Print 
ขณะโกรธมีความพอใจเกิดขึ้นร่วมด้วยเสมอหรือไม่
 
Sam
วันที่  29 ธ.ค. 2552
หมายเลข  14916
อ่าน  1,695

ขอเรียนถามถึงความพอใจ  อันได้แก่ฉันทเจตสิก (ซึ่งเป็นปกิณณกเจตสิก) ครับ  เพราะตามที่ท่านอาจารย์บรรยายไว้ในปรมัตถธรรมสังเขปว่า  ฉันทเจตสิกไม่เกิดกับจิต ๒๐ ดวง (อเหตุกจิต ๑๘ + โมหมูลจิต ๒) ถ้าเป็นเช่นนั้น ฉันทเจตสิกเกิดร่วมกับจิตทุกดวงที่เหลือ ๖๙ ดวงเสมอหรือไม่ หรือเกิดบ้างไม่เกิดบ้าง  เช่น  ขณะที่โกรธอันเป็นโทสมูลจิตนั้น  มีฉันทเจตสิกที่พึงพอใจเกิดร่วมด้วยเสมอหรือไม่  และปกิณณก เจตสิกดวงอื่นๆ เกิดขึ้นทำกิจตามจิตตนิยามเสมอไปหรือไม่ครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
prachern.s
วันที่ 29 ธ.ค. 2552 16:34 น.

ฉันทเจตสิกเกิดร่วมกับจิต ๖๙ ดวง เว้นจิต ๒๐ ดวงตามที่ท่านยกมาขณะที่จิตเป็นโทสมูลจิต  มีฉันทเจตสิกเกิดร่วมด้วยเสมอ  และปกิณณกเจตสิกดวงอื่นๆ ย่อมเกิดขึ้นทำกิจตามสมควรแก่ฐานะเสมอไปครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
Jans
Jans
วันที่ 29 ธ.ค. 2552 20:26 น.

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
choonj
วันที่ 29 ธ.ค. 2552 21:09 น.

ผมมีความเข้าใจว่า  ขณะโกรธไม่เสมอไปที่จะมีฉันทะเกิดร่วมด้วย  มีมูลสองก็ได้คือมีฉันทะด้วย และมีมูลหนึ่งก็ได้ คือโกรธเกิดขึ้นทันที่ โดยที่พอใจยังไม่เกิด ไม่รู้ว่าจะเข้าใจถูกผิดอย่างไรครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
พุทธรักษา
วันที่ 29 ธ.ค. 2552 21:57 น.

......ฉันทะเกิดกับกุศลก็ได้เกิดกับอกุศลก็ได้  คนที่โกรธบอกเขาว่าอย่าโกรธ เขายอมหยุดไหมคะ จริงๆแล้วเขามีฉันทะในการโกรธ  ไม่รู้ตัวเลย  ใครห้ามก็ไม่ฟัง โกรธไม่ดี  สารพัดเป็นโทษอย่างนั้น อย่างนี้  ก็จะโกรธ ยับยั้งไม่ได้  เพราะฉันทะในความโกรธเพราะฉะนั้น ฉันทะเจตสิกเกิดกับกุศลก็ได้ กับอกุศลก็ได้ เป็นปกิณณกเจตสิกเกิดได้กับจิตเกือบทุกประเภท  เว้นไม่เกิดกับอเหตุกจิต  นี่ก็เป็นเรื่องละเอียดซึ่งการศึกษาให้ละเอียด  ก็เพื่อให้เห็นความเป็นอนัตตา  ซึ่งใครก็ดีบังคับบัญชาไม่ได้  ถ้ารู้มากเข้าใจมาก  ยิ่งเห็นความเป็นอนัตตา.....
ข้อความบางตอนจากการสนทนาธรรม....05310

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
paderm
paderm
วันที่ 29 ธ.ค. 2552 22:24 น.

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
     ฉันทะคือความเป็นผู้ใคร่ที่จะทำ  ดังนั้นในขณะที่โกรธก็มีความใคร่ที่จะโกรธ ซึ่งไม่ได้หมายถึงความหมายพอใจในอารมณ์อย่างเดียวครับ  เพราะฉะนั้นเมื่อโกรธเกิดขึ้น  ไม่ว่ากรณีใดก็ต้องมีฉันทเจตสิกเกิดร่วมด้วยกับโทสเจตสิกเสมอ  ไม่มียกเว้นคือเป็นผู้ใคร่ที่จะโกรธแล้วในขณะที่โกรธและพอใจที่จะโกรธแล้วในขณะนั้นครับ  ส่วนเจตสิกอื่นๆที่เป็นปกิณณกเจตสิก (วิตก วิจาร วิโมกข์ ปิติ วิริยะ ฉันทะ) ก็เกิดร่วมด้วยแต่ไม่จำเป็นต้องครบทั้ง 6 ดวง ก็แล้วแต่ประเภทของจิตครับ

    ขออธิบายเพิ่มเติมคำว่า ฉันทะ ซึ่งฉันทะใช้ได้หลายความหมายเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ฉันทะจึงเป็นไปในฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดีก็ได้ หมายถึงคำที่ใช้ว่าฉันทะ  อาจจะหมายถึง ความเป็นผู้ใคร่ที่จะทำที่เป็นไปในทางกุศล  อบรมปัญญา ประการหนึ่ง หรือ เป็นฉันทะที่เป็นโลภเจตสิก (กามฉันทะ) ฉันทะหมายถึงความเพียรก็มี(วิริยเจตสิก) ฉันทะหมายถึงความเห็นผิดก็มี(ทิฏฐิ) ซึ่งใช้คำว่าฉันทะเหมือนกัน แต่โดยทั่วไปแล้ว  ถ้ามุ่งที่ตัวปรมัตถธรรมคือฉันทเจตสิก  อันเป็นความเป็นผู้ใคร่ที่จะทำและพอใจในอารมณ์นั้นครับ ขออนุโมทนา
อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
วิริยะ
วันที่ 30 ธ.ค. 2552 08:32 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
Sam
วันที่ 30 ธ.ค. 2552 09:18 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ
ผมเข้าใจว่า  การศึกษาพระธรรมโดยละเอียด  ทำให้เห็นความเป็นอนัตตาของธรรมะ  ซึ่งในขณะหนึ่งมีธรรมะเกิดขึ้นหลายอย่าง  และต่างก็เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน  แต่การระลึกศึกษาในชีวิตประจำวันจริงๆนั้น  ควรพิจารณาเฉพาะสภาพธรรมที่ปรากฏ  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ไม่ปรากฏ (กับปัญญา) หรือปัญญาไม่ถึงขั้นที่จะรู้ได้  ก็ไม่ควรกังวลถึง  เพราะธรรมะเหล่านั้นเกิดแล้วดับแล้ว  เราผู้เป็นสาวกก็เพียงรู้เรื่องราวตามที่ทรงแสดงไว้เท่านั้น  เพื่อประโยชน์  เพื่อเกื้อกูลแก่สัมมาสติครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 30 ธ.ค. 2552 19:41 น.

 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 

 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
ไตรสรณคมน์
วันที่ 30 ธ.ค. 2552 20:38 น.
อ้างอิงจาก : หัวข้อ 14916 ความคิดเห็นที่ 7 โดย Sam

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

     ผมเข้าใจว่า  การศึกษาพระธรรมโดยละเอียด  ทำให้เห็นความเป็นอนัตตาของธรรมะ  ซึ่งในขณะหนึ่งมีธรรมะเกิดขึ้นหลายอย่าง  และต่างก็เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน  แต่การระลึกศึกษาในชีวิตประจำวันจริงๆนั้น  ควรพิจารณาเฉพาะสภาพธรรมที่ปรากฎ  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ไม่ปรากฎ(กับปัญญา) หรือปัญญาไม่ถึงขั้นที่จะรู้ได้ ก็ไม่ควรกังวลถึง  เพราะธรรมะเหล่านั้นเกิดแล้วดับแล้ว  เราผู้เป็นสาวกก็เพียงรู้เรื่องราวตามที่ ทรงแสดงไว้เท่านั้น  เพื่อประโยชน์  เพื่อเกื้อกูลแก่สัมมาสติครับ

ขออนุโมทนาค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 31 ธ.ค. 2552 20:25 น.

ธรรมมีอยู่แล้วทุก ๆ ขณะ  แม้ขณะนี้ก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา  หู  ลิ้น  กาย  ใจ  แต่จะปรากฏ   ต่อเมื่อเราฟังธรรมเข้าใจแล้วสังขารขันธ์ก็จะปรุงแต่งให้ปัญญาเกิดค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 31 ธ.ค. 2552 21:14 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
majweerasak
majweerasak
วันที่ 21 ม.ค. 2553 18:41 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
YANA
วันที่ 23 พ.ค. 2554 07:53 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ