ความจริงแห่งชีวิต [172] บัญญัติ เกิดจากอะไร
 
พุทธรักษา
วันที่  29 ก.ย. 2552
หมายเลข  13770
อ่าน  496

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ปรมัตถธรรมสังเขป จิตตสังเขป และ ภาคผนวกโดย อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์จัดพิมพ์เผยแพร่ โดย คณะกรรมการ ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎรเนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม์พรรษา ครบ ๗๕ พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๕


บัญญัติ

อารมณ์ มี ๒ อย่าง คือ ปรมัตธรรม และ บัญญัติขณะใดที่ไม่มีปรมัตถธรรมเป็นอารมณ์ ขณะนั้นต้องมีบัญญัติเป็นอารมณ์.
เช่น ขณะที่กำลังเห็น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา คือ สีสันวัณณะต่างๆ นั้นเมื่อแยก สี ออกจาก มหาภูตรูป ไม่ได้สี ที่เกิดร่วมกับมหาภูตรูป และปรากฏให้เห็นนั้น

ทำให้คิด-เป็นบัญญัติต่างๆ
หากมีปัจจัยให้สติปัฏฐานเกิดขึ้น ก็จะสามารถแยก ระลึก พิจารณา สังเกตและ รู้ ถูกต้องตามความเป็นจริง.
หมายความว่า ขณะที่สติปัฏฐานเกิด สติ ระลึก ตรงลักษณะของ สี ที่กำลังปรากฏ ทางตา ปัญญา รู้ว่า สี เป็นสภาพธรรม (ปรมัตถธรรม) ชนิดหนึ่ง.
และ ขณะที่ รู้ ว่า สิ่งที่ปรากฏทางตานั้น เป็นอะไรขณะนั้น ปัญญา รู้ว่า เป็นวิถีจิต ที่รู้อารมณ์นั้น ทางมโนทวาร.
ในชีวิตประจำวันของสัตว์ บุคคล ต่างๆ บางขณะ จิตมีปรมัตถธรรมเป็นอารมณ์ และ บางขณะ จิตก็มีบัญญัติเป็นอารมณ์-สืบต่อ.
ถ้าไม่มีบัญญัติ เป็นอารมณ์ แม้แต่สัตว์ดิรัจฉาน ก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่า อะไรเป็นอาหาร อะไรไม่ใช่อาหาร เป็นต้น.
ผู้ที่มีบัญญัติเป็นอารมณ์ เช่น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ และ ปุถุชน นั้น

การมีบัญญัติเป็นอารมณ์ ของบุคคล ดังกล่าว ต่างกันที่ "ปัญญา"
ปุถุชน ... ผู้ไม่รู้เรื่องปรมัตถธรรมเลยจึงยึดถือว่า บัญญัติเป็นสิ่งที่มีจริง.!แต่ ผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมแล้ว รู้ว่า ธรรมทั้งหลาย เป็น อนัตตา.คือ รู้ ว่า สภาพธรรมที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นั้น ไม่เที่ยง.และรู้ตามความเป็นจริง ว่า บัญญัติ ไม่ใช่ ปรมัตถธรรม.
พระอริยบุคคล ไม่ยึดถือบัญญัติ ว่า เป็นสิ่งที่มีจริงและ รู้ว่า จิตขณะใดมี ปรมัตถธรรม เป็นอารมณ์รู้ว่า จิตขณะใด มี บัญญัติ เป็นอารมณ์.
.
"ชื่อว่า บัญญัติ เพราะรู้ได้ ด้วยประการนั้นๆ "
เพราะฉะนั้น บัญญัติ จึงเป็นอารมณ์ของจิต และ เจตสิก ในขณะที่ "รู้ความหมาย" หรือ "รู้อรรถ" ของสิ่งที่ปรากฏ.
ถ้าไม่มีจิต และ เจตสิก บัญญัติ มีได้ไหม.?ถ้ามีแต่ รูปธรรมเท่านั้น ไม่มีนามธรรมเลย จะมีบัญญัติหรือไม่.?
สภาพธรรม เป็นสิ่งที่พิจารณาได้ตามเหตุผลเพราะว่า รูปธรรม ไม่ใช่สภาพธรรมที่รู้อารมณ์แต่ จิตและเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์.
ฉะนั้น ถ้าจิตและเจตสิก ไม่เกิดขึ้น ก็ไม่มีการรู้อารมณ์และ ไม่มีการรู้บัญญัติ ด้วยหรือถ้ามีแต่ รูปธรรม ซึ่งไม่ใช่สภาพรู้อารมณ์ ก็ไม่มีการรู้บัญญัติ เช่นกัน.
.


ถาม
ขณะใดที่จิตรู้บัญญัติ คือ กำลังมีบัญญัติเป็นอารมณ์ ขณะนั้น เป็น มิจฉาทิฏฐิ หรือเปล่า.?
ตอบ
แล้วแต่ประเภทของจิต ที่กำลังมีบัญญัติ เป็นอารมณ์.
พระอริยบุคคลทั้งหลาย แม้มีบัญญัติเป็นอารมณ์

แต่ พระอริยุคคล ไม่มีความเห็นผิดในสภาพธรรม คือ ไม่มี "มิจฉาทิฏฐิ"เพราะว่าพระอริยบุคคลทั้งหลายดับ "ทิฏฐิเจตสิก" ได้แล้ว เป็นสมุจเฉท.
โลภมูลจิตทิฏฐิคต-วิปปยุตต์ ยินดีพอใจในอารมณ์ทุกอย่าง คือ พอใจในสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจและยังพอใจ ใน บัญญัติ-ของสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูกทางลิ้น ทางกาย และ ทางใจ ด้วย.
ในชีวิตปกติประจำวัน ขณะใดที่ไม่มีความเห็นผิดในเรื่องสภาพธรรมขณะนั้น ไม่ใช่ โลภมูลจิตทิฏฐิคต-สัมปยุตต์.
ขณะที่ยึดมั่นใน "บัญญัติต่างๆ " ด้วยความเห็นผิดว่า สิ่งที่เป็นบัญญัติ มีจริงๆ ขณะมี "ความเห็นอย่างนั้น" เป็น "สักกายทิฏฐิ"

เมื่อ บัญญัติ ไม่ใช่สภาพธรรม คือ ปรมัตถธรรมแต่ มีความเห็นผิด ว่า บัญญัติ เป็นสิ่งที่มีตัวตน คือ เป็นสัตว์ เป็นบุคคลต่างๆ เป็นวัตถุต่างๆ จึงเป็น "ความเห็นผิด" คือเป็น "สักกายทิฏฐิ"


เมื่อ "สักกายทิฏฐิ" ยังไม่ดับเป็นสมุจเฉทก็ย่อมจะเป็นปัจจัยให้เกิดความเห็นผิดต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก.!เช่น เห็นว่า กรรมไม่มี ผลของกรรมไม่มี ฯลฯ

เมื่อไม่รู้ว่าเป็นเพราะ "เหตุปัจจัย" ที่ทำให้ "สังขารธรรม"ทั้งหลายเกิดขึ้นก็เป็น "ปัจจัยให้เกิดความเห็นผิดต่างๆ "
ฉะนั้น ขณะใดก็ตาม ที่จิต มีบัญญัติเป็นอารมณ์ไม่ได้หมายความว่า ต้องมี "มิจฉาทิฏฐิ" เกิดร่วมด้วยเสมอไปเพราะว่า ขณะที่ "เป็นมิจฉาทิฏฐิ" ต้องเป็น ขณะที่ยึดมั่นในความเห็นผิดต่างๆ
.
ขออนุโมทนาขออุทิศกุศลแด่คุณพ่อ คุณแม่ และ สรรพสัตว์.


  ความคิดเห็น 1  
 
chatchai.k
chatchai.k
วันที่ 18 ก.ค. 2563

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ