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่พระฉัพพัคคีย์.

ฉ.   อาวุโสทั้งหลาย ก็พวกท่านฉัน อาหาร  เวลาวิกาลหรือ.
ส.   เป็นอย่างนั้น อาวุโสทั้งหลาย.

     พระฉัพพัคคีย์จึงเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า  ไฉนพระสัตตรสวัคคีย์ จึงได้ฉันอาหารในเวลาวิกาลเล่า . . .  แล้ว แจ้งเรื่องนั้น  แก่ภิกษุทั้งหลาย.
     บรรดาภิกษุผู้มักน้อย . . .ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่าไฉนพระสัตตรสวัคดีย์จึงได้ฉัน อาหารในเวลาวิกาลเล่า . . . แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ทรงสอบถาม

     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามพระสัตตรสวัคคีย์ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ข่าวว่าพวกเธอฉันอาหารในเวลาวิกาล  จริงหรือ.  พระสัตตรสวัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

     พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า  ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย  ไฉนพวกเธอจึงได้ฉันอาหารในเวลาวิกาลเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . .
     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่าดังนี้ :-   

พระบัญญัติ                           

      ๘๑. ๗. อนึ่ง ภิกษุใด เคี้ยวก็ดี ฉันก็ดี ซึ่งของเคี้ยวก็ดี ซึ่งของฉัน ก็ดี ในเวลาวิกาล เป็นปาจิตตีย์.

เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์  จบ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
Chalee
Chalee
วันที่ 24 ก.พ. 2555 14:43 น.

ขออนุโมทนาค่ะและหายสงสัยสิ่งที่คาใจมาตลอด.

 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
สิริพรรณ
วันที่ 6 พ.ค. 2562 08:23 น.

           ขอถวายความนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า 

พระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เพื่อการขัดเกลาความประพฤติทั้งทางกาย วาจา  ที่เป็นโทษ อันเกิดจากกิเลสที่สะสมหมักหมมในจิต
และจะนำไปสู่การชำระความสกปรกแห่งจิตตามลำดับกำลังของปัญญาได้ต่อไป

ผู้ใดศึกษาพระธรรม แล้วน้อมประพฤติตามสมควรแก่ธรรม ผู้นั้นเป็นผู้มีบุญที่สะสมมาแต่ปางก่อน และเป็นหนทางแห่งการได้ทรัพย์ที่ประเสริฐยิ่งกว่าทรัพย์ใดๆในโลก

         ขออนุโมทนาขอบคุณมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ด้วยค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ