อาทีนวญาณ [อรรถกถาอาทีนวญาณุทเทส]
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่  4 ส.ค. 2552
หมายเลข  13085
อ่าน  926

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑- หน้าที่ 56
            
                
๘.   อรรถกถาอาทีนวญาณุทเทส

                      ว่าด้วย  อาทีนวญาณ

           คำว่า   ภยตูปฏฺเน  ปญฺญา    มีความว่า   ปัญญาในการปรากฏ

ขึ้นแห่งอุปปาทะความเกิด  ปวัตตะความเป็นไป  นิมิตเครื่องหมาย  อายู-

หนาการประมวลมา   และปฏิสนธิการเกิดในภพใหม่     โดยความเป็นภัย

คือในการเข้าไปยึดถือว่ามีภัยปรากฏอยู่เฉพาะหน้า       โดยการประกอบ

ด้วยความเบียดเบียนอยู่เนือง ๆ.    ย่อมปรากฏโดยความเป็นภัย    ฉะนั้น

จึงชื่อว่า   ภยตูปัฏฐาน   คืออารมณ์.   ปัญญา   ในภยตูปัฏฐานนั้น.   อีก

อย่างหนึ่ง   ชื่อว่า   ภยตูปัฏฐาน   คือปัญญา      เพราะอรรถว่า   ปรากฏ

โดยความเป็นภัย        คำนั้นย่อมเป็นคำอธิบาย      อันท่านกล่าวแล้วว่า

ภยตูปัฏฐาน.

            คำว่า  อาทีนเว าญํ  เป็นภุมมวจนะ  คือสัตตมีวิภัตติ.   เพราะ

พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้กล่าวไว้ว่า

                      ธรรมเหล่านั้น   คือ   ปัญญาในความปรากฏ

            โดยความเป็นภัย  ๑,   อาทีนวญาณ  ๑,  นิพพิทา-

            ญาณ  ๑,   มีอรรถอย่างเดียวกัน    ต่างกันแต่พยัญ-

            ชนะเท่านั้น ๑.

            แม้จะกล่าวเพียงคำเดียว   ( ญาณเดียว )     ก็ย่อมเป็นอันกล่าว

ทั้ง  ๓  โดยประเภทแห่งการกำหนด        ดุจมุญจิตุกัมยตาญาณเป็นต้น

ฉะนั้น    แม้ไม่กล่าวว่า    เมื่อภยตูปัฏฐานและอาทีนวานุปัสสนา   สำเร็จ

แล้ว   นิพพิทานุปัสสนา   ก็ย่อมสำเร็จ    ดังนี้   ก็พึงทราบว่า     เป็นอัน

กล่าวแล้วทีเดียว.


Tag  อาทีนวญาณ

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 4 ส.ค. 2552

                        
                              สังขารทั้งหลาย     อันจำแนกไว้ในภพ  ๓,   กำเนิด ๔,    คติ  ๕,

วิญญาณฐิติ  ๗,  และสัตตาวาส  ๙   ย่อมปรากฏเป็นมหาภัยแก่พระโยคี

บุคคลผู้เสพอยู่    เจริญอยู่     กระทำให้มากอยู่ซึ่งภังคานุปัสสนามีความ

ดับไปแห่งสังขารทั้งปวงเป็นอารมณ์      เหมือนอย่างสีหะ,      เสือโคร่ง,

เสือเหลือง,  หมี,  เสือดาว,  ยักษ์,  รากษส, โคดุ,  สุนัขดุ, ช้างซับมันดุ,

งูดุ,  ฟ้าผ่า,  ป่าช้า, สมรภูมิ,  หลุมถ่านเพลิงที่คุกรุ่น เป็นต้น ย่อมปรากฏ

เป็นภัยใหญ่แก่บุรุษผู้กลัวภัยใคร่มีชีวิตอยู่เป็นสุข,       ภยตูปัฏฐานญาณ

ย่อมเกิดขึ้นได้ในฐานะนี้แก่พระโยคีบุคคลผู้เห็นอยู่ว่า    สังขารทั้งหลาย

ในอดีตก็ดับไปแล้ว,   ในปัจจุบันก็กำลังดับ,   ถึงแม้ในอนาคตก็จักดับไป

อย่างนี้เหมือนกัน      

          ในภพ,  กำเนิด,   คติ,   ฐิติ,      และสัตตาวาสทั่วทุกแห่งหน   ที่

ต้านทาน   ที่ซ่อนเร้น   ที่ไป  ที่พึ่ง  ย่อมไม่ปรากฏเลยแก่พระโยคีบุคคล

ผู้เสพอยู่เจริญอยู่กระทำให้มากอยู่     ซึ่งภยตูปัฏฐานญาณนั้น,      ความ

ปรารถนาก็ดี     ความถือมั่นก็ดี    ย่อมไม่มีในสังขารทั้งหลายอันมีในภพ,

กำเนิด,   คติ,  ฐิติ,   นิวาสะ    แม้สักสังขารเดียว,      ภพทั้ง ๓   ปรากฏ

ดุจหลุมถ่านเพลิงที่เต็มด้วยถ่านเพลิงไม่มีเปลว,   มหาภูตรูป  ๔  ปรากฏ

ดุจอสรพิษที่มีพิษร้าย,  ขันธ์  ๕    ปรากฏดุจเพชฌฆาตที่กำลังเงื้อดาบ,

อัชฌัตติกายตนะ ๖  ปรากฏดุจเรือนว่างเปล่า,  พาหิรายตนะ  ๖  ปรากฏ

ดุจโจรปล้นชาวบ้าน,   วิญญาณฐิติ   ๗   และสัตตาวาส  ๙   ปรากฏดุจ

ถูกไฟ  ๑๑  กองลุกเผาอยู่โชติช่วง,     สังขารทั้งหลายทั้งปวงปรากฏแก่

ผู้นั้นเหมือนเป็นฝี, เป็นโรค, เป็นลูกศร, เป็นไข้, เป็นอาพาธ,  ปราศจาก

ความแช่มชื่น,  หมดรส,   เป็นกองแห่งโทษใหญ่    เป็นเหมือนป่าชัฏที่มี

สัตว์ร้าย      แม้จะตั้งขึ้นโดยอาการที่น่ารื่นรมย์แก่บุรุษผู้กลัวภัย  ใคร่จะมี

ชีวิตอยู่เป็นสุข   เป็นเหมือนถ้ำที่มีภูเขาไฟพ่นอยู่,  เป็นเหมือนสระน้ำที่มี

รากษสสิงสถิตอยู่     เป็นเหมือนข้าศึกที่กำลังเงื้อดาบขึ้น.    เป็นเหมือน

โภชนะที่เจือด้วยยาพิษ,     เป็นเหมือนหนทางที่เต็มไปด้วยโจร,     เป็น

เหมือนเรือนที่ไฟติดทั่วแล้ว,       เป็นเหมือนสนามรบที่เหล่าทหารกำลัง

ต่อยุทธกัน.

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 4 ส.ค. 2552


          เหมือนอย่างว่า     บุรุษนั้น      อาศัยภัยมีป่าชัฏที่เต็มไปด้วยสัตว์

ร้ายเป็นต้นเหล่านี้    กลัวแล้ว    ตกใจแล้ว    ขนลุกชูชัน   ย่อมเห็นโทษ

อย่างเดียวรอบด้าน      ฉันใด,         พระโยคาวจรนั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ครั้นเมื่อสังขารทั้งปวงปรากฏแล้ว  โดยความเป็นภัยด้วยอำนาจภังคานุ-

ปัสสนา       ก็ย่อมเห็นแต่โทษอย่างเดียวปราศจากรสหมดความแช่มชื่น

อยู่รอบด้าน.   อาทีนวานุปัสสนาญาณ  ย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคีบุคคลนั้น

ผู้เห็นอยู่อย่างนี้.

          พระโยคีบุคคลนั้น        เมื่อเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นโทษ

อย่างนี้  ย่อมเบื่อหน่าย  กระวนกระวาย  ไม่ยินดีในสังขารทั้งหลาย  อันมี

ประเภทในภพ,   กำเนิด,    คติ,   วิญญาณฐิติ,    และสัตตาวาสทั้งปวง.

เหมือนอย่างว่าพญาหงส์ทองผู้ยินดีเฉพาะเชิงเขาจิตรกูฏ    ย่อมไม่ยินดี

บ่อน้ำแถบประตูบ้านคนจัณฑาลซึ่งไม่สะอาด,   ย่อมยินดีเฉพาะสระใหญ่

ทั้ง  ๗ เท่านั้น    ฉันใด,   พญาหงส์คือพระโยคีนี้      ย่อมไม่ยินดีสังขาร

อันมีประเภทต่าง ๆ  ล้วนแล้วด้วยโทษอันตนเห็นแจ่มแจ้งแล้ว,   แต่ย่อม

ยินดียิ่งในอนุปัสสนา ๗ เท่านั้น  เพราะยินดีในภาวนา คือเพราะประกอบ

ด้วยความยินดีในภาวนาก็ฉันนั้นเหมือนกัน.       และเหมือนสีหะมิคราชา

ถูกจับขังไว้ แม้ในกรงทองก็ไม่ยินดี,        แต่ย่อมยินดีในหิมวันตประเทศ

อันกว้างใหญ่ถึง   ๓,๐๐๐   โยชน์    ฉันใด,    สีหะคือพระโยคีบุคคลแม้นี้

ย่อมไม่ยินดีแม้ในสุคติภพทั้ง  ๓     แต่ย่อมยินดีในอนุปัสสนา ๓ เท่านั้น

          อนึ่ง  เหมือนพญาช้างฉัททันต์ เผือกผ่องทั้งตัว มีที่ตั้งดี ๗ สถาน

มีฤทธิ  เหาะไปในเวหาส  ย่อมไม่ยินดีในใจกลางพระนคร,   แต่ย่อมยินดี

ในสระใหญ่ชื่อฉัททันต์เท่านั้น     ฉันใด,      พระโยคีบุคคลเพียงดังช้าง

ตัวประเสริฐนี้    ย่อมไม่ยินดีในสังขารธรรมแม้ทั้งปวง,     แต่ย่อมยินดีใน

สันติบทคือพระนิพพานเท่านั้น         อันเท่าแสดงแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า

การไม่เกิดขึ้น   เป็นการปลอดภัย  ๑,        มีใจน้อมไปโน้มไปเงื้อมไปใน

สันติบทคือพระนิพพานนั้น.   นิพพิทานุปัสสนาญาณย่อมเป็นอันเกิดขึ้น

แล้วแก่พระโยคีนั้น   ด้วยเหตุเพียงเท่านี้    ด้วยประการฉะนี้.

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
suwit02
วันที่ 5 ส.ค. 2552

 

สังขารทั้งหลายในอดีตก็ดับไปแล้ว,  

ในปัจจุบันก็กำลังดับ,   ถึงแม้ในอนาคตก็จักดับไปอย่างนี้เหมือนกัน   

 

สาธุ   

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ