ถ้าจะเป็นไปได้ก็คงจะยากการเห็นนามรูปแยกขาดจากกัน
 
WS202398
วันที่  8 มิ.ย. 2554
หมายเลข  18504
อ่าน  637

นามรูปปริเฉทญาณ นั้น มันจะเป็นไปได้อย่างไรกันง่ายๆ น่อ??

โดยทฤษฎีแล้ว นามรูปเกิดขึ้นเร็วมาก และนามเกิดดับเร็วกว่ารูปถึง 7 เท่า

เมื่อรูปเกิดขึ้น จิตที่รู้รูปก็จะเกิดตามมา เมื่อนึกถึงความเร็วของการเกิดดับแล้ว

สติต้องเร็วมากจริงๆ

จิตเห็น ต่างกับจิตที่รู้เห็นอย่างไรครับ ในแง่อภิธรรม จิตขณะใดที่ชื่อว่าเห็นรูปเกิด

จิตขณะใดที่ชื่อว่าเห็นรูปอันเดียวกันนั้นดับ

ที่ว่าแยกนามรูปออกจากกันได้ หมายความว่าอย่างไรโดยพิสดาร


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 8 มิ.ย. 2554
ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

  ธรรมเป็นสัจจะ เป็นความจริง พระพุทธองค์ย่อมแสดงธรรมที่พุทธบริษัทสามารถรู้

และสามารถประจักษ์ พระองค์จะไม่ทรงแสดงพระธรรมที่ผู้อื่นไม่สามารถรู้ได้ครับ และ

ก็มีผู้ที่สามารถรู้ความจริงตามที่พระองค์ทรงแสดงมาแล้วมากมายครับ

  การรู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ เป็นปัญญาที่เป็นการเจริญวิปัสสนา ซึ่ง

ก่อนที่จะถึงการแยกรูปและนามแยกจากขาดจากกันที่เป็นวิปัสสนาญาน   ก็ต้องอบรม

ปัญญาขั้นต้นก่อน คือเริ่มจากการฟังพระธรรม  ปัญญาขั้นการฟังว่าธรรมคืออะไร และ

จนถึงปัญญาที่สติและปัญญาระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้  จนถึง

ปัญญาเริ่มรู้ทั่วทั้งในสภาพธรรมที่มีจริงทั้ง 6 ทวาร คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ

จะเห็นไหมครับ ปัญญาค่อยๆ เจริญขึ้นเป็นลำดับ  จะไม่ข้ามทันทีที่จะเห็นนามธรรม

และรูปธรรมแยกขาดจากันครับ  ดังนั้นก็ต้องค่อยๆ เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้

ว่าเป็นธรรมไม่ใชเ่รา แต่ยังแยกไมไ่ด้ครับว่าเป็นนามธรรมและรูปธรรม  จนปัญญาถึง

พร้อม วิปัสสนาญาณเกิดก็ย่อมเห็นถึงสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมแยกขาด

จากกันจริงๆ ซึ่งขณะนี้ นามธรรมและรูปธรรมก็เกิดขึ้น แต่ปัญญาไม่เห็นตามความเป็น

จริงก็รวมกัน เพราะความไม่รู้นั่นเองครับ ดังนั้น สามารถรู้ได้ แต่ต้องค่อยๆ อบรมปัญญา

จนเจริญมากขึ้นครับ

  ในชีวิตประจำวัน โลภะเกิดแทรกกับจิตแต่ละขณะตลอดเวลา เร็วโดยไม่รู้ตัวเลยว่า

เป็นโลภะแล้ว เพราะอบรมโลภะ สะสมโลภะมาจนชำนาญครับ   ฉันใด  การที่ค่อยๆ

สะสมสติและปัญญาทีละน้อย แต่อาศัยระะยเวลายาวนาน เป็นแสนชาติ ล้านชาติ เป็น

กัปๆ   ก็ทำให้สติและปัญญาสามารถเกิดแทรกและไวที่จะทันรู้ลักษณะของสภาพธรรม

และปัญญาแก่กล้าก็สามารถรู้นามธรรมและรูปธรรมแยกขาดจากกันได้ครับ   ดังนั้นฟัง

พระธรรมไปเรื่อยๆ ครับ ตอนนี้ไม่รู้เเพราะปัญญายังน้อย แต่สิ่งที่ไม่รู้ คิดว่าเป็นไปไม่ได้

ไม่ไ่ด้หมายความว่าจะรู้ไมไ่ด้ครับ ขออนุโมทนา

อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 8 มิ.ย. 2554

สภาพธรรมเป็นนามธรรมและรูปธรรม การเห็นเป็นนามธรรมเป็นสภาพรู้รูปารมณ์ คือสิ่งที่

มองเห็นได้ คือรูปธรรม รูปธรรมไม่รู้อะไรเลย นามธรรมและรูปธรรม เกิดขึ้นและดับไปอย่าง

รวดเร้ว ไม่เที่ยง และ ไม่ใช่ตัวตน ถ้าปัญญาเบื้อง ต้น ที่รู้ว่าเป็นลักษณะธรรมอย่างหนึ่ง ที่

ไม่ใช่เรา ยังไม่เกิด ปัญญาขั้น วิปัสสนาเป็นปัญญาขั้นประจักษ์แจ้งก็เกิดยากแสนยากใน

สังสารวัฏฏ์ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
วิริยะ
วันที่ 9 มิ.ย. 2554
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
WS202398
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

***คำกล่าวที่ว่านามธรรมเป็นสภาพรู้ รูปธรรมมิใช่สภาพรู้

ก็จิตทุกดวงเป็นสภาพรู้ แล้วจะุไปรู้รูปธรรมที่มิใช่สภาพรู้ตอนไหนครับ

***ถ้าจะกล่าวว่า การรู้รูปทางทวาร 5 ถ้ามีสติเกิดร่วมด้วย จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเห็นรูปตามความเป็นจริงใช่หรือไม่ครับ

***ขอถามว่าเมื่อ /จิต+รูป+ประสาทรูป+สติเจตสิก+ปัญญาเจตสิกรู้ว่ารูปมิใช่สภาพรู้/ สูตรนี้คือการเห็นรูปโดยความมิใช่สภาพรู้ถูกหรือผิดครับ

***อยากทราบว่าสูตรของการรู้อารมณ์ต่อทางมโนทวาร คือะไรครับ

/จิต+.......+สติเจตสิก+ปัญญาเจตสิกรู้ว่า.......คือสภาพรู้/ +.......+ คืออะไรครับ

***เช่นนั้นทุกขณะของการปรากฏมีจิตเป็นองค์ประกอบ ดังนั้นจิตนี้ คือนามธรรม เป็นสิ่งที่เป็นสภาพรู้ ถ้าจะสรุปว่า คำกล่าวที่ว่า รู้สิ่งที่กำลังปรากฏว่ารูปมิใช่สภาพรู้ นามคือสภาพรู้ รูปและนามที่ว่านี้คืออารมณ์ของจิตนั่นเอง และในขณะการเกิดรู้อารมณ์ไม่ว่าจะเป็นนามหรือรูปก็ตาม หากมีสติขั้นสติปัฏฐานเกิดร่วมด้วยก็เรียกว่ารู้นามรูปตามเป็นจริงใช่หรือไม่ครับ

***จิตขณะใดมีสติขั้นสติปัฏฐานเกิดร่วมด้วย จะมีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วยเสมอไปหรือไม่ครับ

***เจตสิกใดเป็นเจตสิกที่รู้ว่า รูปมิใช่สภาพรู้ นามคือสภาพรู้ ระหว่าง สติเจตสิก หรือปัญญาเจตสิกครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
paderm
paderm
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

เรียนความเห็นที่ 4 ครับ

คำกล่าวที่ว่านามธรรมเป็นสภาพรู้ รูปธรรมมิใช่สภาพรู้ก็จิตทุกดวงเป็นสภาพรู้ แล้ว

จะุไปรู้รูปธรรมที่มิใช่สภาพรู้ตอนไหนครับ

  รูปธรรมมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ 17 ขณะ ดังนั้น ขณะที่รูปยังไม่ดับไป จิตก็สามารถรู้

รูปนั้นได้ครับ เช่น ขณะที่เห็น รูป(สิ่งที่ปรากฎทางตา) รูปนั้นยังไม่ดับ จิตเห็นก็สามารถ

รู้รูปนั้นได้ เป็นอารมณ์ของจิตครับ รวมทั้งจิตอื่นๆ ที่เกิดต่อ มีสัมปฏิฉันนะ เป็นต้น ตราบ

เท่าที่รูปยังไม่ดับครับ

-------------------------------------------------------------------------

    ถ้าจะกล่าวว่า การรู้รูปทางทวาร 5 ถ้ามีสติเกิดร่วมด้วย จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเห็น

รูปตามความเป็นจริงใช่หรือไม่ครับ

  การรู้รูป เช่น เสียงที่กำลังปรากฎในขณะนี้ สติและปัญญาด้วยเกิดระลึกรู้สภาพธรรม

ที่เป็นเสียง มีลักษณะให้รู้ว่าเป็นธรรม ย่อมเห็นรูปตามความเป็นจริง ว่าเป็นธรรมใช่เรา

ได้ครับ

-------------------------------------------------------------------------

  ขอถามว่าเมื่อ /จิต+รูป+ประสาทรูป+สติเจตสิก+ปัญญาเจตสิกรู้ว่ารูปมิใช่สภาพรู้/

สูตรนี้คือการเห็นรูปโดยความมิใช่สภาพรู้ถูกหรือผิดครับ

  เรียนอย่างนี้ครับ สภาพธรรมทั้หลายอาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น การเห็นก็ต้องอาศัย

จักขุปสาท อาศัย รูป(สิ่งที่ปรากฎ) แสงสว่าง จึงเกิดการเห็น  แต่ก็แล้วแต่ว่าสติและ

ปัญญาจะเกิดระลึกรู้สภาพธรรมอะไร สติและปัญญารู้สภาพเห็นว่าเป็นธรรมก็ได้ หรือรู้

สิ่งที่ปรากฎทางตาว่าเป็นสภาพธรรมก็ได้ ปัญญาขั้นแรก ยังไม่สามารถแยกออกว่าเป็น

นามธรรมและรูปธรรม เพียงแต่รู้ลักษณะเพียงแค่เป็นธรรมเท่านั้นครับ

-------------------------------------------------------------------------

อยากทราบว่าสูตรของการรู้อารมณ์ต่อทางมโนทวาร คือะไรครับ

/จิต+.......+สติเจตสิก+ปัญญาเจตสิกรู้ว่า.......คือสภาพรู้/ +.......+ คืออะไรครับ

  การรู้อารมณ์ทางมโนทวาร เป็นวิถีจิตที่เกิดสืบต่อจากทางปัญจทวาร รับอารมณ์

ต่อครับ หรือจเกิดโดยไม่อาศัยทางปัญจทวาร เช่น  การนึกคิดโดยที่ไม่เห็นก็ได้ครับ

ไม่ได้หมายความว่าทางมโนทวาร จะต้องมีสติ มีปัญญาครับ เพราะเป็นปกติขณะนี้ก็มี

ปัญจทวารและมโนทวาร สลับกันอยู่แล้วเป็นปกติไม่ว่าใครครับ   ส่วนสติและปัญญา

สามารถเกิดทางมโนทวารได้ ซึ่งเป็นเรื่องะลเอียดครับ

 -------------------------------------------------------------------------

  เช่นนั้นทุกขณะของการปรากฏมีจิตเป็นองค์ประกอบ ดังนั้นจิตนี้ คือนามธรรม เป็น

สิ่งที่เป็นสภาพรู้ ถ้าจะสรุปว่า คำกล่าวที่ว่า รู้สิ่งที่กำลังปรากฏว่ารูปมิใช่สภาพรู้ นามคือ

สภาพรู้ รูปและนามที่ว่านี้คืออารมณ์ของจิตนั่นเอง และในขณะการเกิดรู้อารมณ์ไม่ว่าจะ

เป็นนามหรือรูปก็ตาม หากมีสติขั้นสติปัฏฐานเกิดร่วมด้วยก็เรียกว่ารู้นามรูปตามเป็นจริง

ใช่หรือ ไม่ครับ

  ตามที่เรียนข้างต้นแล้วครับว่า สติปัฏฐานปัญญาขั้นต้น  ยังไม่สามารถรู้ว่าเป็น

นามธรรมและรูปธรรม เพียงรู้ว่าเป็นเพียงสภาพธรรมเท่านั้นครับ ปัญญาต้องคมกล้า

มากกว่านี้มากจึงสามารถแยกขาดว่าเป็นนามธรรมและรูปธรรมครับ ดังนั้นขณะนี้ก็ฟัง

พระธรรมครับ ปัญญาจะค่อยๆ เจริญขึ้น จนถึงจุดนั้นก็จะหายสงสัยครับ

 -------------------------------------------------------------------------

  จิตขณะใดมีสติขั้นสติปัฏฐานเกิดร่วมด้วย จะมีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วยเสมอไป

หรือไม่ครับ

ถูกต้องครับ ขณะที่สติปัฏฐานเกิด ไม่ปราศจาก สติและสัมปชัญญะคือปัญญาครับ ร่วม

ทั้งสภาพธรรมฝ่ายดีประเภทอื่นๆ มีศรัทธา เป็นต้นครับ

 -------------------------------------------------------------------------

 เจตสิกใดเป็นเจตสิกที่รู้ว่า รูปมิใช่สภาพรู้ นามคือสภาพรู้ ระหว่าง สติเจตสิก หรือ

ปัญญาเจตสิกครับ

  ปัญญาทำหน้าที่รู้ตามความเป็นจริงคัรบ สติทำหน้าที่ระลึกเท่านั้น ดังนั้นตัวปัญญา

ที่ทำหน้าที่รู้ลักษณะของสภาพธรรมว่าเป็นเพียงสภาพธรรมไม่ใช่เราครับ  แต่ก็ต้อง

อาศัยสภาพธรรมอื่นๆ มีสติและธรรมฝ่ายดีอื่นๆ เด้วยครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
WS202398
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

ขอบพระคุณสำหรับคำตอบครับ

ถ้าผมประสงค์จะศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง จิต เจตสิก วิถีจิต ปัจจัย ผมควรศึกษาตามลำดับอย่างไรครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
paderm
paderm
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

เรียนควาเมห็นที่ 7 ครับ

หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป หรือ พระอภิธรรมในชีวิตประจำวันก็อธิบายเรื่องพระอภิธรรมดี

มากครับ สามารถขอรับได้ที่มูลนิธิครับ หรือส่งจดหมาย สอดแสตมป์ 20 บาทและเขียนว่า

ขอหนังสือ...ก็จะส่งไปให้ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
ไตรสรณคมน์
วันที่ 9 มิ.ย. 2554
อ้างอิงจาก : หัวข้อ 18504 ความคิดเห็นที่ 7 โดย WS202398

ขอบพระคุณสำหรับคำตอบครับ

ถ้าผมประสงค์จะศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง จิต เจตสิก วิถีจิต ปัจจัย ผมควรศึกษาตามลำดับอย่างไรครับ

แนะนำให้ฟังชุด "จิตปรมัตถ์" ค่ะ 

ขออนุโมทนา

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ