ศีล และสมาธิ เป็นสิ่งที่ต้องมีก่อนใช่ไหมครับ
 
email
email
วันที่  30 มิ.ย. 2549
หมายเลข  1465
อ่าน  1,146

การที่จะให้เกิดปัญญาได้   ตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา เราต้องรักษาศีลให้ได้ก่อน  เมื่อศีลบริสุทธิจึงพยายามทำสมาธิให้ได้   ปัญญาก็จะเกิดขึ้นได้เองใช่ไหมครับเหมือนอย่างที่กล่าวว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ทราบว่าผมหรือคนทั่ว ๆ ไป  เข้าใจอย่างนี้ถูกหรือไม่ครับ กรุณาแนะนำด้วย  อนุโมทนา

  ความคิดเห็น 1  
 
study
วันที่ 4 ก.ค. 2549

      
ในคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงการเกิดขึ้นของปัญญา  ว่าปัญญาเกิดจากการฟังก็มี   ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณาก็มี  ปัญญาเกิดจากภาวนาก็มี  ในสมัยครั้งพุทธกาล บางท่านขณะที่นั่งฟังธรรมเทศนา แล้วบรรลุเป็นพระอริยะบุคคลก็มีเป็นจำนวนมาก  บางท่านหลังจากฟังธรรมแล้วเพียรอบรมเจริญสมณะธรรมไม่นานก็บรรลุก็มี  บางท่านต้องใช้เวลาเพียรศึกษา และอบรมทั้งสมถและวิปัสสนาเป็นเวลานานจึงบรรลุก็มี อีกอย่างหนึ่ง  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  เป็นชื่อของไตรสิกขาที่เป็นอริยมรรคมีองค์แปด  ซึ่งในขณะที่อบรมเจริญสติปัฏฐานในชีวิตประจำวัน  ในขณะนั้นมีองค์ของศีลด้วย   องค์ของสมาธิก็มี   องค์ของปัญญาก็มี เกิดร่วมกันในขณะเดียวกัน   ผู้ที่รักษาศีล แต่ขาดปัญญาความเข้าใจในหนทาง  ศีลนั้นก็ไม่เป็นปัจจัยแก่สมาธิและปัญญา หรือผู้ที่มีศีลและมีสมาธิเป็นฌานขั้นต่างๆ    เป็นเพียง

ความสงบของจิตเท่านั้น   สมาธินี้ไม่ทำให้ปัญญารู้นามรูปแต่อย่างใด  ฉะนั้น  สมาธิที่เป็นปัจจัยให้เกิดปัญญารู้นามรูปตามเป็นจริง  คือ สัมมาสมาธิที่เกิดในองค์มรรคเท่านั้นไม่ใช่สมาธิทั่วไป   และเมื่อจิตเกิดขึ้นทุกขณะ   มีสมาธิเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง จึงไม่ต้องห่วงเรื่องสมาธิ  ควรห่วงเรื่องความเข้าใจที่ตรง  และถูกต้องตามพระธรรมคำสอนดีกว่า สำหรับศีล   เป็นเรื่องของผู้ที่เห็นโทษของการทุศีล  ผู้ศึกษาพระธรรมเมื่อเข้าใจความจริงย่อมเห็นคุณของกุศลทุกประการย่อมเป็นผู้ค่อยๆ    งดเว้นจากทุจริตทั้งปวงตามปัญญาที่เห็นจริง  สรุป คือ ในเบื้องต้นควรศึกษาพระธรรมคำสอนให้เข้าใจก่อน   เมื่อเข้าใจมากขึ้นปัญญาย่อมทำกิจของปัญญาโดยการมีศีล  อบรมสมถภาวนา   และสติปัฏฐานในชีวิตประจำวัน  จึงเป็นผู้ชื่อว่าอบรมศีล  สมาธิ  ปัญญา  ตามหลักคำสอนที่ถูกต้อง 

 
  ความคิดเห็น 2  
 
saowanee.n
วันที่ 4 ก.ค. 2549

ผู้ที่มีปัญญาแล้ว   ผู้นั้นย่อมมีทั้งศีลและสมาธิ   แต่ผู้ที่มีศีลและ/หรือสมาธิ  ผู้นั้นไม่แน่ว่าต้องมีปัญญาเสมอไป
 
ไตรสิกขา (ศีล, สมาธิ, ปัญญา) หมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘  ได้แก่

ศีล   หมายถึง  สัมมาวาจา  สัมมากัมมันตะ  สัมมาอาชีวะ
 
สมาธิ  หมายถึง  สัมมาวายามะ  สัมมาสติ  สัมมาสมาธิ
 
ปัญญา  หมายถึง  สัมมาทิฏฐิ  สัมมาสังกัปปะ

ขณะที่สติปัฏฐานเกิด ขณะนั้นเป็นการรู้ตรงตามสภาพธรรมนั้นๆ จริงๆ  ไม่มีสัตว์ บุคคลตัวตน  จึงเป็นทั้งอธิศีล  อธิจิต (สมาธิ)  และอธิปัญญา
 
ยากนะคะ กว่าสติปัฏฐานจะเกิดได้  เพราะเราอยู่ในโลกของบัญญัติมานานมากและไม่เฉพาะแต่ในชาตินี้เท่านั้น   อย่างวันนี้พอลืมตาตื่นก็มีบัญญัติเป็นอารมณ์อีกแล้วจนกระทั่งเข้านอน เนื่องจากปัญญาที่สะสมมาน้อย ก็ย่อมไม่มีกำลังพอที่จะให้สติระลึกได้ระลึกบ่อยๆ   เมื่อรู้อย่างนี้ก็ควรเจริญเหตุ   โดยเริ่มจากการฟัง  การศึกษา   การพิจารณา  การสอบถามเทียบเคียง  และการทรงไว้ซึ่งธรรมนั้นๆ   และควรเป็นผู้มีปกติเจริญสติปัฏฐานค่ะ
 
ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน

 
  ความคิดเห็น 3  
 
prakaimuk.k
วันที่ 5 ก.ค. 2549

ขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ