โลกแต่ละใบ


    ชุมพร เคยจำคำพูดของท่านอาจารย์ที่ว่า “แต่ละคนมีโลกแต่ละใบ” หมายความว่า แต่ละคนก็มีความคิด

    สุ.   แต่ละคนก็มีจิต ๑ ขณะเอง แล้วจะเกี่ยวข้องกับจิตอื่นได้อย่างไร นอกจากคิดเท่านั้นเอง โลกใบนี้เต็มไปด้วยความคิด โลกนี้คือโลกของความคิดจากสิ่งที่เห็น สั้นมากนิดเดียว  เหมือนกับความมืดมีอยู่ โลกนี้มืดจริงๆ ธาตุรู้นี่มืด เพราะธาตุรู้ไม่ใช่สี ธาตุรู้ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่รส ไม่ใช่เย็นร้อน อ่อนแข็ง เป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งมีจริงเมื่อเกิดแล้ว ไม่มีรูปใดๆเจือปนทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้นจะมืดแค่ไหน เราอยู่ในห้องมืด เราว่ามืด เพราะเรามีตาที่จะรู้ว่า ขณะนี้ไม่สว่าง แต่ขณะนั้นไม่ต้องอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจใดๆทั้งสิ้น ก็มีจิตที่สามารถจะรู้ได้ เพราะเป็นธาตุรู้ ความมืดขณะนั้นจะแค่ไหน แต่ก็มีทางที่จะเห็น สั้นมาก นิดเดียว เหมือนสิ่งที่มืด แล้วมีอยู่ ๕ จุดเล็กๆ จุดนี้สว่าง จุดนั้นเป็นเสียง จุดนั้นเป็นกลิ่น จุดนั้นเป็นรส จุดนั้นเป็นเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ซึ่งพอจุดสว่างนิดเดียวหมด จำไว้เลยว่า สว่างนั้น รูปร่างหน้าตาอย่างไร เป็นคน เป็นสัตว์ เก็บไว้สืบต่อมา พอหูได้ยินเสียงนิดเดียว เสียงธรรมดา จำความสูง ความต่ำ เรื่องราวต่างๆไว้หมด

    เพราะฉะนั้นทั้งสี ทั้งเสียง ในความคิดนึกรวมมาหมด แล้วยังจะกลิ่น ยังจะรส ยังการกระทบสัมผัส ก็เป็นโลกใบใหญ่ซึ่งมีคนเยอะ แล้วก็มีสิ่งต่างๆมากมาย แต่ความจริงชั่วขณะที่จิตเกิดคิด โลกนี้ไม่ปรากฏเมื่อจิตเกิดแล้วดับ คือ ตาย แต่ว่าเมื่อเกิดตรงไหน ก็รู้สิ่งนั้นใหม่ในโลกนั้นต่อไป ก็มีความทรงจำเรื่องโลกนั้นใหม่ต่อไป  แต่ความจริงโลกคนละใบก็คือว่า ทุกคนไม่มีอะไรเลย นอกจากจิตซึ่งเกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ แล้วก็สะสมความคิดนึกเรื่องราวต่างๆไว้ ไม่ลืมในชาติหนึ่งจนกว่าจะตาย พอถึงชาติหน้าก็ลืมชาตินี้สนิท เหมือนประตูที่ปิดสนิท มองเท่าไรก็ไม่เห็นว่า ข้างในมีอะไร เพราะว่าถูกปิดกั้นด้วยภพที่ต่างกัน 

    เพราะฉะนั้นเราจะย้อนกลับไปถึงอดีต ไม่มีทาง ข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่ไหน แต่ขณะนี้กำลังอยู่ตรงนี้ เหมือนกับอยู่กับคนหลายคน  แต่ความจริงโลกใบนี้คิด มีคนเมื่อคิด มีสิ่งต่างๆเมื่อคิด ถ้าไม่คิดเมื่อไรก็ไม่มีค่ะ หลับสนิทไม่เห็นมีอะไรสักอย่าง ชื่ออะไรก็ไม่มี บ้านอยู่ตรงไหนก็ไม่มี อะไรๆก็ไม่มีตอนหลับสนิท แต่พอตื่น โลกใบนี้ ความทรงจำเริ่มคิดปรุงแต่ง ทั้งๆที่ไม่เห็น ก็คิดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วได้ แล้วพอมีสิ่งใหม่กระทบจุดใดจุดหนึ่ง ก็เพิ่มความคิดขึ้นไปอีก ก็เป็นโลกที่ยุ่งยาก สับสน และเต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆ จนกว่าจะรู้ว่า เรื่องไม่ใช่สภาพปรมัตถธรรม  ถ้าไม่มีปรมัตถธรรม เรื่องอะไรก็ไม่มีทั้งนั้น

    เพราะฉะนั้นเรื่องมาจากไหน ก็มาจากจิตที่คิด คิดถึงอะไร ก็มีเรื่องนั้นแค่คิด พอไม่คิด สิ่งนั้นก็ไม่มีแล้ว จะมีอีกต่อเมื่อคิดอีก


    หมายเลข 8262
    8 ก.ย. 2558