Print 
ความหมายของคำว่า...หลงลืมสติ
 
พุทธรักษา
วันที่  29 ธ.ค. 2552
หมายเลข  14923
อ่าน  3,025

ได้ฟังคำบรรยายจากท่านอาจารย์สุจินต์ ทางวิทยุ ว่า"ผู้ที่ไม่หลงลืมสติเลยสักขณะจิตเดียว คือ พระอรหันต์ เท่านั้น" 

๑ ถ้าจะกล่าวว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะว่าพระอรหันต์ ดับอนุสัยกิเลส  ซึ่งเป็นต้นเหตุของโลภะ และ โมหะ.. ถูกต้องหรือไม่คะ.?

๒ ขณะที่ "โลภสัมปยุตต์" และ โมหมูลจิต เกิดขึ้นกับผู้ใด ขณะนั้น ชื่อว่าหลงลืมสติ ใช่ไหมคะ.?

๓. โลภวิปยุตต์ และ โมหมูลจิต นั้น ซึ่งพระอนาคามียังละไม่ได้ จึงเป็นปัจจัยให้พระอนาคามี ยังมีขณะที่หลงลืมสติ ใช่หรือไม่คะ.?  ขอบพระคุณค่ะ.


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
prachern.s
วันที่ 30 ธ.ค. 2552 08:27 น.

๑.ถูกครับ เพราะท่านไม่มีอกุศลใดๆ เกิดขึ้นอีกเลย๒.ขณะที่อกุศลจิตเกิดขึ้น ชื่อว่าหลงลืมสติครับ๓.พระอนาคามีบุคคลยังดับอกุศลไม่ได้ทั้งหมด ขณะที่ท่านมีอกุศลเกิดขณะนั้นชื่อว่า หลงลืมสติ..

 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
K
K
วันที่ 30 ธ.ค. 2552 09:32 น.

" ขณะที่อกุศลจิตเกิดขึ้น ชื่อว่าหลงลืมสติ "  ขออนุโมทนาครับ

     ขออนุญาตร่วมสนทนาครับ  การหลงลืมสติคือขณะที่อกุศลจิตเกิด  พระอรหันต์เป็นผู้ดับกิเลสแล้ว  จึงไม่เป็นผู้หลงลืมสติเลยครับ

     ขณะใดที่กุศลจิตเกิด เป็นไปในทาน ศีล หรือภาวนา ขณะนั้นไม่หลงลืมสติ อย่างไรก็ดี ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรม  และไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตาม  แม้จะมีขณะที่ไม่ หลงลืมสติ  แต่ก็ไม่มีความรู้ถูกเข้าใจถูก ไม่รู้ความแตกต่างระหว่างขณะที่สติเกิด กับขณะที่หลงลืมสติ  และอาจทำให้เกิดความเข้าใจสับสนระหว่างกุศลจิตกับอกุศลจิตได้  ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
hadezz
วันที่ 30 ธ.ค. 2552 10:05 น.

เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ขออนุโมทนา 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
พุทธรักษา
วันที่ 30 ธ.ค. 2552 15:57 น.

 ........ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรม  และไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตาม  แม้จะมีขณะที่ไม่หลงลืมสติ  แต่ก็ไม่มีความรู้ถูกเข้าใจถูก ไม่รู้ความแตกต่าง ระหว่างขณะที่สติเกิด กับ ขณะที่หลงลืมสติ  และอาจทำให้เกิดความเข้าใจสับสนระหว่างกุศลจิตกับอกุศลจิตได้ ครับ
กรุณาขยายความข้อความที่ขีดเส้นใต้ด้วยค่ะขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ.

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
paderm
paderm
วันที่ 30 ธ.ค. 2552 22:36 น.

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
     สติเป็นธรรมฝ่ายดี  เพราะฉะนั้นจะไม่เกิดกับอกุศลจิตเลยครับ ดังนั้นในขณะใดที่อกุศลจิตเกิดก็จะไม่มีสติเกิดร่วมด้วยเลย เราไม่ได้หมายความถึงสติที่เป็นสติปัฏฐานอย่างเดียว ขณะที่จิตเป็นกุศลไม่ว่าประการใดก็ชื่อว่ามีสติเกิดร่วมด้วยและไม่หลงลืม  สติในขณะจิตนั้น  แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องรู้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา เพราะขณะนั้นไม่มี  ปัญญา ไม่ว่าบุคคลใดถ้าจิตเป็นกุศลหรือเป็นจิตฝ่ายดี  ก็มีสติเกิดร่วมด้วย  ซึ่งกุศล  ทุกระดับมีสติเกิดร่วมด้วย  แต่กุศลขั้นทาน ศีล สมถภวานาไมได้รู้ความจริงว่าเป็น  ธรรมไม่ใช่เรา    

     ขณะใดที่สติปัฏฐานเกิด ขณะนั้นมีสติและปัญญาด้วย เมื่อสติและปัญญาเกิดรู้ ความจริงในขณะนั้นก็ย่อมเห็นความแตกต่างระหว่างขณะที่ไม่มีสติและปัญญารู้ความจริงกับขณะที่สติและปัญญาเกิดระลึกรู้ความจริงในขณะนั้น รู้ความแตกต่างเพราะสติปัฏฐานเกิดแล้ว มีปัญญาเกิดด้วยและเห็นถึงความแตกต่างในขณะที่ไม่เกิดนั่นเอง

     ตราบใดที่ยังไม่ใช่พร อรหันต์ก็ยังเป็นผู้หลงลืมสติในขณะที่อกุศลจิตเกิด  ส่วนพระอรหันต์ไม่หลงลืมสติเพราะอกุศลจิตไม่เกิด  ถึงแม้ในขณะเห็น  ได้ยิน จะไม่มีสติเกิดร่วมด้วยแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านหลงลืมสติเพราะหลังจากเห็นและได้ยินแล้ว  ในวาระอื่นๆ ท่านจะไม่เป็นอกุศลจิตเลยจึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่หลงลืมสติครับ ขออนุโมทนา
อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 31 ธ.ค. 2552 21:13 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
วิริยะ
วันที่ 3 ม.ค. 2553 18:30 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
K
K
วันที่ 3 ม.ค. 2553 21:59 น.

 เรียนคุณพุทธรักษาในความคิดเห็นที่ ๔ ครับ

     คุณ paderm  ความคิดเห็นที่ ๕ ได้ขยายความในส่วนที่คุณพุทธรักษาต้อง  การให้อธิบายไว้แล้ว  ซึ่งผมขออนุญาติสรุปตามความเข้าใจว่าขณะที่กุศลจิตเกิดขึ้น  นั้นมีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วยเสมอ  แต่ผู้ที่จะรู้เรื่องราวของสติ  และรู้ลักษณะของสติ นั้น  จะต้องเป็นผู้ที่ได้ศึกษา  และประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรง  แสดงไว้อย่างละเอียดครับ           

     สำหรับผู้ที่ไม่ได้ศึกษานั้น  ก็อาจมีกุศลในทานบ้าง ศีลบ้าง  แต่ก็ไม่มีความรู้แม้แต่ในเรื่องของสติ  เพราะไม่มีปัญญาที่เกิดจากการศึกษาและประพฤติปฏิบัติตาม  พระธรรมนั่นเอง และเมื่อไม่มีความรู้ถูกเข้าใจถูกถึงการเกิดดับสลับกันอย่างรวดเร็ว  ของกุศลและอกุศล  รวมทั้งความลึกซึ้งของการให้ผลของกรรม  จึงทำให้บางคราวคิด  ว่าอกุศลเป็นสิ่งที่น่ากระทำ  และเข้าใจผิดว่ากุศลเป็นเหตุให้เดือดร้อนหรือเสียทรัพย์  ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
narong.p
วันที่ 4 ม.ค. 2553 03:42 น.

ตามความเข้าใจของตนเองนะครับ เคยได้ยินท่านอ.สุจินต์กล่าวว่า  เมื่อสติเกิดก็จะรู้ความต่างของขณะที่สติเกิดกับขณะที่หลงลืมสติ  ดังนั้นความหมายของคำว่า "สติ" ในที่นี้ ท่านน่าจะหมายถึง สติสัมปชัญญะ  หมายถึงสติที่ประกอบด้วยปัญญารู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  ในขณะนี้เท่านั้น คงไม่ได้หมายความรวมถึงสติที่ไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย เพราะสติที่ไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วยไม่สามารถรู้ความต่างได้ เช่น สติใน  ขั้นทานขั้นศีลของผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรม เป็นต้น  ดังนั้นสำหรับผู้ที่สติสัมปชัญญะยังไม่เกิด(ทั้งผู้ที่ศึกษาและไม่ได้ศึกษาธรรมะ) กุศลขั้นทานขั้นศีลที่เกิดขึ้นนั้น จะชื่อว่า ไม่หลงลืมสติ ได้หรือไม่ เพราะขณะนั้น ไม่รู้ความต่างของขณะสติเกิดกับขณะที่หลงลืมสติ กระผมคงต้องนำความเห็น  ที่แตกต่างกันในกระทู้นี้ไปสนทนาธรรมกับท่านอ.สุจินต์ในโอกาสต่อไปครับ

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
พุทธรักษา
วันที่ 4 ม.ค. 2553 04:32 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาในคำตอบของทุก ๆ ท่านค่ะ.
ถ้าปัญญาไม่เกิด...ก็ไม่รู้ "ความแตกต่าง" ขณะที่หลงลืมสติ และ ขณะที่ไม่หลงลืมสติแม้แต่กุศลขั้นทาน หรือ ขั้นศีล เกิดบ้าง....ลักษณะของสติ ยังไม่ปรากฏเลย.!

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 4 ม.ค. 2553 07:00 น.

เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
พุทธรักษา
วันที่ 4 ม.ค. 2553 18:53 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
hiriotappa
hiriotappa
วันที่ 10 ม.ค. 2553 10:04 น.

ขออนุโมทนากับผู้ที่แสดงธรรมทุกท่านครับ.วันนี้ได้มีโอกาสเข้ามาอ่านโดยไม่ได้ตั้งใจ ยังได้ความรู้เพิ่มขึ้น.สุขใจมากครับ.เป็นกุศลอย่างยิ่งเลยครับ.

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ