อยากทราบเรื่องของการสะสมของจิตจนเป็นนิสัยของแต่ละบุคคลค่ะ
 
fam
วันที่  9 มิ.ย. 2554
หมายเลข  18513
อ่าน  1,761

เมื่อวานนี้ดิฉันได้โต้เถียงกับเพื่อน เพราะเพื่อนดิฉันเชื่อว่าอุปนิสัยของคนเป็นผลจากการ

เลี้ยงดูในภพชาตินี้เท่านั้น ถ้าสะสมมาจากชาติที่แล้วจริงๆ ก็เป็นเพียงแค่ส่วนน้อยค่ะ ตัว

ดิฉันเองก็พยายามแย้งว่าอุปนิสัยของคนเราเกิดจากการสั่งสมของจิตจากชาติที่แล้วไม่ใช่

แค่ชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้นแต่ด้วยความรู้ทางธรรมที่น้อยนิดทำให้ไม่สามารถอธิบายให้เค้า

เข้าใจได้ค่ะ จึงอยากรบกวนท่านผู้รู้ช่วยอนุเคราะห์คำตอบที่กระจ่างแจ้งให้แก่เพื่อนและตัว

ดิฉันเองด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

  จิตเป็นสภาพธรรมที่สะสม สะสมทั้งฝ่ายดีทีเป็นกุศลและ สะสมธรรมฝ่ายไม่ดี ที่เป็น

อกุศล ทำให้มีอุปนิสัยที่ดีหรือไม่ดี ตามการสะสมของกุศลหรือ อกุศลครับดังนั้นขณะที่

กุศลจิตเกิดขึ้น จิตสะสมแล้ว สะสมธรรมฝ่ายดี คือ สะสมเป็นผู้มีอุปนิสัยที่ดี เช่น ขณะ

ที่ให้ทาน ก็สะสมแล้ว สะสมที่จะเป็นผู้มีอุปนิสัยในการให้ทานมากขึ้นนั่นเอง  ขณะที่

โกรธ จิตที่เป็นโทสะเกิดขึ้น สะสมแล้ว สะสมให้มีอุปนิสัยโกรธเพิ่มขึ้นครับ  ดังนั้นจะ

เห็นได้ว่าในชาตินี้แต่ละคนมีอุปนิสัยต่างๆ กันเพราะสะสะมมาไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่พ้น

จากการสะสมของจิตที่เป็นกุศลที่เกิดบ้างและอกุศลที่เกิดบ้างครับ

   เราไมได้เกิดมาชาตินี้ชาติเดียว ซึ่งในความเป็นจริง ผุ้ที่ยังมีกิเลสก็ต้องมีการเกิดใน

ชาติก่อนๆ มาแล้วนับไม่ถ้วน    เพราะไม่มีปัญญาที่สามารถดับกิเลสได้ อันเป็นต้นเหตุ

ให้เกิดครับ  เมื่อมีการเกิดในภพชาติก่อนๆ มากมายนับไม่ถ้วนไม่รู้กี่ล้านชาติ   ถามว่า

อะไรเกิดครับก็ต้องเป็น จิตและเจตสิกที่เกิดขึ้น เมื่อเป็นจิต เจตสิกที่เกิดในชาติก่อนๆ  

ก็ต้องมีการสะสมเพราะจิตเกิดขึ้นก็มีทั้งทีเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้างครับ  ดังนั้นในชาติ

ก่อนๆ ที่สมมติกันก็มีจิตที่เป็น กุศลเกิดขึ้น และ มีจิตทีเป็น อกุศลเกิดขึ้น แต่ส่วนใหญ่

จิตประเภทไหนเกิดบ่อย ระหว่าง กุศล หรือ อกุศล  ก็ต้องเป็นอกุศลทีเกิดบ่อยครับ

เพราะความเป็นผู้ที่หนาด้วยกิเลส จึงทำให้สะสมอุปนิสัยที่เป็นอกุศลมามาก จนมีกำลัง

ทั้งโลภะก็มาก โทสะก็มาก ความไม่รู้ก็มาก    แล้วในชาติก่อนๆ เกิดเพียงชาติเดียวหรือ

เปล่าครับ ก็ไม่ใช่ เกิดมานับชาติไม่ถ้วนดังนั้นก็สะสม   อกุศลมามากมายขนาดนั้นเป็น

อุปนิสัยที่สะสมมาจนถึงปัจจุบันในชาตินี้   แสดงให้เห็นการสะสมอุปนิสัยมาในชาตินี้

ที่มีกำลัง เพราะอาศัยการสะสมมาชาติก่อนๆ นับไม่ถ้วน แต่ชาตินี้เพียงชาติเดียว ดังนั้น

การสะสมมาในอดีตในชาติก่อนๆ จึงมีกำลังมากกว่าการสะสมในชาตินี้ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

  ซึ่งจะขอยกตัวอย่าง เช่น เด็ก เพียงเห็นอะไรบางอย่างก็ชอบ บางครั้งไม่ชอบอะไรก็

ร้องไห้ ไม่ชอบ เกิดโทสะได้เร็วทันที  และเกิดโลภะได้เร็วทันที ถามว่ากิเลสที่ทำเกิด

อกุศลเหล่านี้อย่างรวดเร็วมาจากไหน   ก็เพราะการสะสมมาในอดีตชาตินับไม่ถ้วน นี่

หมายถึงตอนเด็กเล็กๆ ก็เป็นแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการอบรมสั่งสอนมากมายอะไร  เพราะ

เด็กก็ยังไม่รู้เรื่องมากที่จะรู้ในการอบรมสั่งสอนแต่เด็กเล็กก็เกิดโลภะอย่างรวดเร็วแล้ว

เกิดโทสะอย่างรวดเร็วแล้ว   อันแสดงถึงการสะสมในอดีตชาติมาของอกุศลที่มีกำลัง

แม้จะเป็นเด็กเล็กก็เกิดอกุศลได้รวดเร็วแพราะความยาวนานของการเกิดในสังสารวัฏฏ์

ในอดีต มานับไม่ถ้วน มากกว่าชาติปัจุบันเพียงชาติเดียวครับ  นี่พูดถึงฝ่าย อกุศลครับ

โดยนัยตรงกันข้ามในการสะสมของฝ่ายกุศล ในอดีตชาติก็มีกำลังมากกว่าชาติปัจจุบัน

และแสดงให้เห็นถึงการสะสมมาอย่างชัดเจน  เพราะเกิดมาในสังสารวัฏฏ์ในอดีตมา

หลายชาติ มากกว่าชาติปัจจุบันเพียงชาติเดียวครับ ยกตัวอย่างเช่น เด็กบางคนชอบ

ธรรม ชอบทำบุญ แต่เด็กบางคนก็ไม่ชอบทำบุญ ไม่ชอบฟังธรรม แม้จะเป็นเพียงเด็ก

อายุไม่กี่ขวบ ซึ่งยังไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนเท่าที่ควร   แต่ก็แสดงอุปนิสัยที่ต่างกัน

แล้วครับ นั่นแสดงถึงการสะสมในอดีตชาติที่มีกำลังมาก แม้จะยังไม่ได้รับการอบรมสั่ง

สอนในปัจจุบัน แต่การสสะมในอดีตไม่ได้หายไปไหน  แสดงออกมาแม้แต่ยังเป็นเด็ก

อายุไม่มากครับ แม้ในสมัยพุทธกาล  พระอริยสาวก เมื่อท่านอายุ 7 ขวบ ท่านก็บรรลุ

เป็นพระอรหันต์ทันที เมื่อได้ฟังพระธรรม  การอบรมสั่งสอนของบิดา มารดาก็ยังไม่มาก

ในชาติปัจจุบัน แต่ที่สะสมมามากคือปัญญาที่สะสมมาในอดีต ไม่รู้กี่ล้านๆ ชาติ ทำให้

เมื่ออายุเพียง 7 ขวบ ก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
paderm
paderm
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

  ดังนั้นเมื่อเกิด กุศลจิต อกุศลจิต ไม่ว่าในชาติก่อนๆ หรือชาติปัจุบันก็ต้องสะสมแล้ว

ครับ สะสมเป็นอุปนิสัยต่อไป การอบรมเลี้ยงดูสั่งสอนในปัจจุบันก็เป็นเหตุภายนอกที่

จะทำให้บุคคลที่รับฟังพิจารณาและเกิด กุศลจิตบ้าง อกุศลจิตบ้างก็สะสมไปในชาตินี้

แต่จะเห็นได้ว่า แม้พวกอัญเดียรถีย์หรือพวกที่มีความเห็นผิดมามากที่สะสมมาในอดีต

แม้ได้ฟังพระธรรม ได้อบรมเลี้ยงดูในชาตินี้ให้สนใจพระธรรม หรือ คิดให้ถูกต้อง ก็ยาก

ที่จะเข้าใจและไม่เชื่อในสิ่งนั้น แสดงให้เห็นว่าการสะสมมาในอดีตมีกำลังมากคือสะสม

ความเห็นผิดมานั่นเองครับ   และการสะสมในปัจจุบันสำหรับคนที่สะสมปัญญามาแล้ว

เมื่อได้รับการอบรมเลี้ยงดุในปัจจุบันหรือจะกล่าวว่าได้ฟังพระรรมในปัจจุบัน เมื่อได้ฟัง

ใจก็น้อมไปที่จะเห็นด้วย และเห็นถูกเพราะเคยสะสมตวามเห็นถูกที่มีกำลังมาแล้ว เมื่อ

ได้ฟังพระธรรม ได้รับการสั่งสอนที่ถูกในปัจจุบันชาตินี้ก็ทำให้คล้อยตามไป  อันเป็น

ผลมาจากการสะสมในอดีตมานั่นเองครับ ดังนั้นจึงไม่พ้นการสะสมของจิตมาในอดีต

ชาติเลยคัรบ

  ดังนั้นการสะสมปัจจุบัน เหตุภายนอกในปัจจุบันก็สำคัญ มีกัลยาณมิตร การฟังพระ

ธรรม การอบรมสั่งสอน เป็นต้น แต่การสะสมในอดีตมีกำลังมากเช่นกัน   ทำให้เมื่อได้

ฟังแล้วจะคล้อยตามหรือไม่เห็นด้วยหรือจะคิดถูกหรือผิดครับ ขออนุโมทนา

อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
fam
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

"ดังนั้นการสะสมปัจจุบัน เหตุภายนอกในปัจจุบันก็สำคัญ มีกัลยาณมิตร การฟังพระ ธรรม

การอบรมสั่งสอน เป็นต้น แต่การสะสมในอดีตมีกำลังมากเช่นกัน ทำให้เมื่อได้ ฟังแล้วจะ

คล้อยตามหรือไม่เห็นด้วยหรือจะคิดถูกหรือผิดครับ " ตามที่เข้าใจก็คือระหว่างภพชาติ

ปัจจุบันกับอดีตชาติ การสะสมในอดีตมีกำลังมากกว่าในปัจจุบันใช่หรือไม่คะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
paderm
paderm
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

เรียนความเห็นที่ 4 ครับ

ถูกต้องครับ การสะสมในอดีตมีกำลังมากกว่าปัจจุบันเพราะ ในอดีตชาติเกิดมามากมายใน

สังสารวัฏฏ์นับชาติไม่ถ้วน จึงมีการสสะมของจิตที่เกิดดับมากมายนับไม่ถ้วนครับ แต่ใน

ปัจจุบันเพียงชาติเดียวครับ ถูกต้องครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
fam
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงนะคะ คุณPaderm ที่ให้ความกระจ่างแก่ดิฉันค่ะ ^-^ ขออุทิศผลบุญให้แก่สรรพสัตว์ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  แต่ละคนก็เคยมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน   สะสมมาทุกอย่างทั้งที่เป็นกุศล   และ อกุศลเราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงอดีตที่ผ่านไปแล้วได้  ที่ผ่านไปแล้วก็ผ่านไป   แต่ปัจจุบันนี้  ขณะนี้  สำคัญที่สุดที่จะสะสมเหตุที่ดี  สะสมอุปนิสัยที่ดี  ซึ่งก็คือ กุศลธรรมประการต่างๆ   ในชีวิตประจำวัน  ต่อไป  ถ้าไม่สะสมอุปนิสัยที่ดีบ่อยๆ เนืองๆ   ก็ย่อมจะเป็นโอกาสของความชั่วที่พร้อมจะเกิดขึ้นครอบงำจิตใจอยู่ตลอดเวลา  จนยากที่จะแก้ไขได้  และอาจจะตายไปพร้อมกับความไม่รู้ก็เป็นได้  เป็นการสะสมแต่สิ่งที่ไม่ดี  และจะเป็นปัจจัยให้สิ่งที่ไม่ดี  มีมากยิ่งขึ้น   เพราะฉะนั้นแล้ว   จึงควรอย่างยิ่งที่จะสะสมแต่สิ่งที่ดีงามในชีวิตประจำวัน   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ  การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม  สะสมความเข้าใจถูก เห็นถูก ไปตามลำดับ   ความเข้าใจพระธรรมเท่านั้นที่จะเกื้อกูลให้ชีวิตดำเินินไปในทางที่ถูกที่ควรมากยิ่งขึ้นและเป็นที่พึ่งในชีวิตได้อย่างแท้จริง.      ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
akrapat
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

 การอบรมเลี้ยงดูในชาติปัจจุบันมีผล ก็จริง แต่เหตุใดหนอ พ่อแม่ที่มีลูก ๒ คนเลี้ยงดู

เหมือนกัน แต่ทำไมนิสัยต่างกัน

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
paderm
paderm
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

จริงดังความเห็นที่ 8 กล่าวครับ ขออนุโมทนาครับ

จะเห็นได้ว่าการสะสมมาในอดีตก็ทำให้มีอุปนิสัยต่างๆ กันด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
ไตรสรณคมน์
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

คุณ fam มีพี่มีน้องมั้ยค่ะ

แล้วแต่ละคนนิสัยเหมือนกันรึเปล่า?

ไม่สงสัยหรือค่ะว่าแต่ละคนได้นิสัยมาจากไหน

ทั้งๆ ที่เติบโตในครอบครัวเดียวกัน

แม้แต่ "ฝาแฝด" ยังนิสัยต่างกันเลยค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
fam
วันที่ 10 มิ.ย. 2554

เรียนคุณไตรสรณคมน์ ตัวดิฉันเองไม่ได้มีความแคลงใจในคำสอนของ องค์สมเด็จพระ

สัมมาสัมพุทธเจ้าเลยค่ะ^-^แต่อาจเป็นเพราะ ปัญญามีเพียงเล็กน้อยก็เลยไม่สามารถ

อธิบายให้เพื่อนเข้าใจได้ ยอมรับว่ามี "โทสะ" เหมือนกันนะคะที่เค้าไม่ยอมเชื่อ แต่มาคิดดู

อีกที ก็อาจเป็นเพราะเรายังศึกษามาน้อยมากและ มีความเข้าใจน้อยอยู่จึงอธิบายให้เขา

เข้าใจไม่ได้ แต่สิ่งที่อยู่ในหัวใจดิฉันอย่างเต็มเปี่ยมก็คือ ความศรัทธาในคำสอนของพระ

พุทธเจ้าและจะพยายามศึกษา ธรรมะที่เป็น"พระสัทธรรม"ต่อไปแน่นอนค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
ไตรสรณคมน์
วันที่ 10 มิ.ย. 2554

ขออนุโมทนาค่ะ  (-_-"

ส่วนประเด็นที่ตั้งคำถามใน คห ๑๐ นั้น  เป็นอัธยาศัยส่วนตัวจริงๆ ค่ะ  คือ มีฉันทะในการ

ถามเพื่อให้ผู้นั้นได้มีโอกาสคิด  เพราะการคิดเองบางครั้งทำให้เราได้คำตอบที่ชัดเจน

กว่าการอ่านจากคำตอบจากผู้อื่นค่ะ   

ขอให้คุณ fam  เผยแพร่พระสัทธรรมและความดีงามของพระพุทธองค์ต่อไปนะคะ.....สาธุ 

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
fam
วันที่ 10 มิ.ย. 2554

เรียน คุณ ไตรสรณคมน์ ถ้าคำตอบทำให้ขุ่นใจ ต้องขอโทษด้วยนะคะ -_-"""" และขอขอบคุณ คุณ ไตรสรณคมน์ มากๆ ที่ยกตัวอย่างทำให้เห็นภาพที่ชัดเจน และเข้าใจธรรมะมากขึ้นค่ะ ขออนุโมทนาบุญค่ะ ^-^

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
ไตรสรณคมน์
วันที่ 10 มิ.ย. 2554

อืม...ไม่มีเหตุอันใดที่ทำให้ขุ่นใจเลยค่ะ  กลับชอบซะอีก  อิ_อิ

ความคิดเห็นที่หลากหลาย  ทำให้เวบบอร์ดมีการเคลื่อนไหว  และมีสีสันดีค่ะ 

กำไรหลากหลายสี.....ย่อมดีกว่าสีเดียวใช่มั้ยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
fam
วันที่ 11 มิ.ย. 2554
กำไลสวยมากค่ะ นี่ดิฉันกำลังติดข้องพอใจกับภาพที่เพียงปรากฎทางตาอีกแล้วใช่มั๊ยคะ อิอิ ขอบคุณมากนะคะ คุณไตรสรณคมน์
 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ