ธรรมเอก


    อบรมเจริญปัญญานี้ ต้องเป็นเรื่องที่ค่อยๆ ละคลายการที่เคยยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน จนกว่าสภาพธรรมจะปรากฏเพียงอย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นปะปนด้วย นั่นแสดงให้เห็นว่า ปัญญาและสติมีกำลังที่มั่นคง

    ข้อความในพระไตรปิฎก ซึ่งท่านผู้ฟังก็คงจะได้พบบ่อยๆ คือ ธรรมเอก ผุดขึ้น ธรรมเอก ก็คือ ธรรมอย่างเดียว ในขณะนี้มีธรรมหลายอย่าง ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะฉะนั้นจึงยังไม่ใช่ธรรมเอก คือธรรมเพียงอย่างเดียว เกิดขึ้นปรากฏให้รู้ในลักษณะของสภาพธรรมนั้น ตามความเป็นจริง

    ข้อความในขุททกนิกาย มหานิทเทส สารีปุตตสุตตนิทเทสที่ ๑๖ ข้อ ๙๘๗ มีข้อความว่า คำว่า มีจิตเป็นธรรมเอก ผุดขึ้น ในคำว่า เป็นผู้มีจิตเป็นธรรมเอก ผุดขึ้น พึงกำจัดความมืด ไม่ใช่ผุดขึ้นเฉยๆ แล้วก็ปัญญาไม่เกิด แต่ว่า คำว่า มีจิตเป็นธรรมเอก ผุดขึ้น ในคำว่า เป็นผู้มีจิตเป็นธรรมเอก ผุดขึ้น พึงกำจัดความมืด พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดังนี้ ความว่า เป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน มีใจไม่กวัดแกว่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้มีจิตเป็นธรรมเอก ผุดขึ้น

    ข้อความต่อไปอธิบายคำว่า ภิกษุนั้นพึงกำจัดความมืด เวลาที่แข็งปรากฏในขณะที่กำลังลงกระได ไม่มีเรา ไม่มีอิริยาบถ มีแต่แข็งหรือเปล่า ทุกท่านลงกระไดเป็นชีวิตประจำวัน แล้วก็ถ้าสติเกิดระลึกในขณะนั้น ก็เป็นการที่จะตรวจสอบตัวเองได้ ว่าขณะนั้นมีจิตเป็นอารมณ์เป็นหนึ่ง มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน มีใจไม่กวัดแกว่งหรือเปล่า เพราะว่าแข็งเท่านั้นปรากฏ เมื่อแข็งเท่านั้นปรากฏ แล้วใจไม่กวัดแกว่ง หมายความว่า ไม่นึกถึง ไม่ทรงจำ ในรูปอื่น ในนามอื่น ในความสำคัญหมายว่า เป็นตัวตน นั่นจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ที่มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน มีใจไม่กวัดแกว่ง เพราะเหตุว่า ไม่มีเรา ไม่มีอะไรเลย มีแต่แข็งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นต้องเป็นปัญญาที่มั่นคง สติที่มั่นคง สมาธิที่มั่นคง ซึ่งต้องเป็นวิปัสสนาญาณ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีจิตเป็นธรรมเอก ผุดขึ้น


    หมายเลข 4544
    11 มี.ค. 2569