จุลลกาลิงคชาดก [ขุททกนิกาย ชาดก]
 
orawan.c
orawan.c
วันที่  16 ส.ค. 2552
หมายเลข  13207
อ่าน  1,290

     แม้ท้าวสักกะ (พระอินทร์) ยังพยากรณ์ไม่เป็นไปตามนั้น เพราะไม่สามารถกั้นความพยายามของคนได้ จะกล่าวไปไยถึงหมอดู ที่จะต้องไปเชื่อตามคำพยากรณ์นั้น  ในเมื่อเรามีกรรมเป็นของตน ที่สำคัญความเพียร พยายาม ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะให้ผลกรรมด้วยครับ ผมยกชาดกให้อ่านเรื่องนึงนะ ยาวนิดแต่ดีมากครับ เกี่ยวกับ แม้ท้าวสักกะ (พระอินทร์) ยังพยากรณ์ไม่เป็นไปตามนั้น เพราะไม่สามารถกั้นความพยายามของคนได้

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔  - หน้าที่ 373

จุลลกาลิงคชาดก

        ในอดีตกาล  เมื่อพระเจ้ากาลิงคราชครองราชสมบัติอยู่ในพระนครทันตปุระ แคว้นกาลิงครัฐ.  พระราชาพระนามว่า อัสสกะครองราชสมบัติในนครโปตละ แคว้นอัสสกรัฐ. พระเจ้ากาลิงคะทรงสมบูรณ์ด้วยรี้พลและพาหนะ     แม้พระองค์เองก็มีกำลังดังช้างสารไม่เห็นผู้จะต่อยุทธ   พระองค์เป็นผู้ประสงค์จะทรงกระทำการรบ  จึงตรัสบอกแก่อำมาตย์ทั้งหลายว่า เรามีความต้องการจะทำการรบ แต่ไม่เห็นผู้จะต่อยุทธ เราจะกระทำอย่างไร. อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลว่าข้าแต่มหาร  มีอุบายอยู่อย่างหนึ่ง พระราชธิดาทั้ง ๔  ของพระองค์ ทรงพระรูปโฉมอันอุดม  พระองค์โปรดให้ประดับตกแต่งพระราชธิดาเหล่านั้น    แล้วให้นั่งในราชยานอันมิดชิด    แวดล้อมด้วยรี้พล   แล้วให้เที่ยวไปยังคามนิคม   และราชธานีทั้งหลาย  โดยป่าวร้องว่า   พระราชาพระองค์ใดจักมีพระประสงค์จะรับเอาไว้เพื่อตน  พวกเราจักทำการรบกับพระราชาพระองค์นั้น. พระราชาจึงทรงให้กระทำอย่างนั้น. ในสถานที่พระราชธิดาเหล่านั้นเสด็จไปแล้วๆ  พระราชาทั้งหลายไม่ยอมให้พระราชธิดาเหล่านั้นเข้าพระนคร เพราะความกลัวภัยพากันส่งเครื่องบรรณาการออกไป  แล้วให้ประดับอยู่เฉพาะภายนอกพระนคร. พระราชธิดาเหล่านั้นเสด็จเที่ยวไปตลอดทั่วชมพูทวีปด้วยอาการอย่างนี้  จนบรรลุถึงพระนครโปตละ แคว้นอัสสกรัฐ.  
      ฝ่ายพระเจ้าอัสสกะก็ทรงให้ปิดประตูพระนคร แล้วทรงส่งเครื่องบรรณาการออกไปถวาย.  อำมาตย์ของพระเจ้าอัสสกะนั้น ชื่อว่านันทเสนเป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาดในอุบาย. นันทเสนอำมาตย์นั้นคิดว่า ข่าวว่า พระราชธิดาของพระเจ้ากาลิงคราชเหล่านี้ เสด็จเที่ยวไปทั่วชมพูทวีปก็ไม่ได้ผู้จะต่อยุทธ  แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ชมพูทวีปก็ได้ชื่อว่าต่างจากนักรบ เราจักรบกับพระเจ้ากาลิงคราช.      นันทเสนอำมาตย์นั้นจึงไปยังประตูพระนครเรียกคนรักษาประตูมา เพื่อจะให้เขาเปิดประตูแก่พระราชธิดาเหล่านั้น  จึงกล่าวคาถาที่  ๑  ว่า:-

     ท่านทั้งหลายจงเปิดประตูถวาย เพื่อให้พระราชธิดาเหล่านั้นเสด็จเข้าภายในพระนคร  ซึ่งพระนครนี้ข้าพเจ้าชื่อว่านันทเสนผู้เป็นอำมาตย์ดุจราชสีห์ของพระเจ้าอรุณราช ผู้อันอาจารย์สั่งสอนไว้อย่างดี  ได้จัดการรักษาไว้ดีแล้ว.
     บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า  อรุณราชสฺส  ความว่า  พระราชาแม้พระองค์นั้น ในเวลาดำรงอยู่ในราชสมบัติ ทรงพระะนามว่า อัสสกะ ด้วยสามารถแห่งชื่อของแคว้นแต่พระนามว่า    อรุณ   เป็นนามที่ราชตระกูลประทานแก่พระราชานั้น.    ด้วยเหตุนั้น   นันทเสนอำมาตย์จึงกล่าวว่า   อรุณราชสฺส  ดังนี้.  
     บทว่า   สีเหน  แปลว่า    ผู้เป็นบุรุษดุจราชสีห์.   บทว่า  สุสิฏเน  แปลว่า  ผู้อันอาจารย์ทั้งหลายสั่งสอนดีแล้ว.   บทว่า   นนฺทเสเนน   ความว่า   อันเรา   ผู้ชื่อว่านันทเสน.
     ครั้นอำมาตย์นันทเสนนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว     จึงให้เปิดประตูรับพระราชธิดาทั้ง ๔  นั้นไปถวายพระเจ้าอัสสกะ แล้วกราบทูลว่า พระองค์อย่าทรงเกรงกลัวเลย  เมื่อมีการรบกัน ข้าพระองค์จักรู้ (รับอาสา) พระองค์โปรดทรงกระทำพระราชธิดาผู้ทรงพระรูปโฉมอันเลอเลิศเหล่านี้ให้เป็นพระอัครมเหสีเถิด  แล้วให้ประทานอภิเษกแก่พระราชธิดาเหล่านั้น  แล้วส่งราชบุรุษผู้มากับพระราชธิดาเหล่านั้นกลับไปด้วยพูดว่า  ท่านทั้งหลายจงกราบทูลพระราชาของท่านหมายถึงข้อที่พระเจ้าอัสสกะราชทรงตั้งพระราชธิดาทั้ง  ๔   ไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี.  ราชบุรุษเหล่านั้นไปกราบทูลให้ทรงทราบ  
      พระเจ้ากาลิงคราช  ทรงดำริว่า พระเจ้าอัสสกะนั้นชะรอยจะไม่ทราบกำลังของเราแน่นอน  จึงเสด็จออกด้วยกองทัพใหญ่ในขณะนั้นทันที.  นันทเสนอำมาตย์ทราบการเสด็จของพระเจ้ากาลิงคราช จึงส่งสาส์นไปว่า  ขอพระเจ้ากาลิงคราชจงอยู่เฉพาะแต่ในรัฐสีมาของพระองค์   อย่าล่วงล่ารัฐสีมาแห่งพระราชาของข้าพระองค์เข้ามา การสู้รบจักมีระหว่างแคว้นทั้งสอง. พระเจ้ากาลิงคราชทรงสดับสาส์นแล้วได้ทรงหยุดกองทัพ ไว้เฉพาะปลายพระราชอาณาเขตของพระองค์   ฝ่ายพระเจ้าอัสสกราชก็ได้ทรงหยุดกองทัพ  เฉพาะปลายราชอาณาเขตของพระองค์เหมือนกัน.
     ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤาษี  อยู่ที่บรรณศาลาระหว่างอาณาเขต     แห่งพระราชาทั้งสองนั้น.      พระเจ้ากาลิงคราชทรงพระดำริว่า      ธรรมดาสมณะทั้งหลายย่อมจะรู้อะไรๆ ดี   ใครจะรู้  อะไรจักมีชัยชนะหรือความปราชัยจักมีแก่ใคร      เราจักถามพระดาบสดู   จึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ด้วยเพศที่ใครๆ   ไม่รู้จัก        ไหว้แล้วนั่ง   ณ  ส่วนข้างหนึ่ง   กระทำปฏิสันถารแล้วถามว่า   ท่านผู้เจริญ   พระเจ้ากาลิงคะกับพระเจ้าอัสสกะประสงค์จะรบกัน           พากันตั้งทัพยันอยู่เฉพาะในรัฐสีมาของตนๆ   ในพระราชาทั้งของพระองค์นั้น         ใครจักมีชัยชนะ ใครจักปราชัยพ่ายแพ้.  พระดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า  ท่านผู้มีบุญมาก อาตมภาพไม่ทราบว่า    พระองค์โน้นชนะ   พระองค์โน้นพ่ายแพ้   แต่ท้าวสักกเทวราชเสด็จมาที่นี้    อาตมภาพถามท้าวสักกเทวราชนั้นแล้ว จักบอกให้ทราบ.  พรุ่งนี้ท่านมาฟังเอาเถิด. ท้าวสักกะเสด็จมาสู่ที่บำรุงพระโพธิสัตว์แล้วประทับนั่ง.    ทีนั้น  พระโพธิสัตว์จึงทูลถามเนื้อความกะท้าวสักกเทวราช     ท้าวเธอจึงตรัสทำนายว่า      ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระเจ้ากาลิงคราชจักมีชัย    พระเจ้าอัสสกะจักปราชัย  อนึ่ง  บุรพนิมิตนี้จักปรากฏ.     
     ในวันรุ่งขึ้น   พระเจ้ากาลิงคราชเสด็จมาถาม   แม้พระโพธิสัตว์ก็ทูลแก่พระเจ้ากาลิงคราชนั้น.       พระเจ้าถาลิงคราชไม่ตรัสถามเลยว่า บุรพนิมิตชื่อไรจักปรากฏ     ทรงหลีกลาไปด้วยพระทัยยินดีว่า  ท่านว่าเราจักชนะ.   เรื่องนั้นได้แพร่ไปแล้ว  พระเจ้าอัสสกะได้ทรงสดับเรื่องนั้นจึงรับสั่งให้เรียกอำมาตย์นันทเสนมา   แล้วรับสั่งว่า   เขาว่าพระเจ้ากาลิคราชจักชนะ    เราจักพ่ายแพ้   เราควรจะทำอย่างไรกัน นันทเสนอำมาตย์นั้นกราบทูลว่า     ข้าแต่มหาราช  ใครจะทราบข้อนั้น ได้ชัยชนะหรือความปราชัยจักเป็นของใคร       ขอพระองค์อย่าทรงคิดไปเลย  ครั้นกราบทูลเอาพระทัยพระราชาแล้ว   เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ไหว้แล้วนั่ง ณ  ส่วนข้างหนึ่ง.   ถามว่า ท่านผู้เจริญ ใครจักชนะ. ใครจักแพ้    พระโพธิสัตว์กล่าวว่า   พระเจ้ากาลิงคะจักชนะ  พระเจ้าอัสสกะจักแพ้     อำมาตย์นันทเสนถามว่า   ท่านผู้เจริญ   บุรพนิมิตอะไรจักมีแก่ผู้ชนะ   บุรพนิมิตอะไรจักมีแก่ผู้แพ้.    พระโพธิสัตว์กล่าวว่า   ท่านผู้มีบุญมาก  อารักขเทวดาขอพรผู้ชนะจักเป็นโคผู้ขาวปลอด   อารักขเทวดาของผู้แพ้จักเป็นโคผู้ดำปลอด อารักขเทวดาแม้ของทั้งสองฝ่ายรบกันแล้ว   จักทำความมีชัยและปราชัยกัน. 
      นันทเสนอำมาตย์ได้ฟัง ดังนั้น  จึงลุกขึ้นลาไป  พาทหารใหญ่ประมาณพันคนผู้เป็นสหายของพระราชา    ขึ้นไปยังภูเขาในที่ไม่ไกลนัก   แล้วถามว่า       ผู้เจริญทั้งหลาย   พวกท่านจักอาจเพื่อถวายชีวิตแก่พระราชาของพวกเราได้หรือไม่.   ทหารใหญ่เหล่านั้นกล่าวว่า   พวกเราจักสามารถถวายได้.  นันทเสนอำมาตย์กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นพวกท่านจงโดดลงไปในเหวนี้. ทหารใหญ่เหล่านั้นได้เตรียมจะโดดลงเหว.    นันทเสนอำมาตย์จึงห้ามทหารใหญ่เหล่านั้นแล้วกล่าวว่า  อย่าโดดลงเหวนี้เลย   ท่านทั้งหลายเป็นผู้มีขวัญดี     ไม่ถอยหลัง       ช่วยกันรบเพื่อถวายชีวิตแก่พระราชาของเราทั้งหลายเถิด  ทหารใหญ่เหล่านั้นรับคำแล้ว.    ครั้นเมื่อสงครามประชิดกัน     พระเจ้ากาลิงคราชทรงวางพระทัยว่า   นัยว่าเราจักชนะ    แม้หมู่พลนิกายของพระองค์ก็พากันวางใจว่า   เขาว่าพวกเราจักมีชัยชนะ  จึงไม่ทำการผูกสอด    เป็นพรรคเป็นพวก  พากันหลีกไปตามความชอบใจในเวลาจะกระทำความเพียรพยายามก็ไม่ทำ.       
      ฝ่ายพระราชาทั้งสองพระองค์เสด็จขึ้นทรงม้าเข้าไปหากันและกันด้วยหมายมั่นว่า     จักต่อยุทธ. อารักขเทวดาของพระราชาทั้งสองออกไปข้างหน้า อารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะเป็นโคผู้ขาวปลอดอารักขเทวดาของพระเจ้าอัสสกะ  เป็นโคผู้ดำปลอด.  โคผู้แม้เหล่านั้นแสดงอาการต่อสู้เข้าไปหากันและกัน  ก็โคผู้เหล่านั้นย่อมปรากฏเฉพาะแก่พระราชาทั้งสองพระองค์เท่านั้น ไม่ปรากฏแก่คนอื่น.  อำมาตย์นันทเสนทูลถามพระเจ้าอัสสกะ ว่า        ข้าแต่มหาราช      อารักขเทวดาปรากฏแก่พระองค์แล้วหรือยัง.
     พระเจ้าอัสสกะตรัสว่า    เออปรากฏ.     นันทเสน     ปรากฏโดยอาการอย่างไร.     พระเจ้าอัสสกะ     อารักขเทวดาขอพระเจ้ากาลิงคะปรากฏเป็นโคผู้ขาวปลอด      อารักขเทวดาของเราปรากฏเป็นโคผู้ดำปลอด.
     นันทเสนอำมาตย์กราบทูลว่า   ข้าแต่มหาราช     พระองค์อย่าทรงเกรงกลัวเลย    พวกเราจักชนะ    พระเจ้ากาลิงคะจักพ่ายแพ้    พระองค์จงเสด็จลุกจากหลังม้า  ทรงถือพระแสงหอกนี้   เอาพระหัตถ์ซ้ายแตะด้านท้องม้าสินธพที่ศึกษาดีแล้วรีบไปพร้อมกับบุรุษพันคนนี้           เอาหอกประหารอารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะให้ล้มลง    ต่อแต่นั้น    พวกข้าพระองค์ประมาณหนึ่งพัน      จักประหารด้วยหอกพันเล่ม     เมื่อทำอย่างนี้  อารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะจักฉิบหาย  จากนั้น  พระเจ้ากาลิงคะจักพ่ายแพ้  พวกเราจักชนะ  พระราชาทรงรับว่าได้  แล้วเสด็จไปเอาหอกแทงตามสัญญาที่นันทเสนอำมาตย์ถวายไว้   ฝ่ายอำมาตย์ทั้งหลายก็แทงด้วยหอกพันเล่ม.     อารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะก็ถึงแก่ความตาย   ณ  ที่นั้นนั่นเอง.    ทันใดนั้น   พระเจ้ากาลิงคะก็ทรงพ่ายแพ้เสด็จหนีไป. อำมาตย์ทั้งหลายพันคนเห็นพระเจ้ากาลิงคะเสด็จหนีไปก็พากันโห่ร้องว่า      พระเจ้ากาลิงคราชหนี.      พระเจ้ากาลิงคะทรงกลัวต่อมรณภัยเสด็จหนีไป    เมื่อจะทรงด่าพระดาบสนั้น  จึงกล่าวคาถาที่  ๒  ว่า :-

     แน่ะดาบสโกง     ท่านได้พูดไว้อย่างนี้ ว่า     ชัยชนะจักมีแก่พวกพระเจ้ากาลิงคราชผู้สามารถย่ำยีบุคคลที่ใคร ๆ  ย่ำยีไม่ได้    ความปราชัยไม่ชนะจักมีแก่พวกพระเจ้าอัสสกะ ชนทั้งหลายผู้ซื่อตรง  ย่อมไม่พูดเท็จ.

     บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  อสยฺหสาหิน  ได้แก่  ผู้สามารถเพื่อย่ำยีบุคคลที่ใคร ๆ ย่ำยีไม่ได้       คือย้ำยีได้ยาก.   บทว่า   อิจฺเจวเต  ภาสิต ความว่า  ดูก่อนดาบสโกง  ท่านรับเอาค่าจ้างแล้วพูดอย่างนี้กะพระราชาผู้พ่ายแพ้ว่า    จักชนะ     และพูดกะพระราชาผู้ชนะว่าจักแพ้.

     บทว่า   น   อุชุภูตา  ความว่า  ชนเหล่าใดเป็นผู้ซื่อตรงด้วยกาย  วาจาและใจ   ชนเหล่านั้นย่อมไม่พูดเท็จอย่างนี้.

     พระเจ้ากาลิงคราชนั้น   เมื่อด่าพระดาบสอย่างนี้     แล้วก็เสด็จหนีไปยังพระนครของพระองค์    ไปอาจที่จะเหลียวมามองดู.   แต่นั้นเมื่อล่วงไป  ๒-๓ วัน   ท้าวสักกะได้เสด็จมายังที่บำรุงของพระดาบส.

     พระดาบสเมื่อจะทูลกับท้าวเธอ   จึงกล่าวคาถาที่  ๓  ว่า :- ข้าแต่ท้าวสักกะ      เทวดาทั้งหลายยังประพฤติล่วงมุสาวาทอีกหรือ  พระองค์ควรกระทำถ้อยคำให้จริงแต่แน่นอนมิใช่หรือ ข้าแต่ท้าวมั่ฆวาฬผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน  พระองค์ทรงอาศัยเหตุอะไรหรือ  จึงได้ตรัสมุสา.

     บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   ตนฺเต  มุส   กาสิต  ความว่าคำใดพระองค์ตรัสไว้แก่อาตมภาพ      คำนั้นพระองค์ทรงทำมุสาวาทอันหักรานประโยชน์ตรัสเท็จไว้ พระองค์ทรงอาศัยเหตุอะไรหรือจึงตรัสคำนั้นอย่างนั้น.

     ท้าวสักกะทรงสดับดังนั้นจึงตรัสคาถาที่  ๔  ว่า :-  ดูก่อนพราหมณ์        เมื่อชนทั้งหลายพูดกันอยู่    ท่านก็เคยได้ยินแล้วมิใช่หรือว่า เทวดาทั้งหลายย่อมเกียดกันความพยายามของลูกผู้ชายไม่ได้   ความข่มใจ  ความตั้งใจแน่วแน่   ความไม่แตกสามัคคีกัน   ความไม่แก่งแย่งกัน     การรุกในกาลควรรุก     ความเพียรมั่นคง   และความบากบั่นของลูกผู้ชาย(มีอยู่ในพวกพระเจ้าอัสสกะ) เพราะเหตุนั้นแหละ   ชัยชนะจึงมีแก่พวกพระเจ้าอัสสกะ.

     คาถาที่ ๔  นั้น  มีอธิบายดังนี้ :-      ดูก่อนท่านพราหมณ์   เมื่อเขาพูดกันอยู่ในที่นั้นๆ    ท่านไม่เคยได้ยินคำนี้หรือว่า   เทวดาทั้งหลายย่อมไม่เกียดกันคือไม่ริษยาความบากบั่นของลูกผู้ชาย  ความข่มใจกล่าว คือความทรมานตน    เช่นการทำความเพียรพยายามของพระเจ้าอัสสกะ ความมีใจไม่แตกแยกกันโดยมีความสามัคคีกัน          ความมีใจตั้งมั่นไม่แตกแยกกัน     ความไม่แก่งแย่งกันในเวลาทำความเพียรแห่งพวกสหายของพระเจ้าอัสสกะ  ความไม่ย่อท้อ   เหมือนพวกคนของพระเจ้ากาลิงคะ แยกเป็นพวก ๆ   ย่นย่อ  ฉะนั้น      อนึ่ง     ความเพียรพยายามและความบากบั่นแห่งลูกผู้ชาย    ของตนผู้มีจิตใจแตกแยกกัน      ได้เป็นคุณธรรมอันมั่นคง        เพราะความเป็นผู้มีความสมัครสมานกัน      เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ   ชัยชนะจึงได้มีแก่พวกพระเจ้าอัสสกะ.

     ก็แหละเมื่อพระเจ้ากาลิงคราชหนีไปแล้ว     พระเจ้าอัสสกราชให้กวาดต้อน   (เชลยและยุทธภัณฑ์)      แล้วเสด็จไปยังพระนครของพระองค์.      อำมาตย์นันทเสนส่งสาส์นไปถวายพระเจ้ากาลิงคราชว่า พระองค์จงส่งส่วนทรัพย์มรดกไปถวายพระราชธิดาทั้ง ๔ พระองค์นี้ ถ้าไม่ทรงส่งไป พวกเราจักรู้กิจที่จะต้องทำในข้อนี้. พระเจ้ากาลิงคราชได้ทรงสดับข่าวสาสน์นั้นแล้ว   ทั้งกลัวทั้งสะดุ้งหวาดเสียว  จึงส่งพระราชทรัพย์มรดกที่พระราชธิดาเหล่านั้นจะพึงได้ไปประทาน.   จำเดิมแต่นั้นมา   พระราชาทั้งสอง   ก็อยู่อย่างสมัครสมานกัน

     พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงทรงประชุมชาดกว่า.   พระราชธิดาของพระเจ้ากาลิงคราชในกาลนั้น  ได้เป็นภิกษุณีสาวเหล่านี้ ในบัดนี้   อำมาตย์นันทเสนในครั้งนั้น  ได้เป็นพระสารีบุตรในบัดนี้  ส่วนดาบสในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต  ฉะนี้แล.

จบ  อรรถกถาจุลลกาลิงคชาดกที่  ๑


Tag  จุลลกาลิงคชาดก

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
suwit02
วันที่ 20 ส.ค. 2552

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
พร้อมเสมอ
วันที่ 27 ส.ค. 2555
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทนามิ
 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ