ข้อความเตือนสติเรื่องสัมพหุลภิกขุสูตร
 
wittawat
วันที่  21 ก.ค. 2554
หมายเลข  18791
อ่าน  2,983

ขอเชิญคลิกอ่านพระสูตร..พระสูตรเรื่องสัมพหุลภิกขุ

๑. ประโยชน์ของการอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

     เมื่อไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัตว์มีดวงตามืดบอด หลงทางในทางกันดารด้วยอกุศล  คือ  โลภะ  โทสะ  โมหะ โดยไม่เห็นโทษภัย ซึ่งขณะนี้ก็ไม่รู้ว่ากำลังอยู่ในทางกันดาร เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น ทรงสอนให้รู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงต่างจากความเห็นว่าเที่ยงบ้าง สูญบ้าง เป็นต้น จนสัตว์ประจักษ์แจ้งความจริง พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.

๒. ความสุขโดยนัยของเวทนา

     ความสุข คือ เวทนาหรือความรู้สึกอย่างหนึ่งที่นำความแช่มชื่นยินดีมาให้ เป็นธรรมที่มีจริงๆ ไม่ใช่เรา อาศัยทางกายหรือทางใจจึงปรากฏ  ความสุขทางกายเป็นวิบาก คือผลของกรรม ส่วนความโสมนัสทางใจ เกิดกับกุศลจิตหรืออกุศลจิตก็ได้  ซึ่งเป็นการสะสม

     ความละเอียด ของเวทนาแม้ขณะฟังธรรมเข้าใจ  ก็ไม่ได้เป็นโสมนัสเวทนาเสมอไป ก็อาจเป็นอทุกขมสุขเวทนาก็ได้ ซาบซึ้งบ้าง เฉย ๆ บ้าง  เป็นจริงสำหรับคนนั้นต้องเป็นปัญญาที่อบรมเจริญขึ้นเท่านั้นจึงรู้ได้

๓.  ความลึกซึ้งของเวทนา

     ขณะรู้ว่าอกุศลธรรมเป็นธรรมอย่างหนึ่งที่กำลังปรากฏ เป็นเพียงแต่เริ่มรู้ว่าเป็นลักษณะธรรมอย่างหนึ่ง ที่ปรากฏสั้นมากแล้วดับไป ขณะนั้นยังไม่ถึงขณะที่ปัญญาประจักษ์แจ้งว่าไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เทียบเคียงด้วยความคิดว่า ตอนนั้นเรากำลังมีเวทนาอะไร   และเดี๋ยวนี้ กำลังฟังเข้าใจอยู่ ถ้าเป็นผู้ตรง  ก็คือ  ไม่ทราบว่าขณะนี้เวทนาเป็นเฉยๆ  โสมนัส  หรือสุข เพราะไม่ใช่ขณะ ที่รู้ลักษณะของความรู้สึก แต่หากมีโสมนัสปรากฏก็ทราบได้ แต่ถ้าไม่มี  ก็ไม่ทราบเพราะไม่ปรากฏลักษณะ

๔. ความสุขอย่างยิ่ง

     ความสุขในทรัพย์สมบัติในกาม หรือในการบริโภค เป็นสุขเวทนา แต่สุขเวทนา ก็ยังเป็นทุกข์ เพราะยังไม่พ้นไปจากสังสารวัฏฏ์ เพราะอาศัยปัจจัยให้เกิดขึ้น   ตั้งอยู่ชั่วขณะแล้วก็ดับไป  ไม่เที่ยง  ไม่ยั่งยืน  ความสุขอย่างยิ่งคือพระนิพพานอันพ้นจากสภาพธรรมที่เกิดดับ แปรปรวน

๕. นามธรรมและรูปธรรม

     ก่อนอื่นต้องรู้ว่าสิ่งที่มีจริงๆ คือ ธรรม

     รูปธรรม คือ เป็นธรรมที่มีจริงแต่ไม่สามารถรู้อะไรได้เลย เช่น ความแข็ง เป็นต้น

     นามธรรม คือ สภาพธรรมที่ไม่ใช่รูปธรรม ได้แก่  จิต เจตสิก และนิพพาน

     นามธรรม ยังแบ่งเป็น ๒ ประเภท   คือ

      -นามธรรม ที่รู้อารมณ์ ได้แก่ จิต และเจตสิก

      -นามธรรม ที่ไม่รู้อารมณ์ ได้แก่ พระนิพพาน  

     ธรรมอย่างหนึ่ง และ ธรรมแต่ละอย่าง

     ลักษณะของสิ่งที่มีจริงนั้น  เช่นขณะที่ปรากฏว่าแข็ง   คือ   ธรรมอย่างหนึ่ง ไม่ต้องเรียกรูปธรรม นามธรรมทั้งสิ้น เพราะมีจริง จึงเป็นธรรมอย่างหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่ปะปนกับลักษณะอื่น เป็นธรรมแต่ละอย่าง ฟังเข้าใจขึ้นจนกว่าจะรู้ว่าทั้งหมด เป็นธรรมแต่ละอย่าง

๖. ความหมายของปฏิจจสมุปบาท

     คือ ความเป็นไปของสังสารวัฏฏ์  (โดยมีสภาพธรรมที่อาศัยกันและกันเป็นปัจจัยจึงเกิดขึ้น) เมื่อสิ่งนี้มี จึงมีสิ่งนี้ เช่น เมื่อมีอวิชชาก็มีการเกิด จะไม่มีไม่ได้ เป็นต้น

     เพราะอวิชชามี สังขารจึงมี

     เพราะความไม่รู้เป็นปัจจัย อภิสังขาร หมายถึง สภาพธรรมที่ปรุงแต่งอย่างยิ่ง คือกรรม ได้แก่   อปุญญาภิสังขาร   ปุญญาภิสังขาร   และอาเนญชาภิสังขาร  ซึ่งหมายถึง เจตนาเจตสิก ที่เป็นกุศลกรรมบถ หรืออกุศลกรรมบถจึงเกิด. 

     เพราะสังขารมี วิญญาณจึงมี

     โดยนัยที่ข้ามภพชาติ กุศลหรืออกุศลกรรมเป็นเหตุให้ปฏิสนธิจิตเกิดในภพต่อไป ที่ทุกคนมาที่นี่ก็เพราะกุศล หรืออกุศล และแม้กุศลหรืออกุศลก็เป็นปัจจัยให้วิบากจิตที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส เกิดต่อๆ ไปในระหว่างมีชีวิตอยู่.

     เพราะวิญญาณมี นามรูปจึงมี

     ซึ่งหากเกิดในภูมิที่เป็นขันธ์ ๕  โดยชลาพุชะกำเนิด (เกิดในครรภ์) ปฏิสนธิจิตก็ต้องเกิดพร้อมกับเจตสิกซึ่งเป็นประเภทเดียวกับจิตที่ทำให้เกิด  และกัมมชรูปคือรูปที่เกิดเพราะกรรม ๓ กลุ่ม (หทยทสกกลาป ๑ ภาวทสกกลาป ๑ กายทสกกลาป ๑).

     เพราะนามรูปมี สฬายตนะจึงมี

     เพราะนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีอายตนะภายใน ๖  ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.

     เพราะสฬายตนะมี ผัสสะจึงมี

     เพราะมีรูป มีตา และมีจักขุวิญญาณประชุมกัน จึงมีจักขุสัมผัส ทางหู ทางจมูก เป็นต้น ก็โดยนัยเดียวกัน   ซึ่งก็คือ ความจริงขณะนี้ สภาพธรรมที่มีขณะนี้มาจากไหน ก็มาจากอวิชชา คือ ความไม่รู้ เป็นปัจจัยสืบเนื่อง มาจากชาติก่อน จนเป็นชาตินี้ และ ชาติต่อ ๆ ไป

๗. ความลึกซึ้งของอวิชชา

     เพียงได้ยินว่าความติดข้องในรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ นำทุกข์มาให้ แม้แต่ ความติดข้องก็ไม่เห็น แล้วจะเห็นอวิชชาซึ่งไม่รู้ความจริงของสิ่งที่เพียงปรากฏแล้วหมดไปได้อย่างไร

๘. โทษของอกุศลดังลูกศรอาบยาพิษ

“ธรรมดากิเลสเหล่านั้น... หยาบคายร้ายแรง ควรละ ไม่ควรเอาไว้ คล้ายลูกศรอาบยาพิษ ก็ปานกัน”

     ไม่ใช่ตัวตนที่นำกิเลสออก  แต่เป็นปัญญา จากที่เคยคิดว่าอกุศลไม่ดี ไม่อยากมี ก็มีความเข้าใจยิ่งขึ้นว่าอกุศลเป็นธรรม มีเพราะมีปัจจัยจึงเกิด เข้าใจถูกมั่นคงขึ้นว่าทุกอย่างที่ปรากฏเป็นธรรมตามที่ทรงแสดง

     ข้อสำคัญที่สุด คือ เห็นโทษของอกุศลทั้งหมดว่าเป็นลูกศรอาบยาพิษ หรือ ไม้ที่ปักอยู่กลางใจ เช่น ต้องวิ่งวุ่นวายด้วยอำนาจของโลภะ  ซึ่งเป็นการแสวงหาความติดข้องในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย   วันหนึ่ง ๆ  มากมายมหาศาลเพียงใด   ซึ่งละเอียดไปแต่ละบุคคล   เช่น   ต้องการบริโภคเนื้ออร่อย    คนทำอาหารก็ต้องหาอะไรมาทำอาหาร เพียงเพราะความสุขที่ชั่วคราวแล้วหมดไป  คือ รสที่พอใจ ซึ่งตราบใดที่ไม่ เห็นความไม่แน่นอน  คือ ความไม่เที่ยง และเกิดดับของสภาพธรรม ก็จะไม่ละคลาย หรือหน่ายสิ่งที่ยึดติดมานานมาก ซึ่งไม่ใช่เพียงคำพูด แต่ต้องเป็นปัญญา

๙. ความคิดที่รังเกียจอกุศลธรรม

     ฟังเรื่องอกุศล ไม่ใช่เรื่องที่คิดรังเกียจ แต่เป็นความสามารถเข้าใจธรรม ว่าอกุศลก็เป็นธรรม ขณะที่อกุศลเกิด ลักษณะของอกุศลนั้นๆ ปรากฏให้เห็นโดยความเป็นอนัตตา ที่ใครบังคับ บัญชาไม่ได้ แต่เป็นปัญญาที่เห็นถูกว่าเป็นธรรม ขณะนั้นละความเป็นเรา เพราะเห็นถูกว่าเป็นธรรม เป็นการสะสมของสังขารขันธ์ปรุงแต่ง ซึ่งขณะนี้ทำกิจนั้นๆอยู่ ไม่มีเรา หรือใครทำ เพราะเป็นธรรมที่เกิดขึ้นทำกิจนั้น ๆ

     แม้แต่ความอยากรู้ว่าอกุศลเป็นธรรมอย่างไร ก็เป็นเพียงความสงสัยในสภาพธรรม  ซึ่งก็เป็นธรรม ขณะที่ฟังเข้าใจเป็นกุศล ขณะที่คิดโน่นคิดนี่ทั้งหมดก็เป็นอกุศล ซึ่งห้ามคิดไม่ให้เกิดขึ้นก็ไม่ได้

๑๐. การให้อภัยกันสามัคคีกันอย่างไร

     อภัยทาน เป็นความสามัคคีหรือไม่ เพียงให้อภัย ก็ไม่ยาก ไม่ต้องหาอะไรมาให้เพียงจิตให้อภัย ถ้าทุกคนเป็นอย่างนี้ก็สามัคคีกัน (คือพร้อมเพรียงกันเป็นกุศล) เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของการพิจารณาจิต ในขณะนั้น ถ้าเป็นกุศลก็คือ สามัคคีกันได้แม้ไม่ต้องพูดอะไรเลย

๑๑. การฟังธรรมสามัคคีกันอย่างไร

“การฟังธรรม ความพร้อมเพรียงของหมู่ การปรองดองกัน เป็นเหตุนำสุขมาให้

     ฟังธรรมแล้วสามัคคีกันหรือไม่ ขณะที่ไม่สบายใจ ขุ่นเคืองไม่พอใจ ขณะนั้นความคิดเห็น การกระทำไม่พร้อมกัน ไม่สามัคคีกัน ไม่ช่วยกันทำ มีทุกข์ไม่ใช่สุขแต่ขณะที่ฟังธรรมแล้ว ผู้ที่ศึกษาธรรมฟังธรรม น้อมประพฤติเพื่อเข้าใจถูกเห็นถูก เพื่อจุดประสงค์เดียวกัน คือ เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง คือ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอกันด้วยสัมมาทิฏฐิ  มีความเพียรเผากิเลสความไม่รู้ด้วยความเข้าใจ แต่สุขโสมนัสก็เกิดตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ว่าฟังธรรมแล้วจะเกิดสุขโสมนัสเสมอไป เฉพาะผู้ที่มีสุขโสมนัสเกิดเท่านั้นที่รู้ได้ด้วยตนเอง

๑๒. พ้นจากชาติ คือการเกิดได้ด้วยการฟังธรรม

     ความหมายของ“การแสดงธรรมของสัตบุรุษย่อมพ้นจากทุกข์มีชาติเป็นต้น

     ถ้ามีชาติก็เพราะมีกิเลส จึงต้องอาศัยสัตบุรุษ คือ บุคคลผู้แสดงธรรมถูก และเมื่อเข้าใจธรรมยิ่งขึ้นแล้ว ก็สามารถพ้นภัย คือกิเลสทั้งหลายได้ เพราะกุศลจิตเกิดขัดเกลากิเลสยิ่งๆขึ้น เมื่อหมดกิเลสแล้วก็ไม่เกิดอีก

๑๓. การฟังธรรมรู้อะไร

     ฟังจนกว่าจะไม่ลืมว่า สิ่งนี้คือธรรม รู้ความจริงของสิ่งนี้ คือสิ่งที่มีจริงทั้งหมดซึ่งมีแต่ละลักษณะ เป็นธรรมแต่ละอย่างไม่ใช่ไปรู้สิ่งอื่น จนกว่าจะรู้ว่าเป็นธรรมแต่ละอย่างเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้เป็นธาตุที่สามารถกระทบจักขุปสาท จิตเห็นเกิดเมื่อไร สิ่งนี้ก็ปรากฏจริงๆ เป็นธรรมอย่างหนึ่งที่มีลักษณะให้รู้ได้ และหมดไปเท่านั้น ไม่ใช่ให้ไปทำอย่างอื่น

๑๔. ประโยชน์ของปัญญาขั้นฟัง

     อย่าหวังว่าจะดับกิเลสได้โดยขั้นฟัง  เพราะเป็นเพียงโอกาสสะสมความเข้าใจสัจจะสิ่งที่มีจริงๆ อบรมความเห็นประโยชน์ของการได้รู้ความจริง จนกว่าจะรู้ความจริง ละความเห็นผิดและความยึดถือว่ามีเรา อบรมมีความเข้าใจถูกว่าทั้งหมดคือธรรม

๑๕. ความต่างของปัญญาขั้นฟัง และปัญญาที่เข้าใจว่าธรรมคือธรรม

     ขณะที่ฟังก็เข้าใจเรื่องราวของธรรมชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่ใช่ขณะที่เข้าใจว่าธรรม คือธรรม       แต่ขณะที่รู้ถึงเฉพาะซึ่งลักษณะที่เป็นธรรม จึงเป็นปัญญาที่เข้าใจว่าเป็นธรรม ซึ่งต้องสะสมความเข้าใจที่จะละความต้องการ เป็นผู้ที่ละเอียดแม้อยากให้กุศลเกิด  รู้ความจริงก็เป็นความอยาก ไม่ใช่ปัญญา

 ๑๖. ความหมายแท้จริงของการละกิเลส             

 “สัตว์ทั้งหลายอันมีราคะ เป็นต้นใด อันเสียบอยู่แล้วย่อมแล่นไปในทิศทั้งปวง”

      ต้องรู้จักลูกศรก่อนจึงถอนได้  ซึ่งได้แก่ กิเลสทั้ง ๑๐ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา  ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตัปปะ เป็นเหมือนลูกศรที่ถอนได้ยากปัญญาเท่านั้นที่จะละกิเลส ถอนกิเลสได้ ไม่ใช่อย่างอื่น ซึ่งเกิดได้เพราะฟังพระธรรม รู้ความจริงขณะนี้   ซึ่งต้องสะสมปัญญาตามลำดับเท่านั้น เป็นทางเดียวที่จะสามารถละกิเลสได้

     ความลึกซึ้งของปัญญาที่ละกิเลส คือความเป็นเรา

     แม้ว่าสภาพธรรมจะปรากฏกับสติสัมปชัญญะ คือปัญญาที่ถึงเฉพาะในขณะที่สภาพธรรมปรากฏจริงๆ โดยไม่เป็นใคร ไม่มีเรา  เป็นธรรมแต่ละอย่างที่ปรากฏให้รู้รอบ ได้ทีละอย่าง รู้สิ่งที่ปรากฏทางมโนทวาร ทั้งนามธรรม และรูปธรรมเป็นนามรูปปริจเฉทญาณ แต่ก็ยังไม่ใช่ปัจจยปริคคหญาณ สัมมสนญาณ หรืออุทยัพพยญาณ ปัญญาแค่นั้นไม่พอที่จะละคลาย ความเป็นตัวตน ละคลายการยึดติดถือว่าแข็งเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งได้แก่ อนิจจานุปัสสนาญาณ [1] (ปัญญาที่พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ซึ่งละความสำคัญว่าเที่ยง) เป็นต้น   แสดงให้เห็นว่าปัญญาที่ละความเห็นผิดว่าเที่ยงเป็นเรา  ต้องเป็นปัญญาจริงๆ  ซึ่งจะเกิดขึ้นสมบูรณ์พร้อมได้ ปัญญาต้องอบรมเจริญขึ้นบ่อย ๆ  โดยละเอียดว่าเป็นธรรมจนกว่าจะรู้จริง ๆ ว่า เป็นธรรมแต่ละอย่าง ทั้งหมดเพื่อให้รู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรม

     เดี๋ยวนี้มีโลภะหรือไม่ ถ้ามีก็คือแล่นไปแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นทิศใด ก็เป็นทิศทั้งหมดที่เป็นไป ด้วยโลภะ และโลภะมาจากไหน ถ้าไม่มีอวิชชา ก็ไม่มีโลภะ และถ้ามีโลภะก็ไปทุกทิศ แม้เกิดก็เพราะมีโลภะ

     ทิศโดยนัยของภูมิ

     ถ้าติดข้องในกาม ตายแล้วไปเบื้องล่าง หากละกามได้แล้ว ตายไปก็ไปเบื้องบน คือพรหมโลกหากถอนศรได้ทั้งหมดแล้ว ก็ไม่แล่นไปสู่ทิศใดๆ สิ้นปฏิสนธิ สิ้นโอฆะ  คือ เครื่องกดสัตว์ให้จมในวัฏฏะ

๑๘. ข้ออุปมาของการละกิเลส

     เพียงขั้นฟัง หวังจะมีกุศลมากขึ้น อกุศลน้อยลง แต่ไม่เห็นอกุศลตามความเป็นจริง   แล้วก็ไม่รู้ความต่างของปัญญาขั้นฟังและขณะที่ปัญญารู้เฉพาะลักษณะที่เป็นธรรมจริงๆ ซึ่งเกิดดับเร็วมาก ก็ไม่ใช่เรื่องหวังหรือคาดคะเนว่าจะรู้แจ้งสภาพธรรมในชาติใด เพราะยังไม่เกิด และไม่สามารถรู้ได้ในขณะต่อไป

     คำอุปมาเรื่องการละคลายกิเลส จากนาวาสูตร เรือใหญ่เกยบก ซึ่งผุพังลงด้วยแดด ลม อากาศ ค่อย ๆ เสื่อมสลายไปฉันใด ปัญญาจากการฟังที่ค่อย ๆ สะสมความเห็นว่า สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้เป็นธรรมอย่างหนึ่ง เห็นก็เป็นธรรม อีกอย่างหนึ่งไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา ทรงแสดงความจริงโดยละเอียดว่าเป็นธรรมแต่ละอย่างแต่ละประเภท     จนกว่าจะรู้จริง ๆ ว่า ขณะนี้ทุกอย่างเป็นธรรม

๑๙. ฟังเพียงไรจึงจะละคลายกิเลส

     ที่ตอนนี้ยังไม่สามารถละคลายกิเลสได้ ก็เพราะยังไม่มีปัญญาขั้นรู้ลักษณะของธรรม  เมื่อฟังธรรมเข้าใจขณะใด ขณะนั้นละความไม่รู้ทันที มีแข็งเป็นธรรมที่รู้อะไรไม่ได้ เป็นความจริงแม้ไม่ต้องเรียกอะไร ใครก็ห้ามแข็งไม่ให้ปรากฏไม่ได้ แต่แข็งเป็นธรรมตลอดตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกอย่างเป็นธรรม ก็ค่อย ๆ รู้ไปทีละอย่างว่าเป็นธรรม ทุกคนรู้แข็ง แต่เวลาที่แข็งปรากฏ ไม่ได้รู้ว่าเป็นธรรมขณะที่แข็งปรากฏไปทำ ไปหา ไปอยากรู้อย่างอื่น เพราะฉะนั้นทุกอย่างไม่เว้นแม้แข็ง ก็เป็นธรรมอย่างหนึ่งจนกระทั่งทุกอย่างเป็นธรรม ไม่มีเรา มีเพียงสิ่งที่เกิดดับ

๒๐. กามคุณเหมือนความฝันหลอกลวง ดังของที่ยืมมา

     กามคุณซึ่งได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ที่ว่าเป็นของที่ยืมมา คือต้องคืนกลับไป  ไม่ใช่เจ้าของตลอดกาล ไม่ว่าจะช้าเร็ว วันหนึ่งก็ต้องถึงวันตาย ที่จะคืนไม่กลับมาอีกเลย ที่ว่า ฝันคือตื่นแล้วไม่มี ฝันหลายอย่าง แต่ว่าตื่นแล้วไม่มีสักอย่าง ขณะนี้กำลังฝันหรือไม่    เพราะสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเพียงชั่วคราวแล้วดับไป  ไม่เหลือเลย ไม่กลับมาอีก ฝันมานานมากแล้วหรือไม่  เริ่มฝันตั้งแต่เกิด   มีทุกอย่างที่จำไว้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นคนนั้น สิ่งนั้นจริง ๆ   แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังจำว่ามีอยู่ ทั้งที่ไม่มีอะไรเลย คือปรากฏแล้วหมดไป

๒๑. ความจริงที่ไม่ใช่ความฝัน

     ความจริง ชีวิตเกิดแล้วไม่เหลือเป็นอย่างนี้ ไม่เฉพาะชาตินี้ ชาติก่อน ตลอดทั้งสังสารวัฏฏ์   เมื่อวานเหลืออะไร เมื่อครู่นี้เหลืออะไร เสียงที่เพิ่งได้ยิน ดับแล้วไม่กลับมาอีก ไม่เฉพาะเสียง ทุกอย่างก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอยู่ในโลกของความฝันที่คิดว่ามีในสิ่งที่ไม่มี

๒๒. ต้นเหตุแห่งความฝันที่หลอกลวง คือ เห็นกามคุณว่าเป็นเรา

     ธาตุที่น่าอัศจรรย์ คือ จิตเกิดดับสืบต่อไม่ขาดสาย จิตที่ดับแล้วยังเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด ยากที่จะรู้ว่า จิตขณะก่อนหน้านี้ไม่ใช่จิตขณะนี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นความฝันอย่างนี้ คือ มีเราจริงๆ ก็ยังไม่ตื่น

๒๓. ทางที่จะตื่นจากความฝันที่หลอกลวง

     สิ่งที่ปรากฏทางตาปรากฏได้เมื่อจิตเห็นเกิด เพราะมีจักขุปสาท ถ้าไม่มีจักขุปสาท แม้สิ่งที่ปรากฏทางตามี ถ้าไม่กระทบ จิตเห็นก็เกิดไม่ได้ ปัญญาที่สามารถแทงตลอดการเกิดดับจึงสามารถที่จะรู้ได้ว่า มีสิ่งที่มีจริงอยู่ขณะนี้มีจริงอยู่ชั่วขณะที่ปราฏเท่านั้นเอง ถ้าไม่มีปัญญารู้ลักษณะของธรรม ก็ฝันว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ถ้ามีปัญญารู้ลักษณะธรรมก็ตื่น

๒๔. ความเกี่ยวข้องของการรักษาธุดงค์ และสมณธรรม ระหว่างบรรพชิต และคฤหัสถ์

     ถ้าธุดงค์ไม่เกี่ยวข้องกับคฤหัสถ์ ผู้ศึกษาธรรมก็ต้องมีการแบ่งแยกระหว่างบรรพชิต กับ คฤหัสถ์  แต่เป็นเรื่องของความเสมอกันด้วยกุศลจิต ทุกเรื่องไม่เฉพาะธุดงค์เท่านั้น และแม้สมณธรรม ก็หมายถึง ธรรมของผู้สงบ แม้คฤหัสถ์ก็สงบได้ ซึ่งทางที่ทำให้สงบจนกระทั่งถึงการ ดับกิเลสก็คือ เป็นคนดี ฟังธรรมศึกษาธรรม เข้าใจธรรม ขัดเกลากิเลส ดับกิเลส ซึ่งไม่จำกัด เฉพาะบุคคล แต่ทุกคนที่มีโอกาสฟังธรรมและเข้าใจ

     ความหมายธุดงค์

     ธุดงค์ คือข้อปฏิบัติละเอียดเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส เพื่อความมักน้อยสันโดษ มี ๑๓ ข้อ ซึ่งภิกษุ สามารถรักษาได้ครบ ว่าด้วยเรื่องต่าง ๆ  เช่น บิณฑบาต จีวร เสนาสนะ และอิริยาบถ เป็นต้น สำหรับภิกษุณี สามเณร สามเณรี และคฤหัสถ์ สามารถรักษาได้บางข้อลดไปตามลำดับ เช่น ที่คฤหัสถ์รักษาได้ก็มี ทานมื้อเดียว ทานอาสนะเดียว ภาชนะเดียว เป็นต้น(การเดินป่าไม่ปรากฏในธุดงค์ ๑๓) ทั้งหมด เป็นความประพฤติด้วยความเห็นประโยชน์ ของการเป็นผู้อยู่ขัดเกลากิเลสที่จะประพฤติด้วยอัธยาศัยตัดความยุ่งยาก ดิ้นรนแสวงหา ที่ทำให้เสียเวลาหรือประโยชน์อื่นไป

     ความหมายของคนดี

     ขณะที่กุศลจิตเกิดเมื่อไร ก็เป็นคนดีเมื่อนั้น ขณะที่อกุศลจิตเกิดเป็นคนดีไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องบุคคล แต่เป็นจิตขณะนั้น ขณะที่ฟังธรรมเข้าใจขึ้น ก็ต่างจากผู้ที่ไม่ได้ฟัง คือเป็นกุศลในขณะที่ฟัง ไม่ใช่เป็นอกุศลที่ไม่เข้าใจ และก็ยังมีความเข้าใจที่ทำให้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีก คือดีขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งสามารถสงบจากอกุศลยิ่งขึ้น

     ความจริงที่ล่วงพ้นไปด้วยความไม่รู้

     เวลาที่ล่วงไปแต่ละวันๆ ได้อะไรบ้างที่เป็นความดีที่เป็นประโยชน์ หรือเพียงแต่ล่วงไป   และเต็มไปด้วยความอยากได้ของสวยงาม แต่แม้ความจริงที่ปรากฏ เช่น ขณะที่โกรธเกิดขึ้น ก็ไม่ทราบ ก็เต็มไปด้วยความไม่รู้ ความดีไม่ใช่ของที่บุคคลอื่นนำมาให้ ที่ความดีจะอบรมเจริญยิ่งขึ้นได้ ก็ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจความจริง แม้คิดดีก็เป็นนามธรรมไม่ใช่เรา แม้คิดไม่ดีก็เป็นนามธรรม ไม่ใช่เรา

     ความหมายของความสงบ

     ขณะที่เป็นกุศล สงบจากอกุศล คือ ราคะ โทสะ โมหะ ที่จะอบรมให้ความสงบเจริญยิ่งขึ้นได้ ต้องมีปัญญา หากไม่มีปัญญา ความสงบจะเจริญขึ้นไม่ได้

๒๖. ความละเอียดของผู้ที่อบรมมาเพื่อรู้แจ้งอริยธรรมโดยเร็ว

     การบรรลุธรรมได้รวดเร็วเพียงใดขึ้นอยู่กับการสะสม ท่านพระสารีบุตรจากความเป็นพระโสดาบันถึงความเป็นพระอรหันต์ ๑๕ วัน  ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ๗ วัน  ท่านพาหิยทารุจีริยะ ท่านก็ได้ตรัสรู้อย่างรวดเร็ว บรรลุเป็นพระอรหันต์เพียงฟังธรรมสั้น ๆ จากพระพุทธเจ้า  หรือท่านสันตติมหาอำมาตย์ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจบลง  ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในขณะนั้น        [ซึ่งหากบรรลุเป็นพระอรหันต์ในขณะที่เป็นคฤหัสถ์  ถ้าไม่บวชก็จะปรินิพพานในวันนั้น เพราะเพศคฤหัสถ์ ไม่สามารถรองรับคุณธรรมอันสูงยิ่งนี้ได้] ไม่ใช่เรื่องเจาะจงให้เป็นอย่างนี้  แต่เมื่อใดที่เป็นความสมบูรณ์ของปัญญา ซึ่งต่างกันเป็นไปแต่ละหนึ่ง ซึ่งแม้ขณะนี้ที่ได้ยิน สุข  ทุกข์  ชอบ ไม่ชอบ ก็ไม่เหมือนกัน ขณะต่อไปก็ไม่เหมือนกัน  และเมื่อปัญญาถึงกาลที่สมบูรณ์ รู้ความจริง  สภาพธรรมระดับใด ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ ห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้

     สิ่งใดที่พิสูจน์การสะสมของตน

     ธรรมปรากฏแล้วก็ฟัง รู้ความจริงว่าเป็นอย่างนั้น และไม่ใช่เรื่องที่ให้คนอื่น บอกว่าตนเองสะสมมาเท่าไรกัปป์ แต่ความเข้าใจขณะนั้นเองเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าปัญญาถึง ระดับใด ซึ่งรู้ได้เฉพาะตน



[1] อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา เป็นต้น คือ มหาวิปัสสนา ซึ่งจะสมบูรณ์พร้อม ได้เมื่อปหานปริญญา ซึ่งมีภังคานุปัสสนาญาณเป็นภูมิพื้น แสดงไว้โดยนัยของ อนุปัสสนา ๗ บ้าง อนุปัสสนา ๑๘ บ้าง ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ภาคที่ ๓ ตอนที่ ๒


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 22 ก.ค. 2554 09:16 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลวิริยะครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 22 ก.ค. 2554 12:43 น.

เป็นประโยชน์มากครับ  ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
nong
วันที่ 22 ก.ค. 2554 16:32 น.

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
pamali
วันที่ 22 ก.ค. 2554 18:20 น.

-ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
pat_jesty
วันที่ 22 ก.ค. 2554 19:06 น.
ขอบคุณ และกราบอนุโมทนาค่ะ _/|\_
 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
เซจาน้อย
วันที่ 3 พ.ย. 2554 11:38 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
jaturong
วันที่ 2 ธ.ค. 2554 13:58 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
วิริยะ
วันที่ 11 ธ.ค. 2554 18:18 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
chulalak
วันที่ 16 ธ.ค. 2554 09:40 น.

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
raynu.p
วันที่ 19 ธ.ค. 2554 15:32 น.

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
เข้าใจ
เข้าใจ
วันที่ 18 พ.ค. 2555 20:55 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น                

     อ่านแล้วยิ่งมองเห็นตนในตัวมากยิ่งขึ้น เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ผมเคยขอหนังสือจากมูลนิธิศึกษาฯ โดยได้รับเมตตาจาก คุณดวงเดือน บารมีธรรม ได้ส่งหนังสือใหัหนึ่งชุด มีแนวทางเจริญวิปัสสนาในชีวิตประจำวันและอีกหลายๆเล่ม เมื่อได้อ่านเนื้อความแล้ว ก็ไม่ค่อยเข้าใจ ตอนหลังก็ต้องอาศัยการฟังประกอบจึงค่อยๆรู้เข้าใจมากขึ้น แต่ก็ทิ้งไปหลายปีครับ เป็นเพราะวิบากที่ไม่ดี จึงต้องเจอกับมรสุมชีวิตอย่างหนัก ขออภัยครับ ที่มีเรื่องส่วนตัวแทรกครับ เมื่อมาศึกษาในเว็บไซต์นี้มีประโยชน์มากสูงสุดจริงๆ ขอขอบพระคุณผู้นำเสนอทุกๆท่านเป็นอย่างสูงครับ อ่านแล้วเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น ก็ขออนุโมทนาในกุศลเจตนาในธัมมทานด้วยครับ

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
natural
วันที่ 20 พ.ย. 2555 17:55 น.

..เป็นคนดี ฟังธรรม ศึกษาธรรม เข้าใจธรรม ขัดเกลากิเลส ดับกิเลส ซึ่งไม่จำกัด เฉพาะบุคคล แต่ทุกคนที่มีโอกาสฟังธรรมและเข้าใจ.

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 8 ธ.ค. 2555 06:07 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
khunpit
วันที่ 13 ก.พ. 2556 18:59 น.

ขอบพระคุณ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
papon
papon
วันที่ 6 ก.ย. 2556 22:23 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
nookaimrs
วันที่ 1 ก.พ. 2557 18:36 น.

ขอบคุณครับ

 

 

 

บาคาร่าออนไลน์ gclub

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 21 ก.ค. 2557 07:26 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

ด้วยความเคารพ จาก ใหญ่ราชบุรี - ธิดารัตน์  เดื่อมขันมณี

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
paew_int
paew_int
วันที่ 25 ก.ค. 2557 10:17 น.

ขออนุโมทนาค่ะ-

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
Nataya
วันที่ 19 มี.ค. 2561 21:44 น.

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ