Print 
ภิกษุที่ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวก
 
บ้านธัมมะ
วันที่  6 พ.ค. 2552
หมายเลข  12244
อ่าน  3,340

 

  ในอังคุตตรนิกาย  ปัญจกนิบาต   อรัญญวัคคที่ ๔   อรัญญกสูตรพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุที่ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้ ๕ จำพวกเป็นไฉน คือ ...  
     ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะโง่เขลา เพราะหลงงามงาย ๑  มีปรารถนาลามกถูกความอยากครอบงำจึงถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๑   ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะเป็นบ้าเพราะจิตฟุ้งซ่าน ๑   ถืออยู่ป่าเป็นวัตร  เพราะรู้ว่าเป็นวัตรอันพระพุทธเจ้าและสาวกแห่งพระพุทธเจ้าสรรเสริญ ๑   ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปราถนาน้อย  ความสันโดษ ความขัดเกลา ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้ ๑

     ข้อความต่อไปมีว่า ....                
     ดูกร ภิกษุทั้งหลาย  บรรดาภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้แลภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด  ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้ เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด  และดีกว่าภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ พวกนี้  เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากโค นมส้มเกิดจากนมสด เนยข้นเกิดจากนมส้ม เนยใสเกิดจากเนยข้น  หัวเนยใสเกิดจากเนยใส   หัวเนยใสชาวโลกย่อมกล่าวว่าเป็นยอดในจำพวกโครส ๕ เหล่านั้นฉันใด  บรรดาภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้  ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้  เป็นเลิศ ประเสริฐ  เป็นประธานสูงสุดและดีกว่าภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน

จบสูตรที่ ๑

     ทำไมจึงมีภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร  เพราะโง่เขลา  เพราะหลงงมงาย   บางท่านคิดว่าอยู่ป่าแล้วก็จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม  ผู้ที่เข้าใจอย่างนั้นเป็นผู้อยู่ป่าเพราะโง่เขลาหรือเพราะงมงายหรือไม่ ?  ถ้าเข้าใจเหตุผลแล้วจะเห็นว่าไม่มีชีวิตใดที่ประเสริฐยิ่งกว่าบรรพชิตผู้สละชีวิตฆราวาส  ไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาค  ซึ่งไม่ใช่การไปสู่สำนักปฏิบัติเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เพื่อต้องการบรรลุมัคค์ผล เพราะคิดว่าการไปทำวิปัสสนาที่สำนักปฏิบัติซึ่งไม่ใช่อัธยาศัยจริง ๆนั้นจะเป็นเหตุให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ ซึ่ งถ้าเป็นจริงเช่นนั้น คฤหหัสภ์ที่ไปทำวิปัสสนาที่สำนักปฏิบัติก็ควรแก่การสรรเสริญยิ่งกว่าพระภิกษุในสำนักของพระผู้มีพระภาค ซึ่งท่านมีชีวิตตามปรกติธรรมดาตามพระวินัยบัญญัติ คือ บิณฑบาตฟังธรรม สนทนาธรรม และกระทำกิจต่างๆ ของสงฆ์ด้วย

  : ที่ว่าไม่ใช่อัธยาศัยนี้ก็เข้าใจ  แต่ถ้าจะฝืนอัธยาศัยไม่เป็นการสมควรหรือ?

  อันนี้ต้องพิจารณาเหตุผลให้ถูกต้อง มีพระภิกษุจำนวนมากทีเดียวที่ไม่ได้อยู่ป่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงบังคับให้เจริญสติปัฏฐานในป่า หรือในห้อง หรือในสถานที่ที่ไม่ให้ทำกิจอะไรเลย พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญการอยู่ป่า ทรงสรรเสริญการไม่คลุกคลี ทรงสรรเสริญทุกอย่างที่ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดโลภะ โทสะ โมหะ  แต่มิได้ทรงบังคับ มิได้ทรงวางกฏเกณฑ์ในการอบรมเจริญปัญญา  เพราะพระองค์ทรงรู้อัธยาศัยของสัตว์โลก   พระองค์ทรงแสดงธรรมให้พุทธบริษัทเข้าใจสภาพธรรมถูกต้อง  เพื่อขัดเกลากิเลสที่มีอยู่ ตามปรกติ ตามความเป็นจริง  ด้วยการเจริญสติปัฏฐานตามเพศของบรรพชิตและคฤหัสถ์   เมื่อสติระลึกรู้พิจารณาศึกษาลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยนั้น  ก็จะสังเกตได้ว่าค่อยๆ ละนิสัยเก่าที่เคยเพลินไปทางตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ ไปทีละน้อย เป็นอัธยาศัยจริงๆ ไม่ใช่ฮวบฮาบเป็นพักๆ ไม่ใช่อย่างที่บางท่านกล่าวว่า สถานที่ปฏิบัตินั้นไม่ควรทาสีเพราะทำให้เกิดโลภะ  แต่พอกลับบ้านก็ทาสีบ้าน ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ตามอัธยาศัยแท้จริงที่สะสมมา

     พระผู้มีพระภาคอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรมซึ่งเป็นสัจจธรรม เป็นความจริงเพี่อให้เกิดความเห็นถูกในเหตุและผลของสภาพธรรมทั้งหลาย ทรงแสดงการอบรมเจริญปัญญาด้วยการเจริญสติปัฏฐาน เพื่อละคลายอนุสัยกิเลสที่ประจำอยู่ในจิต ซึ่งเกิดดับสืบต่อกันมาในอดีตอนันตชาติจนถึงขณะนี้ อวิชชาความไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรม และความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนนั้นเป็นอนุสัยกิเลส  ไม่ว่าจะเห็นขณะใด ได้ยินขณะใดลิ้มรส รู้โผฐฐัพพะ คิดนึก สุข ทุกข์ ขณะใด ก็ยึดถือว่าเป็นตัวตนทั้งสิ้น

     ฉะนั้น ทางเดียวที่จะละอนุสัยกิเลสได้ ก็คือ เจริญสติ พิจารณารู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ และรู้ชัดขึ้นเป็นลำดับจนถึงวิปัสสนาญาณขั้นที่๑ คือ นามรูปปริจเฉทญาณ  ซึ่งเป็นความสมบูรณ์ของปัญญา ที่ประจักษ์แจ้งลักษณะต่างกันของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏในขณะนั้น

     การอบรมเจริญปัญญา ไม่ใช่การพยายามสร้างทุกข์ให้เกิดขึ้นด้วยการนั่ง นอน ยืน เดินนานๆ เพื่อให้เกิดทุกขเวทนา  แต่เป็นการระลึกรู้พิจารณาศึกษาลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม  ที่กำลังปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ตามปรกติ ตามความจริง   ซึ่งเกิดขึ้นแล้วตามเหตุปัจจัย  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม 

ดาวน์โหลดหนังสือ   -->  ปรมัตถธรรมสังเขป


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
suwit02
วันที่ 6 พ.ค. 2552 16:30 น.

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
เข้าใจ
เข้าใจ
วันที่ 26 มิ.ย. 2555 00:20 น.

กราบขอบพระคุณครับ

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
edu
วันที่ 27 มิ.ย. 2555 21:38 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับผม...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
วิริยะ
วันที่ 19 เม.ย. 2561 15:17 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
นายเอกชัย
นายเอกชัย
วันที่ 23 พ.ค. 2561 08:41 น.

ขออนุโมทนาครับ 

ขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ