อิตถีภาวรูป
ข้อความในอัฏฐสาลินี รูปกัณฑ์ พระบาลีอิตถินทริยนิทเทส ข้อ ๖๓๒ มีข้อความว่า คำว่า ทรวดทรง ได้แก่ สัณฐาน ด้วยว่าสัณฐานแห่งอวัยวะ มีมือ เท้า คอ และอก เป็นต้น ของหญิง ไม่เหมือนอย่างของชาย เพราะกายท่อนล่างของหญิงทั้งหลาย ล่ำสัน กายท่อนบนไม่ล่ำสัน มือเท้าก็เล็ก ปากก็เล็ก
คำว่า เครื่องหมายรู้ คือ เป็นเหตุให้รู้ได้ ด้วยว่าเนื้ออกของหญิงทั้งหลายไม่ล่ำสัน ปากก็ไม่มีหนวดเครา แม้การผูกผ้ารัดผมก็ไม่เหมือนของชาย
ถ้าหลับตาก็จะไม่เห็นเลยว่าหญิงหรือชาย แต่เพราะอิตถีภาวรูป ซึมซาบอยู่ทั่วทั้งตัว ก็เป็นเหตุทำให้มีทรวดทรงสัณฐานปรากฏ ที่จะทำให้รู้อิตถีภาวะได้ว่าเป็นเพศหญิงไม่ใช่เพศชาย
คำว่า กิริยา คือ ธรรมชาติที่พึงกระทำ ด้วยว่า หญิงทั้งหลาย เวลาเป็นเด็กชอบเล่นกระด้งเล็กๆ และสากเล็กๆ ชอบเล่นตุ๊กตางามๆ เอาดินเหนียว และปอมากรอเป็นเส้นด้ายเล็กๆ
คำว่า อาการ ได้แก่ อาการเดิน เป็นต้น ด้วยว่า หญิงทั้งหลาย เมื่อเดินก็เดินไม่อาจหาญ เมื่อยืน นอน นั่ง เคี้ยว กิน ก็ยืน นอน นั่ง เคี้ยว กินไม่อาจหาญ จริงอยู่ คนทั้งหลายเห็นแม้ชายไม่อาจหาญก็ยังพูดว่า เดิน ยืน นอน นั่ง เคี้ยว กินเหมือนมาตุคาม คือ เหมือนหญิง
คำว่า สภาพหญิง ภาวะหญิง ทั้งสองมีความหมายอย่างเดียวกัน ความว่าได้แก่ สภาวะหญิง สภาวะของหญิงนี้ เกิดแต่กรรม ตั้งขึ้นในปฏิสนธิกาล ส่วนทรวดทรงหญิงเป็นต้น อาศัยอิตถินทรีย์ตั้งขึ้นในปวัตติกาล
ในขณะปฏิสนธิ มีกลุ่มของรูป ๓ กลุ่ม สำหรับผู้ที่เกิดในครรภ์มารดา คือ หทยทสกะ เป็นรูปที่เกิดของปฏิสนธิจิต ๑ กลุ่ม กายทสกะ คือส่วนที่เป็นกายประสาทรูป ๑ กลุ่ม และภาวทสกะ ๑ กลุ่ม ซึ่งเกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิต ทั้ง ๓ กลุ่มนี้เป็นรูปที่เกิดเพราะกรรม แต่ขณะนั้นทรวดทรงหญิงยังไม่มี แต่ว่าอิตถีภาวรูป คือภาวทสะเกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิต เพราะฉะนั้นในปวัตติกาล เมื่อเจริญเติบโตขึ้นแล้ว จึงจะปรากฏทรวดทรง หรืออาการของหญิง เพราะเหตุว่าอิตถีภาวรูปซึมซาบอยู่ตลอดทั้งตัว ไม่ว่าจะดูส่วนไหน ถ้าให้ดูแขนก็ยังรู้ว่านี้แขนหญิงหรือแขนชาย เป็นต้น เพราะเหตุว่าอิตถีภาวรูปซึมซาบอยู่ทั่วตัว
การที่อิตถีภาวรูปเกิดพร้อมปฏิสนธิ แต่ว่าทรวดทรงยังไม่ปรากฏ อุปมาเหมือนอย่างว่า เมื่อพืชมีอยู่ ต้นไม้ได้อาศัยพืช เพราะพืชเป็นปัจจัยจึงเติบโตสมบูรณ์ ด้วยกิ่ง และค่าคบ ตั้งอยู่เต็มอากาศฉันใด เมื่ออิตถินทรีย์กล่าวคือ ภาวะหญิงมีอยู่ ย่อมปรากฏทรวดทรงหญิงเป็นต้น เหมือนฉันนั้น
เวลามีเมล็ดพืช ยังไม่เห็นกิ่งก้านของต้นพืชนั้นเลยใช่หรือไม่ แต่อาศัยพืชที่มีอยู่ ก็มีการเจริญเติบโตขึ้น โดยมีพืชเป็นปัจจัย จึงมีกิ่ง และใบ ดอกตั้งอยู่เต็มอากาศฉันใด เมื่ออิตถินทรีย์ กล่าวคือ ภาวะหญิงมีอยู่ ย่อมปรากฏทรวดทรงหญิงเป็นต้นเหมือนฉันนั้น ในปวัตติกาลหลังจากที่ปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว ก็ต้องมีการเจริญเติบโตขึ้น
ข้อความต่อไปมีว่า ก็อิตถินทรีย์เปรียบเหมือนพืช อาศัยอิตถินทรีย์ ทรวดทรงหญิงเป็นต้น จึงตั้งขึ้นในปวัตติกาล เปรียบเหมือนอาศัยพืช ต้นไม้จึงเติบโต ตั้งอยู่เต็มอากาศ ในบรรดาธรรมชาติเหล่านั้น อิตถินทรีย์ไม่ใช่เป็นสิ่งอันจักขุจะพึงรู้ได้ อันมโนพึงรู้ได้อย่างเดียว ทรวดทรงหญิง เป็นต้น แม้อันจักขุก็พึงรู้ได้ แม้อันมโนก็พึงรู้ได้
ไม่มีใครสามารถที่จะเห็นอิตถีภาวรูปที่ซึมซาบอยู่ทั่วตัวใช่หรือไม่ แต่ว่ามโน คือจิตที่เกิดขึ้นนึกคิดทางใจ สามารถที่จะรู้ในอาการ และทรวดทรงที่ปรากฏได้ว่า นี่เป็นลักษณะของอิตถีภาวรูป
