อย่าเพิ่งผ่านไปง่ายๆ

    สุ.   ที่จริงการสนทนาธรรม หมายความว่าเราทุกคนที่มีความสนใจในพระธรรม คำสอน และได้ฟังจากวิทยุบ้าง หรือได้อ่านหนังสือบ้าง แต่จริงๆแล้ว ประโยชน์สูงสุดของการที่เราเป็นพุทธศาสนิกชน ก็คือเราศึกษาคำสอนซึ่งต้องเข้าใจด้วยตั้งแต่คำแรก ขั้นต้น แม้แต่คำว่า “ธรรม” ถ้าเราไม่มีความเห็นที่ตรงและถูกต้อง เราจะไม่พบธรรมเลย และก็ไม่ได้สาระจากธรรมด้วย

    เพราะฉะนั้นก่อนอื่น บางทีคำพูดตอนต้นๆ คิดว่า คงจะไม่มีอะไร แต่เบื้องต้นที่ถูก ก็จะนำไปสู่ความถูกต้องยิ่งขึ้น แต่ถ้าความเข้าใจตอนต้นของเรายังไม่ครบ ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่ถูกต้อง  ถึงแม้ว่าเราจะอ่านพระธรรมมากมายสักเท่าไรก็ตาม แต่ถ้าความเข้าใจขั้นต้นของเราไม่ถูก หรือว่ายังสงสัย ยังคลางแคลง ความเข้าใจที่จะเพิ่มขึ้นก็เป็นไปไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นก่อนอื่น แม้แต่คำว่า “ธรรม” อย่าเพิ่งผ่านไปง่ายๆ เพราะคิดว่า เราชินกับคำนี้มานาน ตั้งแต่เกิดก็ได้ยินคำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ความจริงแล้ว เราเข้าใจจริงๆหรือเปล่าว่า แต่ละคำหมายความว่าอย่างไร

    สำหรับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครจะมีปัญญาเสมอกับพระองค์ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องศึกษาธรรมที่ทรงแสดงไว้โดยละเอียด โดยรอบคอบ โดยไม่คิดว่า ปัญญาของเรามีมากเท่ากับที่จะอ่านพระไตรปิฎกและอรรถกถาได้ทั้งหมด โดยแจ่มแจ้ง เพราะเหตุว่าปัญญาไม่ถึงระดับนั้น

    เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็พอที่จะรู้จักตัวเองได้ว่า ปัญญาของเราระดับไหน และเราสามารถจะเข้าใจอะไรได้ แต่เราก็ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นจริงๆให้ถูกต้อง เช่น คำว่า “ธรรม” ที่เราได้ยินได้ฟัง

    ถ้าจะพูดว่า “ศึกษาธรรม” จะศึกษาอะไร ที่ไหน คงไม่ใช่ไปศึกษาหนังสืออื่นซึ่งคนโน้นก็เขียน คนนี้ก็เขียน แต่คนเขียน ไม่ใช่คนที่ศึกษาธรรม แต่คิดธรรมเองว่า ธรรมคงจะเป็นอย่างนั้น คงจะเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเราจะศึกษาจากพระไตรปิฎกโดยตรง เป็นสิ่งที่ปัญญาของเราก็ยังไม่ถึง จะศึกษาพระวินัยปิฎก หรือพระสุตตันตปิฎก หรือพระอภิธรรมปิฎก ทุกคนที่มีโอกาสหยิบพระไตรปิฎกขึ้นมา ถ้าจะศึกษาพระไตรปิฎกจากปิฎกที่ ๓ คือ  พระอภิธรรมปิฎก ไม่สามารถเข้าใจได้แน่นอน เพราะว่าในครั้งโน้นผู้ที่ปัญญาสะสมมาแล้วมาก สามารถจะฟังแล้วเข้าใจได้ทันที เพราะว่าบุคคลเหล่านั้นเกิดในสมัยที่พระผู้มีพระภาคยังไม่ปรินิพพาน เพราะฉะนั้นเมื่อได้สะสมบุญมาพร้อมที่จะได้ฟังพระธรรม การฟังพระธรรมของคนยุคโน้นกับคนยุคนี้ ธรรมไม่ได้ต่างกันเลย ข้อความที่มีในพระไตรปิฎกที่แสดงกับคนในครั้งนั้น กับข้อความที่เราอ่านจากพระไตรปิฎกในสมัยนี้เหมือนกัน แต่ปัญญาของคนในครั้งนั้นสามารถเข้าใจได้จนสามารถรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ ลองคิดดู แต่คนสมัยนี้ ธรรมคืออะไร แล้วจะให้ฟังทันที ให้เข้าใจทันที ก็เป็นสิ่งที่แสนยาก ต้องเป็นผู้ที่อบรมมานานมาก แล้วจะเทียบเรากับคนที่ฟังแล้วบรรลุก็ยิ่งจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าแม้ในครั้งที่ยังไม่ปรินิพพาน ผู้ที่ฟัง มีโอกาสเกิดในสมัยนั้น ได้เห็น ได้เฝ้า และได้ฟังพระธรรมมากเป็นหลายสิบปี แต่ไม่บรรลุอริยสัจธรรม จนกระทั่งสิ้นชีวิตแล้วก็กลับมา ลงมาเฝ้าฟังธรรมจึงได้บรรลุก็มี

    เพราะฉะนั้นเราไม่ควรที่จะคาดหวัง หรือคิดว่า เราจะได้อะไรจากพระธรรมระดับไหน เพียงแต่ว่าเวลาที่เราฟังพระธรรม มีเครื่องวัดแล้วว่า ปัญญา ความรู้ความเข้าใจธรรมของเราในการฟัง มากน้อยแค่ไหน และต้องเป็นผู้ตรง ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็คือไม่เข้าใจ ถ้าเป็นผู้เริ่มจะเข้าใจ ก็คือเริ่มจะเข้าใจ

    เพราะฉะนั้นเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ ถึงจะได้สาระจากพระธรรม แม้แต่คุณธรรมของพระโสดาบัน ก็คือ อุชุปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติตรง ถ้าใครไม่ตรง ไม่มีทางที่จะได้สาระหรือความเข้าใจธรรม


    หมายเลข 8263
    8 ก.ย. 2558