Print 
อานาปานสติ
 
บ้านธัมมะ
วันที่  9 ธ.ค. 2551
หมายเลข  10629
อ่าน  3,150

     อาน (ลมหายใจออก) + อปาน (ลมหายใจเข้า) + สติ (การระลึก) สติที่มีลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ หมายถึง กรรมฐาน (ที่ตั้งแห่งการงานทางใจ) อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นได้ทั้งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา
     อานาปานสติที่เป็นสมถภาวนา มีลมหายใจที่เป็นบัญญติเป็นอารมณ์ ผู้ที่อบรมอานาปานสติสมาธิจะต้องมีปัญญามาก จะต้องรู้ความต่างกันของกุศลจิตและอกุศจิต ต้องรู้ว่าจะพิจารณาอย่างไร   จิตจึงจะค่อยๆ สงบจากอกุศลยิ่งขึ้นจากขณิกสมาธิ ค่อย ๆ สงบขึ้นจนเป็นอุปจารสมาธิ จะต้องรู้จักองค์ฌานคือรู้ลักษณะของวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา จึงสามารถประคองจิตให้ตั้งมั่นในอารมณ์จนเป็นอัปปนาสมาธิ และต้องมีปัญญาเห็นโทษขององค์ฌานต้น ๆ และค่อยๆ ละองค์ฌานที่ละองค์โดยการไม่ใสใจ จึงสามารถอบรมจิตให้สงบเป็นฌานจิตขั้นสูงยิ่งขึ้น อานาปานสตินี้เป็นอารมณ์ที่ละเอียดสุขุม จึงเป็นอารมณ์ของผู้ที่มีสติไม่หลงลืม เป็นอารมณ์ของมหาบุรุษ คืออาจหรือสามารถบรรลุมรรคผลได้ในชาตินั้น

     สำหรับอานาปานสติที่เป็นวิปัสสนาภาวนา มีลมหายใจซึ่งเป็นปรมัตถ์เป็นอารมณ์ ในมหาสติปัฏฐานสูตร ทรงแสดงอานาปานบรรพในหมวดกายานุปัสสนา เพราะลมหายใจเป็นส่วนหนึ่งของกาย เป็นสภาพที่ปรุงแต่งกาย และเคยยึดถือว่าเป็นลมหายใจของเรา เป็นเราหายใจ แต่ขณะที่สติปัฏฐานเกิดขึ้น รู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏคือ ธาตุดิน ธาตุไฟ หรือธาตุลม ซึ่งกระทบที่กาย อาจจะเป็นลักษณะที่อ่อนนุ่ม หรืออบอุ่น หรือเคลื่อนไหว ซึ่งปรากฏที่ช่องจมูกหรือริมฝีปาก เพียงลักษณะใดลักษณะหนึ่ง และเริ่มรู้คือค่อยๆ เข้าใจว่า เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งมีลักษณะอย่างนั้นเอง คือเป็นธาตุที่ไม่รู้อารมณ์เป็นการถ่ายถอนความเข้าใจผิดที่เคยยึดถือว่าเป็นเราที่หายใจ หรือเป็นลมหายใจของเรา และขณะที่สติเกิดนั้น ไม่ได้สนใจว่าลมหายใจจะกระทบที่ใด เพียงรู้ว่ามีสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเท่านั้น สติที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยจากการฟังจนเข้าใจ ไม่มีการเตรียมตัวจดจ้องหรือต้องการให้มีสติมาก่อน จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ถ้ามีความเห็นถูกมีความเข้าใจที่ถูกต้อง สติปัฏฐานก็จะโคจรไปในอารมณ์ต่าง ๆ ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง ทางใจบ้าง จนทั่ว ไม่ใช่จดจ้องอยู่ที่ลมหายใจที่ปรากฏทางกายอย่างเดียว จึงจะค่อย ๆ ซึมซาบความเป็นอนัตตา และเข้าใจเห็นชัดในสภาพธรรมตามความเป็นจริงยิ่งขึ้น จนกว่าปัญญาจะสมบูรณ์เป็นวิปัสสนาญาณตามลำดับขั้น จนบรรลุมรรคผลในที่สุด ซึ่งต้องใช้เวลานานไม่ใช่เพียงภพเดียวชาติเดียวจึงควรอบรมปัญญาจากการฟัง การพิจารณาไปโดยที่ไม่หวัง เพราะความหวังเป็นเครื่องเนิ่นช้า (ปปัญจธรรม คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ) เป็นเครื่องถ่วงความเจริญของปัญญา


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
suwit02
วันที่ 10 ธ.ค. 2551

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
Nongnuch
Nongnuch
วันที่ 19 พ.ย. 2553 14:08 น.

Anumotana ka.

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
phawinee
วันที่ 13 ก.พ. 2556 14:11 น.

อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
boonpoj
วันที่ 13 เม.ย. 2556 17:08 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
จิตโอภาส
จิตโอภาส
วันที่ 26 เม.ย. 2561 21:22 น.

อนุโมทนาค่ะ

 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ