สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงดำรงอยู่ด้วยอาหาร
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่  4 ส.ค. 2552
หมายเลข  13090
อ่าน  1,946

  พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 270
 
                           สพฺเพ  สตฺตา  อาหารฏฺฐิติกา                 สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง  ดำรงอยู่ด้วยอาหาร

คำว่า  สพฺเพ สตฺตา  หมายถึงสัตว์ทั้งปวงในภพทั้งปวง  เช่น  ในกามภพเป็นต้น  ในสัญญีภพเป็นตัน  และในเอกโวการภพเป็นนั้น.คำว่า อาหารฎฐิติกา มีบทนิยามว่า สัตว์เหล่านั้นดำรงอยู่ได้เพราะอาหารดังนั้น  จึงชื่อว่า  อาหารฏฺฐิติกา  ผู้ดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร.   อาหารย่อม

เป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่ได้แห่งสรรพสัตว์   ด้วยประการดังนี้.   พระเถระ

แสดงความหมายว่า  "ท่านทั้งหลาย  ธรรมหนึ่ง  คือ  สัตว์ทั้งหลายดำรง

อยู่ได้เพราะอาหารนี้   พระศาสดาของเราทั้งหลาย  ทรงทราบตามความ

เป็นจริงแล้ว ได้ตรัสได้เป็นอันถูกต้อง".  ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ คำที่ตรัสไว้ว่า

"เทพจำพวกอสัญญสัตตะ   เป็นอเหตุกะ  ไม่มีอาหาร  ไม่มีผัสสะ"   ดังนี้

เป็นต้น  จะมิเป็นอันคลาดเคลื่อนไปละหรือ. ไม่คลาดเคลื่อน ทั้งนี้เพราะ

เทพพวกนั้นก็มีฌานเป็นอาหาร.    ถึงอย่างนั้นก็เถอะ,   แม้คำที่ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     อันว่าอาหารเพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์ทั้งหลาย

ที่เกิดมาแล้ว หรือ เพื่อการตามประคับประคองพวกสัมภเวสีทั้งหลาย    มี

อยู่  ๔  อย่าง    ๔  อย่างอะไรบ้าง    ๑.  กพฬิงการาหาร   จะหยาบก็ตาม

ละเอียดก็ตาม   ๒. ผัสสาหาร ๓. มโนสัญเจตนาหาร ๔. วิญญาณาหาร"

ดังนี้  ก็คลาดเคลื่อน.  แม้คำนี้ก็ไม่คลาดเคลื่อน. เพราะว่าในพระสูตรนั้น

ตรัสธรรมทั้งหลาย   ที่มีลักษณะเป็นอาหารโดยตรงนั่นแลว่า   "อาหาร".

แต่ในที่นี้ตรัสเรียกปัจจัยโดยอ้อมว่า "อาหาร" จริงอยู่  ปัจจัยควรจะได้แก่

ธรรมทั้งปวง.  และปัจจัยนั้น  ยังผลใด ๆ ให้เกิด  ก็ย่อมชื่อว่านำมาซึ่งผล

นั้น ๆ เพราะฉะนั้น จึงเรียกได้ว่า  อาหาร.    ด้วยเหตุนั้นแล  จึงตรัสไว้ว่า

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  แม้อวิชชา  เราก็กล่าวว่ามีอาหาร  มิใช่ไม่มีอาหาร,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็อะไรเล่าเป็นอาหารของอวิชชา,       ควรจะกล่าว

นิวรณ์  ๕  เป็นอาหารของอวิชชา,     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   แม้นิวรณ์  ๕

เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิใช่ไม่มีอาหาร, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าเป็น

อาหารของนิวรณ์  ๕, ควรจะกล่าวว่า  อโยนิโสมนสิการ  เป็นอาหารของ

นิวรณ์  ๕"  ดังนี้,  อาหารคือปัจจัยนี้ ประสงค์เอาในพระสูตรนี้.   ก็เมื่อถือ

เอาปัจจัยเป็นอาหารอย่างหนึ่งแล้ว   ก็ย่อมเป็นอันถือเอาทั้งหมด       ทั้ง

อาหารโดยอ้อม  ทั้งอาหารโดยตรง.       ในอสัญญภพนั้น  ย่อมได้ปัจจัย

อาหาร.

          ท่านกล่าวคำนี้ไว้แล้วมิใช่หรือว่า  "ปัจจัยคืออาหาร" เพราะฉะนั้น

สัตว์เหล่านั้นเกิดในนรกด้วยกรรมใด      กรรมนั้นนั่นเองจัดว่าเป็นอาหาร

เพราะเป็นปัจจัยแห่งความดำรงอยู่ของสัตว์เหล่านั้น    ดังที่ตรัสมุ่งหมาย

ถึงไว้ว่า     "จะยังไม่สิ้นชีวิตตราบเท่าที่บาปกรรมอันนั้น  ยังไม่หมดสิ้น".

และในที่นี้ไม่ควรจะต้องโต้เถียงกัน ด้วยเรื่องกพฬิงการาหาร.       เพราะแม้แต่น้ำลายที่เกิดในปาก ก็ยังให้สำเร็จกิจในเชิงอาหารแก่สัตว์เหล่านั้น

ได้.   จริงอยู่ น้ำลายนั้น ในนรกนับว่าเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ในสวรรค์

นับว่าเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา   จัดว่าเป็นปัจจัยได้.

          ดังนั้น  ในกามภพโดยตรงมีอาหาร ๔ อย่าง  ในรูปภพและอรูปภพยกเว้นอสัญญสัตตะ    ที่เหลือนอกนั้น  มีอาหาร  ๓  อย่าง,         สำหรับอสัญญสัตตะ  และเทพอื่น ๆ ( นอกจากที่กล่าวแล้ว)    มีอาหารคือปัจจัย

อาหาร  ด้วยประการดังนี้.   พระเถระกล่าวปัญหาข้อหนึ่งว่า   สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร  ด้วยอาหาร  ตามที่แสดงมานี้แล้ว       ได้แก้ไข

ปัญหาข้อที่ ๒ ว่า "สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะสังขาร"  ดังนี้  โดยมิได้

กำหนด


Tag  อาหาร อาหารฏฺฐิติกา

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
suwit02
วันที่ 5 ส.ค. 2552

 

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
swanjariya
วันที่ 4 พ.ย. 2555

ขอบพระคุณยิ่งและอนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ