วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย..
 
prachern.s
วันที่  7 มิ.ย. 2553
หมายเลข  16397
อ่าน  2,534

ข้อความโดยย่อมีดังนี้พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 485

      หากมีคำถามว่า  วิญญาณไหน  มีเพราะสังขารไหนเป็นปัจจัย  ตอบว่า กุศลวิบากจิต ๑๖ ดวง คือ จักขุวิญญาณเป็นต้นที่เป็นกุศลวิบาก ๕ ดวง  มโนธาตุ  ที่เป็นกุศลวิบาก ๑ ดวง  มโนวิญญาณธาตุ (กุศลวิบาก) ๒ ดวง  กามาวจรมหาวิบาก ๘ ดวง มีเพราะปุญญาภิสังขารที่เป็นกามาพจรเป็นปัจจัย..

      รูปาวจรวิบาก ๕ ดวง  เกิดเพราะปุญญาภิสังขารที่เป็นรูปาวจรเป็นปัจจัย 

      วิญญาณมี  ๒๑ ดวง  มีเพราะปุญญาภิสังขารเป็นปัจจัยด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง วิญญาณ ๗ ดวง คือ จักขุวิญญาณเป็นต้นที่เป็นอกุศลวิบาก ๕ ดวง  มโนธาตุ (สัมปฏิจฉันนจิต) ๑ ดวง  มโนวิญญาณธาตุ ๑ ดวง  มีเพราะอปุญญาภิสังขารเป็นปัจจัย...  วิญญาณ ๔ ดวงอย่างนี้ คือ อรูปวิบาก ๔ ดวง มีเพราะอาเนญชาภิสังขารเป็นปัจจัย

      .......... ปุญญาภิสังขารจำแนกด้วยเจตนา ๘ ดวง นี้กามาพจรได้ปัจจัย ๒ อย่าง คือ ด้วยกรรมปัจจัยที่เกิดต่างขณะกัน  และด้วยอุปนิสสยปัจจัยในปฏิสนธิ แก่วิปากวิญญาณ ๙ ดวง  .... อปุญญาภิสังขาร  จำแนกโดยอกุศลเจตนา ๑๒ ดวง  เป็นปัจจัยใน ปฏิสนธิกาล  ไม่เป็นปัจจัยในปวัตติกาล   แก่วิญญาณ ๑ ดวง ในกามภพทุคติ-ภูมิเหมือนกันนั่นแหละ  เป็นปัจจัยในปวัตติ ไม่เป็นปัจจัยในปฏิสนธิกาล  แก่วิญญาณ ๖ ดวง เป็นปัจจัยทั้งในปวัตติกาล และปฏิสนธิกาลเหมือนอย่างนั้นแหละแก่อกุศลวิปากวิญญาณ ๗ ดวง  แต่ในกามภพสุคติภูมิ เป็นปัจจัยในปวัตติกาล ไม่เป็นปัจจัยในปฏิสนธิกาลแก่อกุศลวิปากวิญญาณ ๗ ดวงเหล่านั้น เหมือนกันนั่นแหละ.....
       .......ก็อาเนญชาภิสังขารเป็นปัจจัยเหมือนกันนั่นแหละแก่วิปากวิญญาณ  ๔ ดวงทั้งในปวัตติกาล ทั้งในปฏิสนธิกาล  ในอรูปภพ.......อนึ่ง  ว่าโดยกุศลและอกุศลในกามาพจร  กายสังขารจำแนกโดยเจตนาทั้ง ๒๐ ดวง  โดยสัพพังคาหิกนัย เป็นปัจจัย ๒ อย่าง  คือด้วยกรรมปัจจัยที่เกิดต่างขณะกัน และด้วยอุปนิสสยปัจจัย ในปฏิสนธิกาล  แก่วิปากวิญญาณ ๑๐ ดวง  ในกามภพ กายสังขารนั้นนั่นแหละ   เป็นปัจจัยอย่างนั้นเหมือนกันในปวัตติกาล  มิใช่ในปฏิสนธิกาล  แก่วิปากวิญญาณ ๑๓ ดวง  ในกามภพ  แก่วิปากวิญญาณ ๙ ดวง ในรูปภพ.  กายสังขารนั้นนั่นแหละ เป็นปัจจัยเหมือนอย่างนั้นทั้งในปวัตติกาล   ทั้งในปฏิสนธิกาล  แก่วิปากวิญญาณ ๒๓ ดวง  ในกามภพ.  แม้ในวจีสังขาร  ก็นัยนี้เหมือนกัน...... อีกอย่างหนึ่ง  ปุญญาภิสังขาร  เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปทั้งหลายในพวกอสัญญีสัตว์  ด้วยกรรมปัจจัยที่เกิดต่างขณะกัน   ด้วยประการฉะนี้แล.....


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
Nongnuch
Nongnuch
วันที่ 29 พ.ย. 2553 12:03 น.

Anumotana ka.

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
homenumber5
วันที่ 20 มี.ค. 2554 10:13 น.

เรียน ท่านเจ้าของกระทู้ ขอถามว่า 1.คนในยุคหลังกึ่งพุทธกาลนี้ เมื่อศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้แล้ว ไม่สามารถเข้าสู่โลกุตรภูมิได้ สังขารวิญญาณจะไปอยู่ไหนหรือว่าไม่มีใครบอกได้แล้วแต่ว่าศึกษาไถกทางมากน้อยเพียงใด 2.เคยได้ยินว่าเมื่อหลังพระพุทธองค์ปรินิพพานไปจนถึง ก่อนวันครบรอบปริพิพพาน 5000ปีไม่นาน พระพุทธองค์จะทรงรวบรวม พระอัฐฐิตุนลฯ เพื่อมาทรงแสดงพระอภิธรรมแก่ เทพพรหม เทวา ในสวรรค์ ข้อนี้มีความเป็นมาอย่างไร   3.ถ้าข้อ 2มีจริงในพระไตรปิฏก คน อย่างเราๆที่มาฟังธรรม ในปัจจุบันนี้ จะได้ไปฟังธรรมครั้งนี้ไหมคะ และถ้าได้ไป ต้องสร้างเหตุปัจจัยอย่างไร บ้าง 4.เคยทราบว่า อีกไม่นาน โลกจะขาดพระพุทธศาสนาและต้องรอคอยจนกว่าพระศรีอาริยเมตตรัยมาตรัสรู้ ก่อนที่พระศรีอาริยเมตรัยมาตรัสรู้นั้น คนในโลกนี้จะเดือดร้อนสาหัส และตนดีๆจะต้องแอบในถ้ำเพื่อภาวนา ดังนั้นพวกเราต้องรีบสร้างกุสลเพื่อไปใพ้นจากกลียุคนี้ เราจะทำไก้อย่างไร ขออนุโมทนา

 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
prachern.s
วันที่ 24 มี.ค. 2554 13:25 น.

เรียนความเห็นที่ 2

๑.ผู้ที่ศึกษาและประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน เมื่อยังไม่บรรลุเป็น พระอริยบุคคลการกระทำดังกล่าวก็สะสมเป็นอุปนิสัยปัจจัยต่อไปในอนาคต

๒.มีปรากฏในอรรถกถาว่า ในอนาคต เมื่อหมดผู้มีศรัทธาศึกษาฯ พระธาตุก็ จะมารวมกันแสดง.... จากนั้นก็มีไฟลุกไหม้ พระศาสนาก็ชื่อว่าหมดไปจากโลกนี้..

๓.ในอนาคตไม่สำคัญเท่าขณะนี้ครับ ว่ากำลังทำอะไรอยู่

๔.ไม่ประมาทในการเจริญกุศลธรรมทุกประการครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
boonpoj
วันที่ 3 เม.ย. 2556 17:20 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Suth.
Suth.
วันที่ 17 ก.ค. 2557 15:11 น.

เรียนท่านเจ้าของกระทู้

คำอธิบายข้างต้น คัดมาจากอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ฯ สำหรับกระผม ยังยากที่จะเข้าใจ ถ้าจะกรุณาอธิบายให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจขึ้นอีก จะได้หรือไม่ ถ้าได้ กรุณาด้วยครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ