วิจิกิจฉา [ธรรมสังคณี]
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่  22 ก.พ. 2553
หมายเลข  15568
อ่าน  1,932

พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 341

        [๖๗๒]  วิจิกิจฉา  เป็นไฉน  ?

          ปุถุชนเคลือบแคลงสงสัยในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา  ในส่วนอดีต ในส่วนอนาคต ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต ในปฏิจจสมุปบาทธรรมที่ว่า  เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น   การเคลือบแคลง  กิริยาที่เคลือแคลง  ความเคลือบแคลง  ความคิดเห็นไปต่าง ๆนานา ความตัดสินอารมณ์ไม่ได้ ความเห็นเป็นสองแง่ ความเห็นเหมือนทางสองแพร่ง ความสงสัย ความไม่สามารถจะถือเอาโดยส่วนเดียวได้ ความคิดส่ายไป ความคิดพร่าไป   ความไม่สามารถจะหยั่งลงถือเอาเป็นยุติได้  ความกระด้างแห่งจิต ความลังเลใจ  อันใด  นี้เรียกว่า  วิจิกิจฉา.

ขออุทิศกุศลให้สรรพสัตว์



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
พุทธรักษา
วันที่ 8 เม.ย. 2553

เรียนความเห็นที่ 6 ครับ

อีกนัยหนึ่ง ก็ถูกต้องครับ เพราะ การเกิดเป็นมนุษย เป็นสุคติภูมิ ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้ได้รับกุศลวิบาก อกุศลวิบาก ประการหนึ่ง คือ คติ คือ ภพภูมิที่เกิด หากเกิดในสุคติภูมิ ย่อมจะเป็นปัจจัยให้ได้รับผลของกุศลกรรมได้มากกว่า ทุคติภูมิ มี นรก สัตว์เดรัจฉาน ครับ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
jaturong
วันที่ 18 ต.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตร่วมปันธรรม ด้วยครับ

 - เรามักสงสารคนที่ประสบเคราะห์กรรมต่างๆ เช่น คนที่ทรัพย์สินเสียหาย หรือบางคนถึงแก่ชีวิตด้วยโรคร้าย หรืออุบัติภัยต่างๆ เราเกิดความรู้สึกสงสารเห็นใจเมื่อเห็นเขาได้ผลของอกุศลกรรมของเขา แต่ขณะที่เขากระทำเหตุ (กระทำความชั่ว) ทำไมเราจึงไม่เกิดความรู้สึกสงสารเห็นใจ เรากลับรู้สึกโกรธแค้น ชิงชัง ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแล้ว เรายังเพิ่มอกุศลให้กับตนเอง

 - หลายคนคิดว่า การที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องกรรม และการให้ผลของกรรมนั้น เป็นเทคนิค หรือ วิธีการขู่ให้คนเกรงกลัวการกระทำชั่ว และคิดว่าเป็นอุบายให้คนกระทำความดี แต่เมื่อได้ศึกษาธรรมขั้นละเอียด (พระอภิธรรม)ในเรื่องของจิต การทำงานของจิต และวิถีจิตแล้ว จะทราบได้ด้วยตนเองว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ขู่ ไม่ได้คิดกลยุทธ์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่พระพุทธองค์ทรงแสดงความจริงให้รู้ ซึ่งความจริงอันประเสริฐนี้ พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีมายาวนานกว่าจะบรรลุสัจธรรมนี้

  - ไม่ว่าจะได้รับกระทบจากบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่เป็นคนเลว คนปานกลาง หรือว่าคนชั้นสูง ถ้าเป็นผู้มีปัญญาแล้ว ย่อมจะอดกลั้นคำดูหมิ่นได้ทั้งหมด ไม่ว่าจากใครก็ตาม ไม่ใช่เฉพาะบางบุคคลแต่ต้องทั่วไปหมด   เพราะเหตุว่าบางคนอาจจะคิดว่า ถ้าเป็นคนชั้นสูงก็อดกลั้นได้ แต่ถ้าเป็นคนชั้นต่ำหรือเป็นคนเลวก็อดกลั้นคำพูดของบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกบุคคลควรเป็นสิ่งที่ทำให้ขันติบารมีเจริญขึ้น

  - การเจริญขึ้นของปัญญาหรือความเข้าใจพระธรรมนั้น ต้องอาศัยกาลเวลาจะช้าหรือเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับการสะสมมาในอดีตและปัจจัยที่เหมาะสมทั้งหลายเปรียบเสมือนการเติบโตของต้นไม้ ขอให้เราเป็นผู้ตรง เข้าใจการสะสมของตัวเองตามความเป็นจริง  และ เจริญเหตุทั้งหลายให้ถึงพร้อม ผลทั้งหลายก็จะเจริญขึ้นเองโดยไม่ต้องหวังเลย

   - บางครั้งการกระทำของเราบางอย่างเพื่อความสุขของตน แต่เมื่อเป็นผู้ละเอียดขึ้นก็ย่อมพิจารณาถึงการกระทำของตนว่า มีผลกระทบกับบุคคลรอบข้างอย่างไรบ้างเมื่อพิจารณาดังนี้ ก็จะคิดก่อนที่จะทำและนึกถึงความสุขของคนอื่นก่อนตนเสมอว่าเขาจะทุกข์กายและใจจากการกระทำของเราหรือไม่

   - ไม่ว่าเราจะทำงาน ไปเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯแต่ขออย่างเดียวอย่าขาดการฟังธรรมเพราะว่าพระธรรมเปรียบเหมือนเชือกที่ดึงเราขึ้นมาจากเหวลึก คือ อวิชชาค่ะ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
papon
papon
วันที่ 13 ธ.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 13 ธ.ค. 2556

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ