วิถีจิต -1 พอ.5246


    สุ.   เพราะฉะนั้นแม้แต่ขณะที่หลับสนิทก็มีจิต ซึ่งเกิดดับดำรงภพชาติ แต่เมื่อมีโสตปสาทรูปเกิดแล้วยังไม่ดับ แล้วก็มีเสียงซึ่งเกิดแล้วยังไม่ดับ แล้วเสียงนั้นกระทบกับโสตปสาท ขณะนั้นจิตกำลังทำกิจดำรงภพชาติเป็นภวังคกิจ คือ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก ซึ่งธรรมเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ เข้าใจได้ จิตนั้นมีไหมคะ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก ที่เห็นได้ชัด ก็คือขณะที่หลับสนิท มีจิต แต่ทำภวังคกิจ เพราะฉะนั้นในขณะนั้นยังไม่ใช่จิตได้ยิน แต่เวลาที่มีเสียงกระทบกับโสตปสาท แล้วก็มีจิตเจตสิกเกิดขึ้นได้ยินเสียงที่ยังไม่ดับ เช่นในขณะนี้ เกิดแล้วดับแล้ว แต่ก่อนที่จะมีจิตได้ยินเกิดขึ้น ต้องมีจิตซึ่งเกิดต่อจากภวังค์ ทำอาวัชชนกิจ ชื่อภาษาบาลี แต่ถ้าใช้คำภาษาไทยง่ายๆ ซึ่งไม่มีวันที่จะรู้ลักษณะของจิตนั้นได้ เพียงด้วยการฟัง แต่จะรู้ได้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงว่า  เมื่ออารมณ์กระทบภวังค์ ก็เป็นปัจจัยให้ภวังค์ขณะต่อไป ไหว ที่จะไม่มีอารมณ์เก่า แล้ว  ภวังค์ที่เกิดสืบต่อ ก็เป็นภวังค์ขณะสุดท้าย จึงชื่อว่า ภวังคุปเฉทะ ตัดกระแสภวังค์ โดยจิตขณะต่อไปเกิดขึ้น ไม่ได้ทำภวังคกิจอีกต่อไป

    เพราะฉะนั้นจิตที่เกิดต่อจากภวังคุปเฉทะ คือ ภวังคจิตกระแสภวังค์สุดท้าย ก็เป็นจิตประเภทที่นึก หรือคิด หรือรู้อารมณ์ที่กระทบ นี่ภาษาไทยที่จะเข้าใจได้  ยังไม่ทันได้ยินเสียงเลย เพียงแต่รู้ว่า มีอารมณ์กระทบ แต่จิตนี้ถ้าเป็นภาษาบาลีก็ชื่อว่า โสตทวาราวัชชนจิต หมายถึงอาวัชชนจิตที่เป็นวิถีจิตแรกที่รู้ หรือคิดถึงอารมณ์ที่กระทบ โดยที่ยังไม่ได้ได้ยินเลย

    เมื่อจิตนี้เกิดขึ้นทำกิจนี้ดับ ไม่ได้รู้เลยว่า ขณะต่อไปจะเป็นโสตวิญญาณ เพราะว่าขณะนั้นจิตกำลังเป็นสภาพที่นึกถึงอารมณ์


    Tag  วิถีจิต
    หมายเลข 11835
    4 ก.พ. 2563