มรณานุสติ
มรณานุสติ คือการระลึกถึงความตาย เป็นอารมณ์หนึ่งที่จะทำให้จิตสงบ กุศลในจิตเกิดได้ถ้ามนสิการ หรือพิจารณาความตายด้วยความแยบคาย แต่ไม่ใช่หมายความว่าใครก็ตามพอระลึกถึงความตายแล้วก็สงบ เป็นไปไม่ได้ เพราะจิตที่จะสงบได้ก็จะต้องประกอบด้วยปัญญาที่รู้ว่าความตายเป็นสิ่งที่แน่นอน แล้วก็ไม่ควรที่จะมีความยินดีความติดข้องในสิ่งหนึ่งสิ่งใดในตัวตน หรือว่าในบุคคลซึ่งเป็นที่รักที่พอใจในวัตถุซึ่งเป็นที่รักที่พอใจ
เพราะเหตุว่าไม่มีสิ่งใดเลยซึ่งจะเป็นของเราอย่างแท้จริง แม้แต่สิ่งที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวตนของเราก็ไม่เที่ยง อยู่ได้เพียงแค่อายุซึ่งไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ เพราะเหตุว่าบางท่านก็อาจจะสิ้นชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยที่ว่ายังเป็นเพียงกาลล (กา-ละ-ละ) คือ ก้อนของรูปซึ่งยังไม่ครบส่วนต่างๆ แต่ว่าเมื่อมีปฏิสนธิแล้วก็สามารถที่จะมีการตายหรือจุติได้ ไม่ว่าจะในระยะเวลายาวสั้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งทุกคนไม่มีโอกาสที่จะรู้ได้เลยว่าชีวิตของท่านจะยาวหรือจะสั้นแค่ไหน
เพราะฉะนั้นท่านที่ระลึกถึงความตายแล้วก็กลัว ขณะนั้นไม่ใช่มรณสติ เพราะเหตุว่าสติไม่เกิดในขณะที่ระลึกถึงความตาย ด้วยเหตุนี้เมื่อคิดถึงแล้วจึงกลัว แต่ว่าถ้าจะระลึกด้วยปัญญาเห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง คือความไม่เที่ยง การกลัวความตายก็จะน้อยลง แต่ว่าก็ต้องแล้วแต่เหตุปัจจัยด้วย
ทุกคนตอนที่เป็นเด็ก จะไม่มีใครที่ไม่กลัวความตายเลยใช่หรือไม่ เด็กทุกคนกลัว บางคนก็คิดว่าถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ก็อยากจะหนีไปให้สุดขอบโลกทีเดียว ถ้าสามารถที่จะเป็นไปได้ แต่เมื่อโตขึ้น ก็ยิ่งเห็นว่าความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เมื่อมีการเกิดขึ้นแล้วก็ต้องมีการตาย
เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่การอบรมเจริญปัญญาของแต่ละท่านที่จะรู้ว่าท่านมีการระลึกถึงความตายบ่อยๆ เนืองๆ จนรู้ความจริง จนสามารถที่จะหวั่นไหวน้อยลง ไม่มีการหวาดกลัวความตาย เหมือนเมื่อตอนที่เป็นเด็ก หรือว่าตอนที่ยังไม่ได้อบรมเจริญปัญญา
แต่สำหรับท่านที่กลัว ท่านก็อาจจะไม่ได้พิจารณาว่าแท้ที่จริงแล้ว ที่ท่านว่าท่านกลัวความตายนั้นท่านกลัวอะไร ส่วนมากแล้วกลัวการพลัดพรากจากความเป็นบุคคลนี้ และจากทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งเป็นที่รักเป็นที่พอใจ ที่ท่านยึดถือ ยึดมั่น เกี่ยวข้องในชีวิตนี้ นอกจากนั้นก็ยังกลัวความเจ็บ ความปวดก่อนที่จะตาย เพราะบางท่านก็อาจจะกลัวมากกว่าตายจริงๆ คือกลัวเจ็บ กลัวความปวด ความทรมานต่างๆ ซึ่งสรุปแล้วก็คือ การกลัว การประจวบกับสิ่งที่ไม่รัก เช่น ความทุกข์ ความทรมาน ก่อนที่จะตาย หรือว่ากลัวการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก คือจากการเป็นบุคคลนี้ ในภพนี้ ชาตินี้ แล้วก็กลัวการที่จะต้องสูญเสียสิ่งที่รักที่พอใจ และบุคคลซึ่งเป็นที่รักที่พอใจ
แต่ให้ทราบว่าถึงจะกลัวก็ไม่พ้น เพราะฉะนั้นแทนที่จะกลัว ก็นึกถึงบ่อยๆ ว่าวันหนึ่งต้องจากต้องพลัดพรากต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอน ก็จะทำให้รู้สึกชินขึ้นกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วนั้นเป็นการพลัดพรากอยู่ทุกขณะ ขณะเมื่อครู่นี้ก็เป็นขณะหนึ่งในสังสารวัฏซึ่งจะไม่กลับมาอีก และสำหรับภพนี้ชาตินี้ก็เป็นแต่เพียงชาติหนึ่งที่มีการเห็น การได้ยิน อยู่ในโลกมนุษย์นี้ ในสังสารวัฎ ซึ่งต่อไปก็ไม่ทราบว่าจะเป็นบุคคลไหน เกิดในภพไหน ในโลกไหน แต่ที่จะไม่เกิดอีกนั้น ไม่มี
เพราะฉะนั้นน่ากลัวหรือไม่ ความตาย เพียงแต่เป็นการย้าย หรือเปลี่ยนจากการเป็นบุคคลซึ่งเคยเป็นในชาตินี้ เป็นบุคคลใหม่อีกบุคคลหนึ่งในภพหน้า ในชาติหน้า แล้วแต่ว่าบุญกรรม หรือว่าบาปกรรม จะทำให้ปฏิสนธิไหน ภูมิไหน มีกำเนิดอย่างไร มีชาติ มีตระกูล มีลาภ มียศ มีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกายต่างๆ ไป แต่ไม่ผิดจากชาตินี้ เพราะเหตุว่าก็ยังจะต้องเป็นเรื่องของการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และการรู้อารมณ์ต่างๆ การคิดนึกทางใจ นั่นเอง
เพราะฉะนั้น ชาติหน้าก็ไม่ต่างอะไรกับชาตินี้ ท่านซึ่งมีบุคคลเป็นที่รัก และวัตถุซึ่งเป็นที่รักในชาตินี้ ชาติหน้าท่านก็มีใหม่ เป็นบุคคลใหม่ มีบุคคลซึ่งเป็นที่รักใหม่ และก็มีวัตถุซึ่งเป็นที่ยินดี ที่พอใจใหม่ ดูแล้วก็เหมือนว่าไม่สูญเสียอะไร แต่ถึงอย่างนั้น การติดในความเป็นบุคคลนี้ในภพนี้ มากจนกระทั่งทำให้ท่านหวั่นกลัว แล้วก็ไม่พอใจเลยที่จะพลัดพราก หรือว่าสูญเสียความเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ไป เสียดายหรือไม่การที่จะเป็นบุคคลนี้หรือว่าพร้อม ขณะไหนก็ได้ที่จะเป็นบุคคลอื่น ตามบุญกรรมแล้วแต่ว่าจะเป็นใคร
เพราะฉะนั้นก็ต้องเร่งประกอบกรรมดี นี่คือจุดประสงค์ของการระลึกถึงความตาย สำหรับเรื่องของการกลัวความตาย และไม่กลัวความตาย ก็ไม่ใช่มีแต่เฉพาะในปัจจุบันนี้ หรือยุคนี้ เท่านั้น
