มารดาและบิดา [มังคลัตถทีปนีแปล]
 
paderm
paderm
วันที่  11 ก.พ. 2553
หมายเลข  15432
อ่าน  2,895

                 มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม ๒ - หน้าที่ 204

      [๒๙๖]  ส่วนในอรรถกถาทุกนิบาต   อังคุตตรนิกาย   ท่านกล่าว ไว้ว่า  "บทว่า  อาปาทกา  คือ  ผู้ให้เจริญ  ได้แก่  ผู้เลี้ยงดู.   จริงอยู่บุตรทั้งหลาย  มารดาบิดา  ทั้งให้เจริญ  ทั้งเลี้ยงดู."         บทว่า  โปสกา  ความว่า  ผู้ยังมือและเท้าให้เจริญ  ให้ดื่มโลหิตในหทัยเลี้ยง.   จริงอยู่  บุตรทั้งหลาย  อันมารดาบิดานั้นปรนปรือ   คือเลี้ยง.  ได้แก่  ประคับประคองด้วยข้าวและน้ำเป็นต้น.        ในฎีกาทุกนิบาตอังคุตตรนิกายว่า  "บทว่า   หทยโลหิตํ  ได้แก่น้ำนม.  จริงอยู่  โลหิต  ย่อมถึงการแปรไปโดยเป็นน้ำนม."        บทว่า  ทสฺเสตาโร     ความว่า   ก็ถ้ามารดาบิดาพึงจับบุตรทั้งหลายที่เท้าทั้ง  ๒  แล้ว  เหวี่ยงไปในป่า   ในน้ำ  หรือในเหว  ในวันที่บุตรเกิดแล้วนั่นเทียว,   บุตรเหล่านั้นไม่พึงเห็นอิฏฐารมณ์ในโลกนี้,การที่บุตรเหล่านั้นเห็นอารมณ์นั้นได้อาศัยมารดาบิดา  เพราะมารดาบิดาไม่ทำอย่างนั้น  เลี้ยงดูไว้  เหตุนั้น  มารดาบิดานั้นจึงชื่อว่าผู้แสดงโลกนี้.        สองบทว่า  ปชาย  อนุกมฺปกา  ความว่า   ผู้อนุเคราะห์บุตรของตน.   จริงอยู่   มารดาบิดานั้น   ตัดชีวิตของสัตว์เหล่าอื่นบ้าง  สละพัสดุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นของตนบ้าง  ประคับประคอง  คุ้มครองประชา  (บุตร)   ของตนไว้.  ด้วยเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคจึงตรัสคำนั่นว่า  ปชาย  อนุกมฺปกา.   ก็คาถานี้มาแม้ในโสณนันทชาดกแล้ว.                          [การทำปฏิการแก่มารดาบิดา]        [๒๙๗]  ดังนั้น  ความที่มารดาบิดานั้น  เป็นผู้มีอุปการะมากพระผู้มีภาคทรงแสดงว่า  เป็นเหตุแห่งความเป็นพรหมเป็นต้น  อันเป็น เหตุที่บุตรไม่อาจทำตอบแทนแก่มารดาบิดานั้น   ให้สิ้นสุดโดยประการ ไร ๆ  ด้วยอุปการะอันเป็นโลกิยะได้เลย.     ก็ถ้าบุตรวางมารดาไว้บนจะงอยบ่าขวา   บิดาไว้บนจะงอยบ่าซ้าย   ด้วยหมายจักทำตอบแทนแก่ท่าน  พึงประคับประคองในอวัยวะทั้งปวง  ทำการบำรุงท่าน   ผู้ดำรงอยู่บนจะงอยบ่าทั้ง ๒  นั้นนั่นแล   ด้วยกิจมีการอบกลิ่นเป็นต้น,แม้มารดาบิดานั้น   พึงนั่งถ่ายปัสสาวะและอุจจาระบนจะงอยบ่าทั้ง ๒ของบุตรนั้นแล,  บุตรนั้น   ถึงทำอยู่อย่างนั้นตลอด  ๑๐๐  ปี  ก็ไม่อาจทำตอบแทนแก่ท่านได้เลย.   แม้ถ้าบุตรพึงสถาปนาบิดาไว้ในความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์   มารดาไว้ในความเป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิไซร้,  แม้อย่างนั้น  ก็ไม่อาจทำตอบแทนได้เหมือนกัน.



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 11 ก.พ. 2553

  ส่วนบุตรใด   ตั้งมารดาบิดาผู้ถึงพร้อมด้วยอธรรมมีความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น  ไว้ในธรรมทั้งหลายมีความถึงพร้อมด้วยศรัทธาเป็นต้น,  บุตรนั้น  ชื่อว่า  อาจทำตอบแทนได้  ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.  ด้วยเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาค  จึงตรัสไว้ในมาตาปิตุคุณสูตร๑ในทุกนิบาต  อังคุตตรนิกายว่า  "ภิกษุทั้งหลาย  เราไม่กล่าวการทำตอบแทนได้ง่ายแก่ท่านทั้ง  ๒.  ท่านทั้ง  ๒  เป็นไฉน ?  (ท่านทั้ง ๒)  คือมารดาและบิดา.  บุตรพึงประคับประคองมารดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง,  พึงประคับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง,   เขามีอายุ  ๑๐๐  ปี  เป็นอยู่  (มีชีวิต)  ๑๐๐  ปี.   และเขาพึงทำการบำรุงมารดาบิดานั้นด้วยการอบกลิ่นการนวด  การให้อาบน้ำ  และการดัด,  และท่านทั้ง  ๒  นั้น    พึงถ่าย  ปัสสาวะและอุจจาระบนบ่าทั้ง  ๒  นั้นนั่นแล  ;   ภิกษุทั้งหลาย  กิจอย่างนั้น  ยังไม่เป็นอันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย.ภิกษุทั้งหลาย  อนึ่ง  บุตรพึงสถาปนามารดาบิดาในราชสมบัติ  อันเป็นอิสราธิปัตย์แห่งแผ่นดินใหญ่นี้   อันมีรัตนะ  ๗  ประการมากมาย,ภิกษุทั้งหลาย  กิจอย่างนั้นยังไม่เป็นอันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย.   ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร ?  ภิกษุทั้งหลายเพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก   บำรุงเลี้ยง   แสดงโลกนี้แก่บุตรเพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก   บำรุงเลี้ยง   แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย.     ภิกษุทั้งหลาย       ก็บุตรใดแล      ยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา   ให้สมาทานดำรงตั้งอยู่ในสัทธาสัมปทา,  ยังมารดาบิดาผู้ทุศีลให้สมาทานดำรงตั้งอยู่ในสีลสัมปทา,       ยังมารดาบิดาผู้ตระหนี่  ให้สมาทานดำรงตั้งอยู่ในจาคสัมปทา,   ยังมารดาบิดาผู้มีปัญญาทรามให้สมาทานดำรงตั้งอยู่ในปัญญสัมปทา,  ภิกษุทั้งหลาย  ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล   กิจนั้น  จึงชื่อว่าเป็นอันบุตรทำแล้ว  ทำตอบแทนแล้ว  และทำยิ่งแล้ว  แก่มารดาบิดา.".............

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ